5. นิพพานในความหมายของชาวบ้าน (นิพฺพุโต) ก็มีอยู่
นิพพานแปลว่าเย็น เย็นเพราะไม่มีไฟ เพราะไม่มีความร้อน นี้มันยืมคำของชาวบ้านธรรมดาๆ นี่ไปใช้ พูดกันมาก่อนศาสนา
ก่อนจะมีศาสนามนุษย์ก็รู้จักพูดคำว่า เย็น ว่าร้อน ต่อมาครั้นศาสนาเกิดขึ้นก็ยืมคำว่าเย็นนี่ไปใช้ในเรื่องของจิตใจ ก่อนนี้เขาใช้กันแต่ในเรื่องทางวัตถุ เช่นถ่านไฟแดงๆ ร้อน พอมันเย็นมันดำ ก็เรียกว่ามันนิพพาน
นิพพานแปลว่าเย็นเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายพิเศษๆ อะไร ข้าวแกงกับในครัวร้อนอยู่กินไม่ได้ ก็บอกว่าเดี๋ยวรอก่อนให้มันนิพพานก่อน นี่เหมือนกับพูดเล่น มันพูดจริงอย่างนั้น คำนั้นมันใช้อย่างนั้น เมื่อมันหมดความร้อนก็เรียกว่ามันนิพพาน
#นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย ถ้าตายจะมีประโยชน์อะไร เอาไปทำอะไรได้ถ้าตาย
เย็นไม่ถึงขนาดนิพพานก็เรียกว่า #นิพพุติ....ทุกคราวที่พระมาทำพิธีให้ศีลท่านจะต้องพูดคำนี้เสมอ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ คนทั้งหลายรวมทั้งท่านทั้งหลายด้วยว่าไม่ฟังหรือฟังไม่รู้ว่าอะไร ก็ว่าท่านจงมี นิพพุติ ด้วยศีล #ให้มีความเย็นแห่งชีวิตจิตใจด้วยศีล
#นิพพุติก็คือนิพพานที่ยังไม่สมบูรณ์ เย็นในตามขั้นตามระดับชาวบ้านธรรมดานี่ ถ้านิพพุติ มากขึ้น มากขึ้นเด็ดขาดไม่กลับร้อนได้อีกก็เรียกว่านิพพาน
นิพพานแปลว่าเย็น เราจงมีชีวิตอย่างเย็นเป็น นิพพุติ นิพพุติ เป็นชีวิตเยือกเย็นไม่มีความร้อนใจอะไร นี่ก็เรียกว่า นิพพุติ คือ นิพพานล่วงหน้า นิพพานตัวอย่าง นิพพานน้อยๆ
เมื่อได้ใช้เทคนิคของธรรมะสมบูรณ์ที่เรียกว่า #โภชชงค์ ๗ ประการแล้ว ผลที่ได้รับก็คือนิพพาน ไม่ใช่ตาย จะอยู่อย่างเย็น เย็น เย็น เป็นชีวิตเย็น
ชีวิตที่ไม่มีธรรมะเป็นชีวิตร้อน
ชีวิตร้อนอย่างนี้มันกัดเจ้าของ คนโง่ๆ ทั้งหลายมีชีวิตร้อนที่กัดเจ้าของทั้งนั้นแหละไม่ยกเว้นใคร ถ้ามันโง่แล้วมันก็มีชีวิตร้อน ชีวิตนั้นมันก็กัดเจ้าของ เลวกว่าหมาเสียอีก เพราะว่าหมามันยังไม่กัดเจ้าของ
ความไม่มีธรรมะนี้มันกัดเจ้าของ กัดด้วยความรักบ้าง กัดด้วยความโกรธบ้าง กัดด้วยความเกลียดบ้าง กัดด้วยความกลัวบ้าง กัดด้วยความตื่นเต้นบ้าง วิตกกังวลบ้าง อิจฉาริษยาบ้าง หึงหวง หวงหึงบ้าง ร้อนเป็นไฟอย่างไรก็รู้กันอยู่ดีแล้วไม่ต้องพูด เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้ชีวิตก็เย็น คือเรียกว่านิพพาน
ถ้ายังอยู่ในระดับธรรมดา ยังเปลี่ยนแปลงได้ก็เรียกว่านิพพุติ ถ้าถึงที่สุดก็เรียกว่านิพพาน