วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

รวม 309 หัวข้อธรรมคำสอนของท่านพุทธทาส


 รวม 309 หัวข้อธรรมคำสอนของท่านพุทธทาส

1. พระพุทธเป็นพ่อ พระธรรมเป็นแม่ พระสงฆ์เป็นพี่

2. พุทธะเป็นใครก็ได้ ถ้าเป็นผู้รู้ – ตื่น – เบิกบาน

3. นิพพานในทุกความหมาย ไม่เกี่ยวกับความตาย

4. นิพพานเป็นของได้เปล่า เมื่อสลัดตัวกูออกไปเสีย

5. นิพพานในความหมายของชาวบ้าน (นิพฺพุโต) ก็มีอยู่

6. นิพพานในปัจจุบัน (เมื่อจิตว่าง) เรียกสามายิกนิพพาน เป็นสิ่งควรสนใจ

7. นิพพานหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร

8. นิพพานคือ “ตัวกู” ตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย

9. ทำงานและมีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างจากตัวกู

10. ทุกเรื่องและทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับจิตสิ่งเดียว


11. ปากอย่างใจอย่าง หนทางแห่งยอดสุข

12. กิเลสกับโพธิ์ ล้วนแต่เป็นสังขารธรรมด้วยกัน

13. มีสติเมื่อผัสสะ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดทุกข์

14. เพชรในหัวคางคก (ความรู้ที่ทุกข์สอนให้) นั้นมีอยู่

15. ตัวกู – ของกู จอมศัตรูตัวร้ายกาจ

16. เหนือความหมายแห่งของคู่ทุกชนิด คืออิสระ

17. เรื่องดี – ชั่ว สุข – ทุกข์ บุญ – บาป ยังมิใช่ความสงบ

18. นรกสวรรค์ในพุทธศาสนา มีอยู่ที่อายตนะนั่นแหละ

19. ที่มาแท้จริงของสุขและทุกข์ คือการทำผิดหรือทำถูก ต่อกฎอิทัปปัจจตา

20. อย่าไปกินเนื้อกินผัก กินแต่อาหารไม่มีโทษก็พอ

21. ฆราวาสธรรม มิใช่สำหรับฆราวาสจมปลักอยู่ในความเป็นฆราวาส แต่เพื่อพ้นจากความเป็นฆราวาส

22. วรรณะโดยกำเนิด เลิกได้ โดยการงาน นั้นเป็นสิ่งที่ใครไม่สามารถเลิกได้

23. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มิได้ตรัสรู้ในมหาวิทยาลัย

24. พระอรหันต์ทุกองค์ก็มิได้บรรลุในมหาวิทยาลัย

25. ผู้ทำบุญไปสวรรค์ต้องรู้ไว้ว่า เทวดาเขาต้องจุติมาสุคติกันที่มนุษย์โลก

26. คำว่าศาสนาในความหมายสูงสุด คือวิธีการเพื่อความรอด ทุกชนิดทุกระดับ

27. แม้แต่สัตว์และต้นไม้พืชพันธุ์ ก็ต้องมีศาสนาตามแบบของตน ๆ คือระบบเพื่อความรอด

28. สอนธรรมะยาก เพราะภาษาที่ใช้อยู่ มีไม่พอ

29. คำว่าสังขาร แปลว่าของปรุง – การปรุง, มิใช่ร่างกายคร่ำคร่าสำหรับจะตาย

30. พุทธศาสนาทำให้รู้จักทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตในลักษณะที่ไม่เกิดทุกข์

31. ชีวิตใหม่ คือชีวิตที่มีปัญหาและคำถามเกี่ยวกับความทุกข์จางลงและหมดไป

32. ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ (ไม่มีความสงบ) จะเอาความสงบต้องพ้นชั่วพ้นดี เหนือบาปเหนือบุญ

33. ยิ่งเจริญคือยิ่งบ้าด้วยวัตถุ, ยิ่งบ้าก็ยิ่งเห็นว่าเป็นความเจริญ

34. สิ่งเลวร้ายที่ต้องรู้จักเรื่องแรกที่สุด ก็คือเรื่องนิวรณ์ทั้งห้านั่นเอง, ถ้าไม่รู้จักก็ไม่อาจรู้เรื่องกิเลส

35. การเป็นเกลอกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสนใจ

36. หัวใจพุทธศาสนาที่สัญลักษณ์กางเขน “ตัดตัวกู”

37. หัวใจพุทธศาสนาที่หน้าแรก ๆ ของไบเบิ้ล คือไม่ยึดติดในความดีและความชั่ว ซึ่งจะต้องตาย

38. ทุกคนสามารถเป็นพุทธทาสได้ไม่มากก็น้อยแต่เขาไม่สนใจกันเสียเลย

39. ความไม่ตายมี ๒ ชนิด : ไม่ตายทางกาย (สำหรับสัตว์), ไม่ตายทางวิญญาณ (สำหรับมนุษย์)

40. คนเกลียดวัดเกลียดธรรมะ โดยมากไม่รู้สึกตัวว่าเกลียด จึงไม่มีความคิดที่จะหมุนเข้ามาหาธรรมะ

41. วินัยเป็นสิ่งที่ทรงบัญญัติขึ้น, ธรรมะเป็นสิ่งที่ทรงพบแล้วแสดงออก: มันต่างกันอย่างนี้

42. ชีวิตรอดอยู่ได้ด้วย “นิพพานชั่วคราว” ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มิฉะนั้นก็เป็นโรคประสาทและตายกันหมดแล้ว

43. คนทั้งโลกอกตัญญูต่อ “นิพพานชั่วคราว” อย่างหลับหูหลับตา แล้วยังแถมเนรคุณ คือ เกลียดนิพพาน

44. ศีลธรรมทุกข้อทุกระบบมีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน

45. ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ, กลับมาโลกาสงบเย็น แต่ก็ไม่มีใครสนใจกันเลย

46. ปรมัตถ์ธรรมกลับมาโลกาสว่างไสว, ถ้าไม่กลับมาโลกามืดมนท์ แต่ก็มืดมนท์จนเป็นธรรมดาไปแล้ว

47. มนุษย์กำลังสร้างโลกอยู่อย่างที่พระเจ้าทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งมองดูตาปริบ ๆ

48. เด็ก ๆ นั่นแหละ คือผู้สร้างโลกในอนาคตที่แท้จริง

49. ที่บูชาหน้าพระพุทธรูปนั่นแหละ ยิ่งจัดเท่าไรก็ยิ่งเป็นไสยศาสตร์ยิ่งขึ้นเท่านั้น

50. ถ้าดูโลกที่พระเจ้ากำลังสร้างอยู่ บัดนี้จะยิ่งเห็นว่าพึ่งไม่ได้ และแถมยังไม่น่าไว้ใจอีกด้วย

51. คนโง่พูดว่า มีแต่เวลากินเรา เราไม่อาจกินเวลา

52. เมื่อเราตะกละ อาหารกินเรา, เมื่อเรามีสติ เรากินอาหาร โดยมากเป็นอย่างไร คิดดูเองเถิด

53. แปลคำว่าปรโลกกันผิด ๆ จนกลายเป็นโลกหน้า, ที่แท้ก็คือโลกชนิดอื่น จากที่มีอยู่เป็นประจำที่นี่

54. ยิ่งจุดธูปเทียน ก็ยิ่งเป็นไสยศาสตร์, อย่างดีก็เป็นพุทธศาสตร์สำหรับเด็กอมมือ

55. กามารมณ์เป็นค่าจ้างเพื่อการสืบพันธุ์ อย่าไปสนใจใยดีหรือถึงกับบูชากันนักเลย

56. ฉันไม่อาจให้ความร่ำรวย แต่ให้จิตที่แพงกว่านั้น

57. พุทธบริษัทต้องพูดเป็น ทั้งภาษาคนและภาษาธรรม

58. คนหนึ่งพูดภาษาเงิน อีกคนพูดภาษาธรรมแล้วมันจะพูดรู้เรื่องได้อย่างไรกัน

59. ภาษาพูดอย่างมีตัวตน คือภาษาคน พูดอย่างไม่มีตัวตน คือภาษาธรรม

60. ระวังความเมตตาสงสารจะกลายเป็นความรัก (ทางเพศ) ขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว

61. จงจัดชีวิตประจำวัน ให้เต็มไปด้วยความหมายของนิพพาน คือความสงบเย็น

62. เขารอรับรสของนิพพานกันต่อตายแล้ว ทั้งที่อาจรับได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้

63. การงานทุกชนิดสอนให้เราฉลาดขึ้นนิดหนึ่งเสมอไป แม้ที่สุดแต่การกวาดขยะ

64. สิทธิเสมอภาคของสตรีทำให้โลกหมดพ่อแม่มีเหลืออยู่แต่กะเทย

65. โบสถ์ที่พระเจ้าอย่างบุคคลสร้างขึ้น มีแต่จะปิดลง ๆ แต่โบสถ์ที่อิทัปปัจจยตาสร้างขึ้นมีแต่จะเปิดเพิ่มขึ้น ๆ

66. โลกต้องมีศาสนาครบทุกชนิด มีศาสนาเดียวไม่ได้, แต่ต้องทำความเข้าใจกันได้

67. เตรียมตัวอยู่ร่วมโลกกับคนบ้าด้วยกัน จงทุกคนเถิด

68. พูดอย่างถูกต้องที่สุดก็ว่า “ไม่มีนิวรณ์นั่นแหละคือความเป็นสมาธิ”

69. เรียนธรรมะในป่า มีนิพพานเป็นอารมณ์, เรียนธรรมะในเมือง มีกิน – กาม – เกียรติเป็นอารมณ์

70. เอาธรรมะสำหรับเรียนในป่า ไปเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ได้ผลเป็นแผ่นกระดาษอันมีเกียรติ

71. ให้โอกาสและวิธีช่วยตัวเอง นั่นแหละเป็นให้ธรรมทานที่แท้จริง

72. จะให้ใครขยัน ต้องให้วิธีป้องกันโรคจิตไปด้วย

73. ถ้าคนรู้ว่า ทำไมสัตว์ไม่เป็นโรคประสาท คนก็จะไม่เป็นโรคประสาทมากขึ้น

74. ไม่ได้ตรัสสอนเรื่องตาย – เกิด ฯลฯ ทรงสอนแต่เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น

75. สิ่งที่หลอกลวงเราที่สุด ก็คือสิ่งที่เราเรียกชื่อมันว่า “ความสุข”

76. เป็นสุขหรือทุกข์ได้โดยไม่ต้องมีบุคคล มีแต่จิตที่ถูกปรุงหรือไม่ถูกปรุง ให้รู้สึกเช่นนั้น

77. มีธรรมะแล้วก็เหมือนอยู่ในมุ้ง แล้วกวักมือยุง (ความทุกข์) ให้มากัด

78. แม้ปลาก็มีได้ทั้งอาคาริก – อนาคาริก แล้วทำไมคนจะมีด้วยไม่ได้

79. ภาษา คน คือจริงสมมติ ภาษาธรรม คือจริงปรมัตถ์

80. ทำไมจะต้องห้ามสอนอนัตตา – สุญญตา – กาลามสูตร

81. ถ้าดูให้ดี มีแต่ได้ ไม่มีเสีย แม้แต่ความทุกข์และความตาย ซึ่งเกลียดกลัวกันนัก

82. เมื่อนายทุนรักกันได้กับกรรมกร ก็มีสันติภาพถาวร

83. สหประชาชาติ ยังเป็นแต่มาลีวราช นั่งจับปูใส่กระด้ง

84. ความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน แต่ทำให้เงินเหลือ

85. เลี้ยงหมาเป็นอาจารย์ เพื่อจะได้เป็นคนไม่เป็นหมา

86. พอใจจนไหว้ตัวเองได้ คือสวรรค์แท้จริงที่นี่เดี๋ยวนี้

87. อย่าอยู่หรือทำอะไรด้วยความหวัง แต่ด้วยสติปัญญา

88. ความกล้าหาญทางจริยธรรมคือยอดแห่งความกล้า

89. ไม่ทำหน้าที่ ธรรมะก็หนีจากวัด ไปมีอยู่กลางทุ่งนา

90. “นายคลำ” เป็นอาจารย์ของทุกคน แม้นักปราชญ์

91. ธรรมิกสังคมนิยม คือนายทุนรักกันได้กับกรรมกร

92. นอกจากเรื่องทุกข์และดับทุกข์ มิใช่เรื่องต้องสนใจ

93. สมาธิทุกชนิด คือ เอกัคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์

94. คำสุภาษิต ใคร ๆ ไม่อาจสงวนสิทธิ์: ธรรมชาติเป็นเจ้าของ

95. สุภาษิตเป็นธงชัยที่มุ่งหมาย หรือที่ปรากฏตัว ของฤษีทั้งหลาย

96. ถ้อยคำที่ใช้เป็นประโยชน์ได้ จัดเป็นสุภาษิตได้ทั้งนั้น

97. สุภาษิตหลุดออกมาจากปากของคนบ้าก็ยังมี สังเกตดูให้ดี ๆ เพราะธรรมชาติดันให้ออกมา

98. คำสุภาษิตที่ท่านรู้สึกว่าตื้น ๆ ชืด ๆ นั่นแหละ อาจจะเป็นเพราะลึกเกินไป สำหรับท่านก็ได้

99. จัดเป็นอมตภาษิต เพราะใช้ได้ตลอดกาลนิรันดร

100. ระวัง คำที่ถือกันว่าเป็นสุภาษิต ๆ พูดไว้ผิด ๆ ก็ยังมี เพราะมิใช่ออกมาจากธรรมชาติ

101. สุภาษิตเป็นปกาศิตและลิขสิทธิ์ของธรรมชาติ

102. ถ้าท่านทำใจร้อน ก็จะต้องร้อนใจในภายหลัง อย่างไม่มีทางหลีก

103. ถ้าท่านทำมักง่าย ก็เท่ากับทำลายสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่นั่นเอง

104. ถ้าท่านเห็นแก่กิน ไม่เท่าไรท่านก็จะไม่มีอะไรจะกิน

105. ถ้าท่านพูดพล่อย ๆ ก็คือท่านเปิดรูรั่ว ให้เกียรติยศของท่าน ค่อย ๆ รั่วจนหมดไป

106. ถ้าท่านสบายเมื่อหนุ่ม ท่านต้องรู้จักจัดรู้จักคุ้ม ให้สบายไปจนแก่

107. ถ้าท่านทำตามใจชอบ ต้องดูให้ดีเสียก่อนว่า กิเลสชอบ หรือธรรมะชอบ

108. ถ้าท่านเห็นแก่ธรรม ก็จะไม่เห็นแก่ตน, ถ้าเห็นแต่ตน ก็จะไม่เห็นแก่ธรรม

109. ถ้าท่านทำงานเห็นแก่หน้า ท่านจะพบและเพิ่มปัญหาเรื่อยไป

110. ถ้าท่านทำตัวเห็นแก่ได้ ก็อย่าหวังน้ำใจจากเพื่อนฝูง

111. ถ้าท่านกลัวจนเกินไป ท่านก็ไม่มีทางจะทำอะไรได้สำเร็จ

112. ถ้าท่านกล้าจนเกินงาม ก็จะมีแต่พบกับความเดือนร้อน

113. ถ้าท่านหวังแต่ความสนุก ก็จงเตรียมตัวสำหรับพบกับความทุกข์อย่างมหันต์

114. ถ้าท่านขาดความยั้งคิด ชีวิตทั้งชีวิตจะหมดความหมาย โดยไม่ทันรู้

115. ถ้าท่านมีความงก ท่านก็จะได้เป็นยาจกในเรือนเศรษฐี

116. ถ้าท่านมีเมตตากรุณา ท่านก็จะมีมิตรสหายญาติกา ไปทั้งบ้าน

117. ถ้าท่านมีเมตตาเกินประมาณ ก็จะพบคนอันธพาล ไปทั่วบ้านทั่วเมือง

118. ถ้าท่านคิดถึงแต่ความหลัง ท่านก็รังจะพบแต่ความเศร้า

119. ถ้าท่านมีแต่ความมัวเมา จะพบแต่ความปวดร้าว อย่างนิรันดร

120. ถ้าท่านทำดีเพื่อเด่น ก็จะถูกเขารุมกันเขม่น แม้จากญาติมิตรของตนเอง

121. ถ้าท่านหวังพึ่งแต่คนอื่น ก็มีวันที่จะต้องกลืนน้ำตาตนเอง

122. ถ้าท่านดำเนินชีวิตขาดความพอดี ความเป็นหนี้ก็จะเข้ามาเพิ่มให้ท่าน

123. คนที่ไม่รู้จักระวังเวลา ถ้าไม่เป็นคนบ้า ก็นเป็นพระอรหันต์

124. การโกรธคนอื่นเขา ก็เท่ากับจุดไฟเผาตัวเอง เสียก่อนแล้วตั้งนาน

125. อารมณ์ไม่พอกับตัณหา เวลาไม่พอกับความโง่ ความเป็นเปรตหิวโซ ก็เกิดขึ้น

126. จะจบเกมทั้งหมดทั้งสิ้นของชีวิต ก็ต่อเมื่อมีการมองเห็นชีวิต ว่าเป็นของไม่ใช่ตน

127. ถ้าทำตัวเป็นผู้รับแต่ฝ่ายเดียว โลกนี้ก็จะไม่มีผู้ให้ เหลืออยู่แม้แต่คนเดียว

128. ถ้าทำบ้านให้แข็งแรงแน่นหนากว่ารากฐาน ไม่เท่าไรบ้านก็จะเอาหัวลง

129. ถ้ากินอยู่เกินพอดี ไม่กี่ปีก็ต้องกันวาตาเป็นอาหาร

130. ถ้ามั่วสุมอยู่กับอบายมุข ไม่เท่าไรก็ต้องไปขลุก อยู่ในอบาย ได้ด้วยตนเอง

131. ถ้าทำหูเบาใจเบา ชีวิตของเราก็จะเป็นนุ่นปลิวไปตามลม จนตามจับกันไม่หวาดไหว

132. ถ้าพูดโดยไม่คิด มันจะกลายเป็นยาพิษ กลับมาหาท่าน อย่างสุดที่จะป้องกัน

133. ถ้าไม่มีความทุกข์แล้ว จะสร้างความสุขขึ้นบนรากฐานอะไร จงขอบใจความทุกข์กันเสียบ้าง

134. ถ้าไม่ยอมปล่อยวางอะไรกันเสียเลย ในที่สุดเรือนร่างก็จะทนไม่ไหว มือหรือแขนก็จะขาดออกไป

135. ถ้าจะหาความสุข จากความเพลิดเพลินมัวเมา ก็จะเท่ากับหาตัวเราในกระจก

136. ถ้าอยากเป็นคนมีอำนาจ ก็อย่าใช้คำว่าตวาดด่าทอเขา ให้อำนาจของเราร่อยหรอไป

137. ถ้าอยากเป็นคนเด่นคนดัง ก็ต้องเลิกหวังในความสงบ ซึ่งมันอยู่ด้วยกันไม่ได้

138. กินอยู่เท่าที่มี ดีกว่าไปเป็นหนี้เขา เพื่อเอามากินเติบ

139. เป็นสุขในการงาน ดีกว่าสุขสำราญอยู่ในบ่อน แต่มันก็ยากที่จะรู้จัก

140. แสวงหาเงินจากการงาน เป็นการแน่นอน และจะได้มาก่อนการเสี่ยงโชคบนบานบวงสรวง

141. กินอยู่แต่พอดี แม้ผีจะหัวเราะ ก็ยังดีกว่ากินดีอยู่ดี จนผีกลัว

142. การไม่ต่อสู้ในบางกรณี กลับเป็นวีรกรรม ยิ่งกว่าการต่อสู้ อย่างเอาเป็นเอาตาย

143. หญิงสาว ก่อนจะตัดสินใจรักเขา สังเกตให้มากกว่าเก่าอีก ๓ เท่า จึงจะปลอดภัย

144. การสร้างอนุสาวรีย์ที่แท้จริง มิใช่ความประสงค์ของเขา แต่เป็นของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเขา

145. ความกล้าที่ความกลัวหรือความจำเป็นบังคับให้เกิดขึ้น ก็คือความวิกลจริตชนิดหนึ่ง

146. เศรษฐีมีเงิน จะชั่วช้าสามานย์ปานใด ก็ยังมีคนนับถือ, แม้ผีเรือนบ้านเศรษฐีนั้นก็ตาม

147. สอนตัวเองให้ได้เสียก่อน จึงค่อนสอนท่าน จะไม่เป็นครูบาอาจารย์ที่สกปรก

148. อย่าทรยศขบถใคร เพราะทำไปก็เท่ากับ ทรยศขบถเกียรติยศของตนเอง

149. พอมีอำนาจราชศักดิ์ ก็มีโอกาสที่จะทุจริตได้ง่ายขึ้นอีกหลายเท่าตัว ต้องระวังให้ดี

150. ถ้าขายังไม่แข็ง แม้จะมีแรง ก็อย่าเพ่อลุกขึ้น มันจะเสียแรงเปล่า

151. การหลีกเลี่ยงเมื่อไม่มีหนทางสู้ นั่นก็คือการสู้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งควรจะรู้จักไว้

152. แม้จะมีเหรียญตราเต็มอก ก็รกเสียเปล่า ถ้าเขาไม่รู้จักรักศักดิ์ศรีของตนเอง แต่ก็ยังมีอยู่โดยมาก

153. ไม่มีอะไรน่าเกลียด เท่ากับการดัดจริตวางท่าทำให้น่ารัก ชนิดตบตาผู้อื่น

154. อาจหาญกับอาหาร ต่างฝ่ายต่างเป็นปัจจัยแก่กันและกัน สำคัญอยู่ที่ใช้มันให้ถูกต้อง

155. ยิ่งทำเด่น ยิ่งถูกคนเขาเขม่น และคอยสมน้ำหน้า เมื่อความเด่นพังทลายลง, ระวังไว้เถิดคนชอบเด่น

156. ผู้ชายแคล่วคล่อง ผู้หญิงว่องไว เป็นปัจจัยแห่งความก้าวหน้า ของครอบครัว โดยไม่ต้องขัดแย้งกัน

157. ดูจากจำนวนคนทำบุญอยากไปสวรรค์ ถ้าจริงตามนั้น ไม่เท่าไรสวรรค์ก็จะแน่นอัด ยิ่งกว่าปลาซาดีนในกระป๋อง

158. อย่าคิดว่า คนหน้าซื่อแล้วใจจะซื่อด้วย อาจจะเซ่อ หรือถึงกับทรามก็ได้ อย่าดูกันแต่เพียงเท่านั้น

159. คนเราต้องฉลาดแต่พอดี และในทางที่ถูกที่ควรเท่านั้น ที่จะเจริญและเอาตัวรอดได้, เรามันฉลาดกันจนเฟ้อ

160. ความกล้าหาญ ของคนมีสติสัมปชัญญะเท่านั้น ที่จะจัดเป็นวีรกรรมอันแท้จริง มิฉะนั้นก็เป็นเรื่องของคนบ้าบิ่น

161. เครื่องแต่งตัวและเนื้อตัวที่สะอาด มิได้หมายความว่าใจจะสะอาดด้วยเสมอไป ดังนั้นอย่าดูกันภายนอก

162. ผู้ที่ดีแต่คอยฉกฉวยยื้อแย่งทรัพย์สินของผู้สุจริตนั้น ไม่ควรมีสิทธิ์ที่จะอยู่ในโลกนี้ อีก ๓ เท่า

163. วันเวลาที่ท่านสามารถทำหน้าที่ของท่านได้ดีที่สุด นั่นแหละคือวันฤกษ์ดียามดีที่สุด สำหรับท่าน อย่าไปดูหมอให้เสียเวลา

164. ควรทุ่มเทสติปัญญามานะพยายามให้ถึงที่สุด ในเมื่อดำรงตนอยู่บนแนวทางที่ถูกต้องแล้ว

165. ในความเป็นคนกักขฬะหยาบช้าป่าเถื่อนนั้น จะหาอะไรดีแก่ตนเองและผู้อื่น แม้สักอณูเดียวก็ไม่ได้

166. ถ้าอยู่ในฐานะที่จะหลีกทางให้ไม่ได้จริง ๆ ก็จงยินดีเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง ที่ประดังกันเข้ามา

167. ในบ้านเมืองที่ยิ่งเจริญ ก็ยิ่งมีความโหดร้ายทารุณที่ซ่อนเร้นอยู่ ยิ่งกว่าในป่า ที่ไร้ความเจริญ

168. ลิงจะแต่งเนื้อแต่งตัวเท่าไรอย่างไร ใคร ๆ ก็ยังรู้ว่าลิง อยู่นั่นเอง แม้แต่เด็กทารก

169. ถ้าท่านเหยียบงู ก็เท่ากับท่านทำให้มันรู้สึกว่า ท่านท้าทายให้มันกัดท่าน ดังนั้นระวังไว้ดีกว่า

170. เหรียญตราเต็มหน้าอก ก็ควรจะเป็นเครื่องราง ป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวง ได้มากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

171. ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ถ่ายทอดกันมาผิด ๆ ก็มีมาก ไม่น้อยกว่าข่าวลือ

172. “ไม่ได้กิน” กับ “ กินไม่ได้” นั้นมีอาการและความหมายต่างกันมาก แต่ก็มีผลเท่ากัน คือ ตายด้วยกัน

173. ภายในครอบครัว มีความเป็นกันเองมากเกินไป จนความสุภาพเหลืออยู่น้อยที่สุด, ทำไมไม่สังเกต

174. หลีกทางให้เขา ก็คือหลีกทางให้เราพ้นจากอันตรายที่เกิดขึ้น ในที่สุดก็ได้รับผลดีร่วมกัน มิใช่หรือ?

175. พี่เกรงกลัวกฎหมาย น้องไม่กลัว ก็เป็นอันว่า คลานตามกันมาเพื่อรับผลต่างกัน

176. เขาพูดกันว่า คนค้าขายต้องพูดเท็จ, แต่เราก็เห็นคนไม่ค้าขายบางคน พูดเท็จมากกว่าเสียอีก

177. เขาเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี แต่มีความประพฤติเป็นอันมาก ที่ผู้อื่นทนได้ยาก และทนสุภาพตอบไม่ไหว

178. ในสนามกีฬานั่นแหละ มีน้ำใจแห่งความเป็นนักกีฬา น้อยไปกว่าตามถนนหนทาง ไปเสียอีก, ดูให้ดี

179. มีโมหะในทางความร่าเริง ดูจะดีกว่ามีในทางโศกเศร้า, ดังนั้นควบคุมทิศทางของโมหะ กันเสียบ้างเถิด

180. กินไม่อิ่ม หรือกินจนท้องแตก เหล่านี้เรียกว่า “กินไม่เป็น” โดยเสมอกัน, โดยมากมักเลือกเอาอย่างหลัง

181. เพียงแต่คิดจะเป็นคนดี นั้นยังไม่พอ, ต้องพยายามเป็นคนดีให้ได้ด้วย จึงจะพอ

182. เงินนั้นสร้างได้ ทั้งสร้างความดีให้คนดี และสร้างความชั่วให้คนชั่ว, อย่าไปโทษเงินเสียท่าเดียว

183. ความกล้าหาญของคนป่าเถื่อน มาจากความหวาดกลัว ดังนั้นจึงมีความดุร้ายเข้าไปปนอยู่ด้วย

184. การฟังความข้างเดียว อย่างดีที่สุดก็ได้ความเพียงครึ่งเดียว, หรืออาจไม่ได้ความเสียเลยก็มี

185. ถ้ามันเป็นความสกปรก ลามกไม่น่าดู ก็อย่าไปพยายามทำให้เป็นสิ่งที่น่าดู, มันจะเปลืองเปล่าไปเสียทุกอย่าง

186. คนบ้ากับคนเมา มีลักษณะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย

187. แม้จะมีดีอวด ก็อย่าไปอวดให้หมดดี, แต่ที่พูดไม่ดี ถึงจะฟังดี ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

188. ความรู้ครึ่ง ๆ กลางๆ ทำความเสียหายให้ มากกว่าความไม่รู้ มิใช่เสียหายเพียงครึ่งเดียว

189. การสมรสแต่งงานเพื่อความมีหน้ามีตา กับเพราะความเห็นประโยชน์อันแท้จริง นั้นมีผลต่างกันอย่างตรงกันข้าม

190. แม้มันจะแสดงว่าหมดหวัง หรือทำไมได้ คนเราก็ยังหวัง จะให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีหวัง แทนที่จะเลิกหวัง

191. สิ่งที่เราทุกคน จะต้องระมัดระวังกันอย่างที่สุด นั้นคือภาวะของความ “โง่เท่าเดิม”

192. สิ่งที่ต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดินนั้นคือ ภาวะของ “คน” กับ “มนุษย์” : พวกหนึ่งเดินลง พวกหนึ่งเดินขึ้น

193. คนมีใจเดินลงต่ำ มนุษย์มีใจเดินขึ้นสูง แล้วจะไม่ต่างกัน ยิ่งกว่าฟ้าและดิน ซึ่งหยุดอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร

194. เมื่อมือทั้งสองข้องยังใช้งานได้อยู่ แล้วก็ยังไม่มีอะไรจะกินอีก นั่นคือภาวะ “คนสิ้นคิด”

195. สมัยที่ต้องตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงานั้น คนเขารู้จักหน้าตาของตัวเอง ดีกว่าสมัยมีกระจกเงาของเรา

196. ระวัง! ตัวเองหลอกตัวเอง เสียหายกว่าผู้อื่นหลอก ตั้งร้อยเท่าพันเท่า, แต่ก็ไม่มีใครระวัง

197. แม้คูข้างถนน ก็อาจกลายเป็นเหวลึก ของคนเมาหรือคนประมาท ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้, ดังนั้นอย่าประมาท

198. ผู้ที่ถูกจองจำในคุกในตาราง ก็มิได้เป็นคนผิดเสมอไปในชาตินี้, แต่ต้องคิดถึงชาติก่อน ๆ ของเขาด้วย

199. จำสิ่งที่ควรจำ ลืมสิ่งที่ควรลืม ทำสิ่งที่ควรเลิก เลิกสิ่งที่ควรเลิก, มิฉะนั้น จะเป็นคนจมอยู่ในนรกตลอดเวลา

200. สูเจ้าก็เหมือนใครอื่น ใครอื่นก็เหมือนสูเจ้า ในการที่จะต้องไต่เต้า ไปตามผลแห่งกรรมของตน, รู้จักรักกันไว้เถิด

201. การแสดงบทบาทแห่งละครในสมาคมชั้นสูง ล้วนแต่เป็นผู้แสดงในระดับดาราด้วยกันทั้งนั้น

202. การสวมหน้ากากเข้าหากัน กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว ในโลกแห่งสังคมปัจจุบัน

203. คนทั่วไป สมัครใจจะเชื่อว่า ตายแล้วเกิดใหม่ โดยไม่ต้องการการพิสูจน์, ก็ยังดีกว่า เชื่อว่าตายแล้วสูญ

204. การทำผิดโดยมิได้ตั้งใจ เป็นสิ่งที่ควรได้รับอภัยตามสมควรแก่กรณี

205. เพราะโง่งมงาย ไม่ว่าหญิงหรือชาย ก็เท่ากับตายแล้วทั้งเป็น

206. เพราะโง่งมงาย ทำดีมากมาย ก็จะกลายเป็นบาปสิ้น

207. เพราะโง่งมงาย มรดกมากมาย ก็จะกลายเป็นขาดวิ่น

208. เพราะโง่งมงาย มั่งมีเหลือหลาย ก็ต้องกลายเป็นยาจกสิ้น

209. เพราะโง่งมงาย ถือดีจนตาย ไม่มีใครฟังได้ยิน

210. ความงมงายของเขาเอง เป็นบ่อเกิดแห่งโชคร้าย ที่ทำให้ต้องประกอบพิธีทางไสยศาสตร์

211. ความโง่งมงาย เป็นบ่อเกิดแห่งโชคร้าย มิใช่ดวงดาว หรือเทพเจ้าผีสางที่ไหน มาบันดาล

212. ในโลกนี้ อะไรจะเป็นของสำคัญหรือไม่สำคัญ อยู่ที่การสมมติของมนุษย์

213. เมื่อชาวโลกสมมติใครว่าเป็นเทวดา เขาก็กลายเป็นเทวดาไป โดยอัตโนมัติ ในโลกของคนเหล่านั้น

214. ยิ้มแย้มกับแขก แต่แยกเขี้ยวกับภรรยาเมื่อลับหลังแขก อย่างกะเป็นยักษ์เป็นมาร

215. บางคนยกยอใคร เพียงเพื่อให้เขายกยอตัว เป็นผลตอบแทนกลับมา

216. ชีวิต นี้เมื่อดูเล่น ๆ ก็เป็นของเล่น เมื่อดูจริง ๆ ก็เป็นของจริง, จงใช้มันให้ถูกต้องตามสมควรแก่กรณี

217. สามี สนองได้ตามที่ภรรยาเสนอ, ถ้าได้ดังว่า ก็เรียกว่าเป็นเทวดาอุ้มสม

218. หญิงสาวทั้งงามและงอน จนกลายเป็นแม่งามงอนนั้น เพราะสวรรค์ให้พรมากกว่าให้งามเฉย ๆ อย่างอนเกินงาม

219. ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ ก็ยิ่งสนใจผู้น้อย นั่นแหละคือผู้ใหญ่ที่แท้จริงสมชื่อ

220. ถ้าเป็นผู้น้อยที่นอบน้อมผู้ใหญ่ ก็ไม่ต้องมีเทวดาที่ไหน มาช่วยอีกแรงหนึ่ง

221. ความสวยกินไม่ได้ แต่มันยิ่งกลายเป็นอาหารตา ที่แพงกว่าอาหารปาก

222. สวยตามธรรมชาติ นั้นประทับจิตสนิทใจ ยิ่งกว่าไฉไลด้วยวิทยาศาสตร์

223. สวยนอกทรามใน มีมากมายทั่วไป ยิ่งกว่าสวยในทรามนอก, รู้จักเลือกให้ดี ๆ

224. โจรภัยสิบครั้ง ยังสูญเสียน้อยกว่าอัคคีภัยหนึ่งครั้ง, อัคคีภัยสิบครั้ง ไม่เท่ากิเลสภัยหนึ่งครั้ง

225. คนเมากับคนบ้า มาสัมมนากันเมื่อไร ก็อาจทำให้คนทั่วไป พลอยเป็นบ้า

226. ลงโทษคนไม่ผิดหนึ่งคน เสียหายแก่ธรรมะ ยิ่งกว่าไม่ได้ลงโทษคนผิดร้อยคน

227. การเตรียมต่อสู้ศัตรู อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ก็เท่ากับชนะศัตรูแล้วครึ่งหนึ่ง

228. ไม้อ่อนเด็กอ่อน ดัดง่าย, ไม่แก่เด็กแก่ ดัดยาก, ดังนั้น จึงควรดัดเสียแต่ยังอ่อน

229. ความโง่อย่างงมงาย ไม่ร้ายเท่าความฉลาดอย่างงมงมงาย หรืองมงายสองชั้น ระวังให้ดี ๆ

230. คนใหญ่คนโต ต้องเสียผู้เสียคน เพราะลืมความเล็กความน้อยของคนเล็ก ๆ จนทำอะไรผิดไปหมดแก่คนเล็ก ๆ

231. เสียใจก็กินเหล้า ดีใจก็กินเหล้า เฉยๆ ก็กินเหล้า นั้นคือผู้เตรียมตัวไปสู่โลหกุมภี

232. เสียใจก็ร้องไห้ ดีใจก็ร้องไห้ เฉย ๆ ก็ร้องไห้ นั้นคือนางฟ้าที่ถูกตะเพิดไล่ลงมาจากสวรรค์

233. เสียใจก็ด่า ดีใจก็ด่า ไม่มีอะไรก็ด่า คืออสุรกายจอมขลาด จุติมาเกิด

234. เมื่อเป็นพ่อแม่ด้วยตนเองแล้ว จึงจะรู้จักความรักอันแท้จริงของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก

235. หมอดูต้องการความรู้ในการดูหน้าคนแล้วทายใจ มากกว่าการรู้ทางโหราศาสตร์

236. ผู้มีมารยาทแท้ ย่อมไม่ต้องระวังรักษามรรยาทอะไร อีกต่อไป

237. ความโศกเศร้า มิได้ทำให้ใครได้รับประโยชน์อย่างไร นอกจากทำให้ศัตรูของเขาดีใจ

238. คนขอทาน ไม่ค่อยยอมรับรู้ความอยู่รอดของบ้านเมือง ดังนั้น จึงถูกรังเกียจอยู่ทั่วโลก

239. มนุษย์ ก็ยังไม่สามารถสละสัญชาตญาณ แห่งการเอาอย่างกัน ได้มากกว่าสัตว์เท่าไรนัก

240. บุถุชน มีกำลังมากเพียงไร ก็ยังต้องการกำลังใจจากคนทั่วไป อย่างมากอยู่เพียงนั้น

241. ทางตรงอันโล่งแจ้ง ย่อมดีกว่าทางลัด จงพิจารณาทางตรง ก่อนที่จะคิดหาทางลัด

242. การปิดทองหลังพระ ได้บุญที่บริสุทธิ์แท้จริง ยิ่งกว่าปิดทองหน้าพระ และต่อหน้าคน

243. พ่อหรือแม่แต่ละคน เท่ากับพระองค์หนึ่ง ๆ ของลูก ๆแต่ละคน

244. เมื่อรักษาจิตไว้ไม่ได้ กายก็จะทรุดโทรมลง พร้อมกับจิต

245. ถ้าสันดานชั่ว ยิ่งฉลาดก็ยิ่งชั่วมากขึ้น และจะพังครืนลงโดยเร็ว

246. ถ้าอยู่ด้วยความวิตกกังวล ก็จะแก่เร็ว และตายเสียก่อนแต่ที่จะได้รับผล ตามที่ตนวิตก

247. ถ้าท่านรักการงานยิ่งกว่ารักภรรยา ภรรยาก็ต้องเร่ไปหาคน ที่รักภรรยายิ่งกว่างาน

248. เราจะอยู่หรือจะตาย ก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า หรือสิ่งสูงสุด โดยเท่ากัน

249. อย่ากลัว! ถ้าท่านไม่สูบไม่ดื่ม ท่านก็จะหาพบสตรีไม่สูบไม่ดื่ม

250. สัตว์ มีความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว อย่างผิดเผินยิ่งกว่าคน

251. อย่าอวดเก่งให้มาก ไปกว่าสติปัญญาความสามารถ ซึ่งเป็นสิ่งมีขอบขีดอันจำกัด

252. แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ก็ยังชอบกิริยาวาจา ที่สุภาพอ่อนหวานของมนุษย์

253. อันธพาล เป็นสัตว์ชนิดที่พบกันที่ไหน ก็จะแฮ่ ๆ เข้าใส่กันที่นั่น

254. เมื่อสตรีเพศ ยังต้องทำหน้าที่คลอดบุตรอยู่ ก็ยังทำหน้าที่ผู้ครองโลกไม่ได้

255. ตัวจากไปก็ให้ความรักความเลื่อมใส เหลืออยู่ในจิตใจของผู้อยู่ข้างหลัง อย่างเต็มที่

256. สัตบุรุษสาธุชน ย่อมไม่ประกอบกรรมอันไม่เป็นมงคลใด ๆ แก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ ในกาลใด

257. โชคร้าย ไม่ได้มาจากเทวดาผีสางอะไรที่ไหน แต่มาจากความประมาทไม่รอบคอบ ของบุคคลนั้นๆ เอง

258. ไม่มีใครทำอะไร ได้เกินสติปัญญาของตน, ถ้าขืนทำ ก็กลายเป็นขุดหลุมฝังตัวเอง

259. อันธพาล คือผู้ชอบเผชิญความชั่ว วิ่งหนีความดี ยิ่งกว่าหนูวิ่งหนีแมว

260. ราชสีห์กำยำ อยู่ร่วมถ้ำเดียวกันไม่ได้ แม้เพียงสองตัว ไม่ต้องพูดถึงอยู่กันตั้วฝูง

261. หมาสองราง คงมีปัญหาไม่สร่าง ที่จะต้องรู้สึกรัก – โกรธ – เกลียด – กลัว ฝ่ายโน้นที่ฝ่ายนี้ที อยู่ร่ำไป

262. กระต่ายแพ้เต่าในการแข่ง ก็เพราะความหยิ่งและความเขลาในความเร็วของตนเอง ซื่งเร็วกว่าเต่าเป็นไหน ๆ

263. เสือ แม้จะเป็นสัตว์ดุร้าย ก็รักลูกเมียของมัน เท่ากับที่สัตว์อ่อนโยนชนิดอื่น มันรัก

264. งูพิษ ไม่มักกัดเหมือนงูที่ไม่มีพิษ แต่เราก็ไม่ไว้ใจงูพิษ ยิ่งกว่างูธรรมดา

265. อีกา กินไข่ของนกอื่นได้ลงคอ แต่ไข่มันเองมันกินไม่ลง ทั้งที่ไข่นั้น ๆ ก็เหมือนกั

266. หิ่งห้อย แม้จะส่องแสงอยู่ใต้กะลาครอบ แต่มันก็คิดว่ามันส่องทั่วโลก

267. เป็นอีกา อย่าเข้าไปในยูง หรือฝูงหงส์ เพราะเท่ากับเข้าไปฉีกหน้าตัวเอง ไม่ช้าก็เร็ว

268. จามรี สงวนขนจนตัวตาย แต่คนเรามิใช่ยอมเสียสินเพื่อสงวนศักดิ์

269. นกมีหู หนูมีปีก, แต่คนที่ด่ามันเช่นนั้น กลับมีอยู่ทั่วไป ในโลกปัจจุบัน คือเป็นเสียเอง

270. ไม่ค่อยจะมีใครยอมรับว่า เราทุกคนในโลกเป็นญาติกันโดยธรรมชาติ ที่เป็นรากฐานของชีวิต

271. นักมวยซวยเฮง ย่อมเต้นเหยง ๆ เมื่อเขาชูมือให้เป็นผู้ชนะ, เพราะไม่รู้จักสิ่งสมมติ

272. ฝ่าพายุ กลางทะเลหลวงหลุดมาได้ ก็เหมือนกับการเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น

273. ฉลาดอย่างไม่ซื่อ ก็คือฉลาดไปเข้าคุกเข้าตะราง สุดปลายทางก็คือ นรก

274. ถ้าซื่อย่างไม่ฉลาด ก็คือเซ่อ เหมือนคนละเมอเดินไปตกบันไดตาย

275. ธรรมชาติยิ่งดุร้าย ก็ยิ่งทำให้มนุษย์แข็งแรง แต่คนโง่สาปแช่ง แล้ววิ่งหน

276. เหาะด้วยฤทธิ์ หรือเหาะด้วยอากาศยาน ก็ยังเหาะเพื่อรบกัน หรือเอาเปรียบกัน ด้วยกันทั้งนั้น

277. พรุ่งนี้ มีไว้สำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดของวันนี้ มิใช่เพื่อเสริมความผิดพลาด ให้สมบูรณ์เต็มที่

278. ทักทายกันด้วยยิ้ม มีผลดีกว่าทักทายกันด้วยคำพูดที่จัดสรร ไว้สำหรับพูด

279. เงินมีคุณอนันต์ เมื่อใช้มันอย่างถูกต้อง, มีโทษอนันต์ เมื่อใช้มันอย่างเขลา ๆ

280. โกรธยากหนึ่งครั้ง มีอิทธิพลมากกว่า โกรธง่ายพันครั้ง, จงระวังโกรธให้เป็น

281. ในกรณีทั่วไป พกหินดีกว่าพกนุ่น, ในกรณีแห่งการคุกรุ่น ก็พกนุ่นดีกว่าพกหิน

282. ในโลกนี้ การติดคุกหรือไม่ติดคุก มิได้เป็นเครื่องวัดความผิดถูก อันแน่นอน

283. การเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ยังมิใช่เครื่องวัดความมีธรรมะ อันเชื่อถือได้

284. การกระทำของตนเอง ก็ยังมิได้ถูกใจตนเองเสมอไป นับประสาอะไร จากการกระทำของผู้อื่น

285. เราล่วงเกินใคร ก็หวังให้เขาให้อภัย, ครั้นใครล่วงเกินเตา เราก็ลืมเรื่องการให้อภัย

286. ความบิ่นบ้ากับความกล้า มักจะเป็นสหายกัน และคล้ายกันเหมือนลูกแฝด จนดูไม่ออก, จงระวังให้ดี ๆ

287. ความสุขสำราญ ที่ไม่มีธรรมะเป็นรากฐาน ก็คือความทุกข์ทรมาน ที่กำลังรอเวลาอยู่

288. ปัจจัยแห่งความสำราญ ที่มีมากเกินประมาณ จะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก

289. ผู้กินอยู่เกินพอดี จงเตรียมตัวไว้ให้เต็มที่ เพื่อพบกับความไม่มีอะไรจะกิน

290. ผู้กินอยู่แต่พอดี มีโอกาสที่จะเกิดความอารี แก่ผู้ที่ไม่มีอะไรจะกิน

291. ลมดี ทำให้เรือแล่นใบ พอกลายเป็นลมร้าย ลมนั้นก็จะคว่ำเรือลำนั้นเสีย

292. พ่อนั้นแหละคือไพรี แม่นั่นแหละคือศัตรู ถ้าเขาเลี้ยงดูลูกไม่ถูกทาง

293. ชนะอย่างอันธพาล ก็คือการแพ้อย่างนักกีฬา, แต่ในสนามกีฬา เขาไม่ถือหลักกันอย่างนี้

294. การรู้เท่าจนเกินการณ์ ก็ให้ผลอย่างเดียวกัน กับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

295. จงดำเนินชีวิตของท่าน ไปบนหนทาง ที่ส่องสว่างอยู่ด้วยแสงแห่งพระธรรม

296. เมื่อเราพอใจในอันตราย ที่มีเสน่ห์ฉาบบังไว้จนเราหลงไปว่ามิใช่อันตรายหากแต่เป็นลาภเป็นผลพึงปรารถนา

297. ตายไปโดยไม่มีความลับ ดีกว่ามีความลับติดตัวไป, เพราะเราไม่อาจตบตายมบาล

298. เห็นคนกินน้ำ เรารู้สึกอร่อยด้วยได้, ครั้นน้ำกินคน เราอร่อยด้วยไม่ได้, ยุติธรรมไหม?

299. รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี นั่นมีได้เฉพาะต่อเมื่อความรู้นั้น ประกอบไปด้วยธรรม

300. คนที่พอใจในการกระทำดีของตน อยู่ได้เสมอนั้น เป็นคนอายุยืน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

301. นักกายกรรมลำไม้สูงนั้น กลับลงมาถึงดินเมื่อไร ก็เท่ากับการได้เกิดใหม่เมื่อนั้น

302. มิใช่ว่าเป็นมนุษย์แล้ว จะคิด – พูด – ทำ อย่างมนุษย์ไปเสียทุกอย่าง ทุกคน ก็หามิได้

303. เป็นมนุษย์ แต่อาจจะคิดอย่างอมนุษย์ก็ได้ นั่นแหละคือความสามารถพิเศษ ของจิต

304. เมื่อต้องตกอยู่กลางป่า ก็จงดำรงตนให้เข้ากันได้ กับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นานา ในป่านั้น

305. นักกีฬา ย่อมแสดงความมีน้ำใจไม่เป็นนักกีฬา อยู่บ่อย ๆ ในสนามกีฬานั่นเอง

306. ผมหงอกอยู่ทุกเส้น จะเป็นเครื่องแสดงความชราแห่งจิตใจ ก็หามิได้

307. ถ้าจะพูดอะไรให้เขาฟัง อย่าพูดด้วยเสียงดังเกินธรรมดา หูเขาจะอื้อฟังไม่ถูก

308. นักล่าสัตว์ ที่มีจิตตวัดไปถึงว่า จะทำลูกสัตว์ให้พลัดแม่ เขาก็จะหยุดล่าสัตว์ได้เอง

309. เต่ากินกล้วยหมดทั้งเปลือกเป็นธรรมดา จึงไม่ถูกด่าจากคนที่เหยียบและลื่นล้ม, คนทุกวันเลวกว่าเต่า

ปัญญายังไม่สมานฉันท์

 ปัญญายังไม่สมานฉันท์"

ที่จริงคนไทยเราก็มีปัญญา ทั้งไม่ว่า คนเหนือ คนกลาง คนใต้ คนไหนหรอก แต่ตอนนี้ปัญญามันไม่สมาน ปัญญามันแตกแยก เราก็เอามาทำร้ายกัน เพียงแต่แค่คิดมันก็คิดไม่ดีกันเสียแล้ว ฉะนั้นเปลี่ยนใหม่ ต้องเอาปัญญานี่มาใช้ในทางที่สมาน มาใช้รวมกัน แล้วก็จะสร้างสรรค์ ประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง


 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


 

กองไว้ตรงนั้น

"กองไว้ตรงนั้น"
ฟังข่าว ดูโทรทัศน์ ได้ยิน ได้รับรู้เรื่องอะไรที่ไม่น่าพอใจ เกิดความหงุดหงิดขึ้นมา ก็กองไว้ตรงนั้นแหล่ะ กองไว้ที่หน้าโทรทัศน์นั่นแหล่ะ ไม่ต้องเอาไปด้วย ถ้าจะเอาไปก็เอาไปแต่เรื่องที่ เราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งที่เราได้ยิน แต่ถ้าเกิดว่าไม่เห็นประโยชน์จากเรื่องที่ได้ยิน ได้ฟังเลย ก็กองไว้ตรงนั้นแหล่ะ

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ชีวิตที่ดี

"ชีวิตที่ดี"
ชีวิตที่ดี ชีวิตที่น่าสรรเสริญ ในพุทธศาสนา ไม่ใช่ชีวิตที่อยู่บนกองเงินกองทอง หรือว่าเต็มไปด้วยโชคลาภวาสนา แต่เป็นชีวิตที่ไม่หวั่นไหว ในยามขึ้นหรือในยามลง

 โดย พระไพศาล วิสาโล


ทำใจยอมรับ"

"ทำใจยอมรับ"
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ลำบากกว่านี้เยอะ แต่ทุกวันนี้เรามีทุกอย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์ แต่คนก็ยังโวยวาย เหมือนกับว่าโลกมันจะถล่มทะลายให้ได้ อันนี้ก็เพราะว่าไม่ได้เตรียมใจไว้ ใจมันก็ไม่ยอมรับ มันปฏิเสธ ที่จริงถ้าเริ่มทำใจยอมรับ ว่ามันเป็นความเป็นจริงที่หนีไม่พ้น ใจมันก็นิ่งได้ ความทุกข์ของคนเราเกิดจากมันดิ้นที่จะปฏิเสธ ดิ้นที่จะผลักไสออกไป 

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ทุกข์มีไว้เห็น ไม่ใช่มีไว้เป็น

"ทุกข์มีไว้เห็น ไม่ใช่มีไว้เป็น"
ทุกข์มีไว้เห็น ไม่ใช่มีไว้เป็น เห็นทุกข์ไม่ใช่เป็นทุกข์ ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม คนที่ไม่เข้าใจเจอปัญหาก็กลุ้ม ไม่ว่าในชีวิตการงานหรือในชีวิตครอบครัว เจอปัญหาเอาแต่กลุ้ม แต่ไม่ได้มองว่า เค้ามีไว้ให้แก้

 โดย พระไพศาล วิสาโล


สุขทุกข์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก

"สุขทุกข์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก"
สุขทุกข์เนี่ย มันไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอกนะ แต่มันอยู่ที่ใจของเราเป็นสำคัญเลย อยู่ที่ว่าเราจะมองอย่างไร เราจะวางใจอย่างไร ได้อะไรมามากมายก็เป็นทุกข์ได้ ถ้าหากว่าใจเรามันยังอยากได้มากกว่านั้น

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ความประมาท

"ความประมาท"
สิ่งที่น่าพอใจนั่นแหล่ะ คือสิ่งที่เราต้องระวัง เพราะว่ามันทำให้เราประมาท เวลาเรามีความทุกข์หรือเกิดทุกขเวทนาเนี่ย มันก็มีความพยายามโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ที่จะพยายามที่จะหลุดพ้นออกจากสิ่งนั้น เพราะมันเป็นทุกข์ แต่เวลาเจอสุขเวทนา ใจมันจะเข้าไปคลอเคลีย เข้าไปยึดเข้าไปหลง ซึ่งก็ทำให้เกิดความประมาทขึ้น เราไม่ได้ตระหนักว่า ของเหล่านี้มันเป็นของชั่วคราว พอมันไปแล้ว ถ้าเราหลงมัน เราก็ทุกข์

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ดีใจมาก ทุกข์มาก

"ดีใจมาก ทุกข์มาก"
ถ้ามีความยินดี พอใจในคำชม เวลาเจอคำตำหนิมันก็จะทุกข์ ยิ่งดีใจ พอใจเมื่อได้รับคำชมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทุกข์ เวลาถูกตำหนิมากเท่านั้น คนที่หัวเราะเสียงดัง มักจะร้องไห้เสียงดังด้วย คนที่หัวเราะเบาๆ เวลาเจอเรื่องเศร้ามันก็จะร้องไห้เบาๆเหมือนกัน

 โดย พระไพศาล วิสาโล


ปัญหามีไว้ให้ใคร่ครวญ ไม่ใช่มีไว้ให้คร่ำครวญ

"ปัญหามีไว้ให้ใคร่ครวญ ไม่ใช่มีไว้ให้คร่ำครวญ"
ปัญหามีไว้ให้ใคร่ครวญ ไม่ใช่มีไว้ให้คร่ำครวญ เจอปัญหาแล้วคร่ำครวญบ่นตีโพยตีพาย ว่าทำไมต้องเป็นฉัน หรือไม่ก็โทษคนโน้นคนนี้ ไม่เป็นธรรมเลยเจ้านายไม่เป็นธรรม ไอ้หมอนี่มันแย่มาก ไม่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ถ้าเราบ่นแบบนี้เราก็เป็นทุกข์เปล่าๆ

 โดย พระไพศาล วิสาโล


นิยมทางลัด

"นิยมทางลัด"
เดี๋ยวนี้เราไปให้ ความสำคัญกับผล มากกว่าการใช้ความเพียร หรือลงมือกระทำ จึงเกิดค่านิยม นิยมทางลัด อะไรก็ได้ขอให้ได้ผลสำเร็จไวๆ โดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรง เรียนหนังสือก็จะใช้วิธีไหนก็ได้เพื่อจะให้ได้เกรดมากๆ แม้จะต้องโกงข้อสอบ

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ

"สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ"
สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกกับมันอย่างไร และประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แต่ถ้าเราวางใจเป็น เราก็ไม่ทุกข์ วางใจเป็นปกติ แล้วอาจจะพบความสุขได้ด้วย

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

มีเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ามีอย่างไร

"มีเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ามีอย่างไร"
มีเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ามีอย่างไร แม้มีมากแต่ว่าไม่พอใจ ก็ไม่มีความสุข แต่ถึงแม้ว่าจะมีน้อยแต่พอใจ ความสุขก็หาได้ไม่ยาก

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

หนีความแก่ ความเจ็บ และความตายไม่พ้น"

"หนีความแก่ ความเจ็บ และความตายไม่พ้น"
ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็หนีความแก่ ความเจ็บและความตายไม่พ้น ต้องหมั่นเตรียมใจ เตรียมตัวรับมือกับความแก่ ความเจ็บและความตายอยู่เสมอ ฝึกใจปล่อยวาง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่รัก หรืออารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เมื่อต้องเจอกับความแก่ ความเจ็บและความตาย เราก็จะสามารถรับมือได้ด้วยใจที่สงบ 

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

บุญนั้นทำได้หลายวิธี

"บุญนั้นทำได้หลายวิธี"
บุญนั้น เราสามารถจะทำได้หลายวิธี ไม่ต้องบริจาคเงิน ก็สามารถทำบุญได้ เช่น การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น หรือว่าการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม และเราควรทำบุญแบบนี้กันให้มากๆ เพราะว่าจะช่วยทำให้จิตใจเราเป็นสุข และทำให้เมืองไทย เป็นเมืองที่น่าอยู่มากขึ้น 

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ไม่ช้าก็เร็วเราทุกคนก็ต้องตาย

"ไม่ช้าก็เร็วเราทุกคนก็ต้องตาย"
ไม่ช้าก็เร็ว เราทุกคนก็ต้องตาย ขอให้เรายอมรับความจริงข้อนี้ อย่ามัวแต่หมกมุ่นเพลิดเพลินในความสนุกสนาน หรือความสะดวกสบาย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการอยู่แบบลืมตาย และเมื่อความตายมาถึง ก็จะทำใจลำบาก แต่ถ้าเราพร้อมรับมือกับความตายอยู่เสมอ เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เราก็สามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบ

 โดย พระไพศาล วิสาโล


วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

ลืมดูใจตัวเอง"

"ลืมดูใจตัวเอง"
ใครๆก็ชอบเรียกร้องให้คนอื่นมารู้ใจตน แต่ส่วนใหญ่แล้วเนี่ยมักจะลืมดูใจตัวเอง ก็เลยปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง มาครอบงำจิตใจ เสร็จแล้วเราก็โทษคนอื่น ว่าทำให้เราทุกข์ เพียงแต่เราหันมารู้ใจตัวเอง จิตใจเราก็จะปลอดโปร่ง แจ่มใส แม้เราจะอยู่ท่ามกลางผู้คน สิ่งแวดล้อม เราก็สามารถเป็นสุขได้

 โดย พระไพศาล วิสาโล


ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข

"ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข"
ผู้ให้ความสุขแก่ผู้อื่น ย่อมได้รับความสุขในจิตใจ ผู้ที่คิดตักตวง แสวงหาความสุขจากผู้อื่น ก็จะยิ่งห่างไกลจากความสุข เราจึงควรช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลผู้อื่นอยู่เสมอ ช่วยให้ส่วนรวมได้ประสบแต่ความสุข การทำเช่นนั้น จะเติมเต็มชีวิตจิตใจของเรา ให้ได้รับความสุข มีความแช่มชื่นเบิกบาน โดยเฉพาะเมื่อเวลาเราช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว 

 โดย พระไพศาล วิสาโล


ไม่มีอะไรหรือใครทำอะไรเราได้

"ไม่มีอะไรหรือใครทำอะไรเราได้"
ในโลกนี้ไม่มีอะไรหรือใครมาทำให้เราทุกข์ใจได้ นอกจากตัวเราเอง คนอื่นนั้นอย่างมากก็เอาทรัพย์สินของเราไป หรือทำร้ายร่างกายของเรา เสียของแต่ไม่เสียใจนี่ทำได้ ป่วยการแต่ไม่ป่วยใจ นี่ทำได้ ถ้าหากเรามีสติและปัญญาเป็นเครื่องรักษาใจ อะไรเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่สามารถทำให้เราทุกข์ใจได้เลย

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ช่วยเหลือส่วนรวม

"ช่วยเหลือส่วนรวม"
เวลาตัดสินใจจะทำอะไร อย่าถามว่าทำแล้วฉันจะได้อะไร แต่เราควรถามว่า ทำแล้วส่วนรวมจะได้อะไรบ้าง หรือว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องมั๊ย เพราะคนเราเนี่ยไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะเอาเข้าตัวให้ได้มากๆ แต่เรามีหน้าที่ ที่จะช่วยเหลือส่วนรวม ถ้าเราทำเช่นนี้ ก็จะทำให้ความเป็นมนุษย์ของเรามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 โดย พระไพศาล วิสาโล


คิดถึงแต่ตัวเอง

"คิดถึงแต่ตัวเอง"
คนที่คิดถึงแต่ตัวเอง จะเป็นคนที่ทุกข์ง่าย เพราะว่าเวลามีอะไรมากระทบแม้เล็กน้อย ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราคิดถึงคนอื่นอยู่เรื่อยๆเนี่ยความทุกข์ของเราก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก คนที่คิดถึงแต่ผู้อื่นอยู่เสมอจะเป็นคนที่สุขง่าย เพราะว่าหัวใจของเค้าเนี่ยจะใหญ่ขึ้น แต่ว่าอัตตาตัวตนจะเล็กลง ก็ทำให้มีพื่นที่รับความสุขได้มากขึ้น

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

อย่าอิจฉาแต่ควรชื่นชม

"อย่าอิจฉาแต่ควรชื่นชม"
เวลาใครได้ดีหรือได้มากกว่าเรา ไม่ควรอิจฉาเค้า แต่ควรชื่นชมยินดีเค้า เพราะว่าความอิจฉาจะทำให้จิตใจร้อนรุ่มเป็นทุกข์ ในทำนองเดียวกันเวลาใครเค้าทำดี ก็อย่าไปเขม่น อย่าไปอิจฉาเค้า ควรชื่นชมยินดี เพราะสิ่งนี้จะทำให้ความดีในใจเราเจริญงอกงามขึ้นด้วย และทำให้ใจเราเป็นบุญ

 โดย พระไพศาล วิสาโล


กล่าวคำขอโทษ

"กล่าวคำขอโทษ"
เมื่อใดที่เราทำความผิดพลาดหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เราควรรู้จักขอโทษ การขอโทษไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ แต่เป็นการแสดงถึงความกล้าของเรา กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อใดก็ตามที่เราขอโทษ นอกจากจะเป็นการเยียวยาจิตใจ ของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ยังช่วยทำให้เราไม่มีสิ่งค้างคาใจที่จะทำให้เรารู้สึกผิดหรือเป็นทุกข์ 

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

รู้จักการให้อภัย

"รู้จักการให้อภัย"
ถ้าเรารักสุขเกลียดทุกข์ก็ควรรู้จักให้อภัย เพราะถ้าเราไม่ให้อภัย ความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาทก็จะเผาลงจิตใจ ทำให้รุ่มร้อน แต่ถ้าเรารู้จักให้อภัยก็จะช่วยปลดเปลื้องความโกรธ ความเกลียด ออกไปจากใจเรา เป็นเสมือนน้ำเย็นที่จะดับไฟ ภายในใจให้สงบลงได้ เป็นเสมือนยาสามัญประจำใจ ที่เราควรมีไว้อยู่ตลอดเวลา

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

กล้าทำชั่ว กลัวทำดี

"กล้าทำชั่ว กลัวทำดี"
คุณเป็นคนนึงรึเปล่าที่กล้าทำชั่ว กลัวทำดี เวลาจะทำดีก็กลัวว่าจะเป็นแกะดำ กลัวว่าคนอื่นเค้าจะเขม่น ถ้าเราคิดเช่นนี้เนี่ย ชีวิตเราก็จะอยู่ในความตกต่ำอย่างเดียว แต่ถ้าเกิดว่าเราเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ กล้าทำดี หนีความชั่ว ความดีที่เราทำนั่นแหล่ะ จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจให้เจริญงอกงาม และเต็มไปด้วยความสุข

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

อุปสรรคหรือความล้มเหลว

"อุปสรรคหรือความล้มเหลว"
เวลาเราเจออุปสรรคหรือพบกับความล้มเหลว อย่ามัวแต่คร่ำครวญ บ่น หรือว่าตีโพยตีพาย ควรจะตั้งคำถามว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น อะไรทำให้เราพบกับความล้มเหลว ในทำนองเดียวกัน เวลามีใครตำหนิเรา ควรจะถาม ควรจะมองใหม่ว่า มันจริงมั๊ย การที่เราตั้งคำถามเช่นนี้เนี่ย จะทำให้เราเกิดปัญญา และสามารถแก้ปัญหารวมทั้งปรับปรุงพัฒนาตนได้

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ความสะอาด สงบเย็น

"ความสะอาด สงบเย็น"
น้ำอัดลมหรือน้ำหวาน แม้จะมีรสชาดเอร็ดอร่อย แต่ถ้ากินบ่อยๆก็ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ ร่างกายเราถึงที่สุดแล้วก็ต้องการน้ำสะอาด แม้จะจืดแต่ก็มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ จิตใจเราก็เช่นเดียวกัน เราต้องการความสงบเย็นที่เกิดจากการทำความดี ที่เกิดจากการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น มีค่าต่อจิตใจ มากกว่าความสนุกสนาน ความเพลิดเพลินจากการเสพวัตถุ

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

หาโชคจากเคราะห์ หาสุขจากทุกข์

"หาโชคจากเคราะห์ หาสุขจากทุกข์"
ไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปเสียหมด มีหลายคนที่เข้าหาธรรมก็เพราะว่าความเจ็บป่วย หรือว่าธุรกิจล้มละลาย ก็เรียกว่าเป็นโชคที่แฝงมาในเคราะห์ เพราะฉะนั้นเราจึงควรรู้จักหาโชคจากเคราะห์ แล้วก็หาสุขจากทุกข์ ไม่มีอะไรที่จะเลวไปเสียหมด มันมีประโยชน์ถ้าเรามองให้เป็น

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

อย่าหวังลาภลอย คอยโชค

"อย่าหวังลาภลอย คอยโชค"
ถ้าปรารถนาความเจริญ ความสำเร็จ ก็อย่ามัวแต่หวังลาภลอย คอยโชค หรือนิยมทางลัด ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ ไม่มีความลัดสู่ความเจริญ มีแต่ทางตรง นั่นก็คือการพึ่งความเพียรของตนเอง พึ่งน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ผู้มีปัญญาย่อมไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวความลำบาก เพราะรู้ว่านั่นคือทางตรง สู่ความเจริญและความสำเร็จ

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ทำดีย่อมได้ดีอย่างแน่นอน"

"ทำดีย่อมได้ดีอย่างแน่นอน"
ทำดีย่อมได้ดีอย่างแน่นอน อย่าได้สงสัยในความจริงข้อนี้ เมื่อเราทำความดี ดีอย่างแรกที่จะต้องเกิดขึ้น ก็คือดีที่ใจ ใจดี ใจงาม ใจสงบ ใจเป็นบุญ อันนี้แหล่ะคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อใจเราดีด้วยการคิดดี พูดดี ทำดีแล้ว สิ่งดีๆก็จะตามมาเองในภายหลัง 

 โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ทิฏฐิมานะ

"ทิฏฐิมานะ"
ชนกลุ่มใดก็ตามมีทิฏฐิมาก มีมานะเข้มข้น ชนกลุ่มนั้นจะแตกความสามัคคี ที่เราหันมารอมชอมกันไม่ได้เพราะอะไร เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีทิฎฐิ คือมีความเชื่อว่าฉันถูก พอมีความเชื่อว่าฉันถูก มานะก็ตามมานั่นก็คือ เรื่องอะไรฉันจะต้องขอโทษ เรื่องอะไรฉันจะต้องสามัคคี

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 ดาวน์โหลดแอพฯ สาระธรรม (ฟรี!) ได้แล้ววันนี้ ที่ Google Play https://naritasoft.page.link/Anr5

การแตกความสามัคคี

"การแตกความสามัคคี"
ตกลงไม่มีใครฟังใครแล้ว ในเมืองไทยในตอนนี้ นี้คือการแตกสามัคคี บ้านเมืองที่แตกสามัคคีใครไม่ตีก็แตก แต่บ้านเมืองที่สมัครสมานสามัคคี ต่อให้ใครยกมาตี ก็ไม่มีทางแตก

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ความสามัคคี

"ความสามัคคี1"
ความสามัคคี สุขา สังฆัสสะ สามัคคี ความสามัคคีคือ วิธีที่จะทำให้หมู่คณะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะถ้าแตกสามัคคีเมื่อไร ก็วุ่นวายกันเมื่อนั้น

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

โลกทั้งผองพี่น้องกัน

"โลกทั้งผองพี่น้องกัน"
โลกทั้งผองพี่น้องกัน อย่าไปติดอยู่ที่ศาสนา ชาติ ลัทธิ ผิวพรรณ วรรณะ สีเสื้อที่เราสวมใส่ แต่ให้ก้าวข้ามเปลือกของความเป็นมนุษย์เหล่านี้ทั้งหมด ไปถึงคุณค่าที่แท้จริงที่อยู่ในใจของเราทุกคน คิดได้อย่างนี้เมื่อไร เราจะเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ตาข่ายของอคติ"

"ตาข่ายของอคติ"
คนไทยเนี่ย รักคนไทยได้ทั้งประเทศแหละ เราเป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นพี่น้องกัน ตั้งแต่เชียงรายถึงสุไหงโกลก แต่พอเราเลือกข้าง ใจของเราจึงแคบเข้ามาถนัด เราเลือกเชื่อเฉพาะ สิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดของเรา เราเลือกคบเฉพาะคนที่คิดเหมือนกันกับเรา นั่นทำให้เราตกลงไปอยู่ในตาข่ายของ อคติ

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

คนไทยใจอย่าแคบ

"คนไทยใจอย่าแคบ"
ถ้าใจของเรากว้าง เราจะรักคนได้ทั้งโลก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนไทยนั้นใจแคบนะ ใครที่เห็นต่างจากเรา เราไม่รัก ใครที่ศรัทธานักการเมืองต่างจากเรา เราไม่ชอบ ใครที่สวมเสื้อต่างจากเรา เราพร้อมที่จะลุกไปเข่นฆ่ามัน เป็นกันถึงขนาดนั้น

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

หลักของการนึกไกล

"หลักของการนึกไกล"
หลักของการนึกไกล มีอยู่ว่า ทุกๆครั้ง ที่เรากำลังจะได้อะไร ให้ถามต่อไปว่า แล้วคนอื่นเสียอะไรไปบ้าง แล้วคำถามประจำวันของเราก็คือ อย่าถามว่าฉันจะได้อะไร แต่จงถามว่าแล้วฉันจะให้อะไรแก่คนอื่นได้บ้าง

 โดย ท่านว.วชิรเมธี


วิธีคิดของคนเห็นแก่ตัว

"วิธีคิดของคนเห็นแก่ตัว"
วิธีไหนไม่สำคัญขอให้ฉันได้ ถ้าฉันได้แล้ว คนอื่นจะเสียอะไร เท่าไร ชั่งหัวมัน นี่คือวิธีคิดของคนเห็นแก่ตัว สังคมไทยที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายทุกวันนี้เพราะอะไร มากมายไปด้วยคนที่เห็นแก่ตัว คนที่ถามแต่ว่า ฉันจะได้อะไร แต่ไม่เคยถามว่า ฉันจะให้อะไร

 โดย ท่านว.วชิรเมธี


เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน

"เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน1"
เราเคยเป็นคนชั่วมาก่อน พอเราเปลี่ยนความคิด ให้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว การกระทำของเราก็เปลี่ยน เราเป็นคนใหม่ได้ในชีวิตนี้ได้ไหม ไม่ต้องรอจนตายแล้วเราจึงจะเป็นคนใหม่ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดได้ชีวิตของเราทั้งชีวิตจะเปลี่ยนทั้งหมด ผลของชีวิตทั้งหมดก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะอะไร ชีวิตเป็นผลผลิตของความคิด

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ความรักหรือความใคร่

"ความรักหรือความใคร่"
ทุกวันนี้ หน้าเป็นห่วงว่าวัยรุ่นของเราเนี่ย ฉกฉวยโอกาส ใช้ความใคร่ในนามของความรัก อาตมาอยากให้เราตั้งคำถามใหม่ว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความรัก อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความใคร่ อย่าใช้ความใคร่ในนามของความรัก อย่าใช้ความรักในนามของความใคร่

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

ชีวิตคนอยู่ที่กรรม

"ชีวิตคนอยู่ที่กรรม"
พระพุทธเจ้า ท่านก็จะพูดไว้ชัดว่า ชีวิตคนจะเป็นอย่างไรอยู่ที่กรรม ดวงดาวเป็นเรื่องของดวงดาว หรือคนโง่เขลา มัวคอยแต่ ให้ฤกษ์ยามกำหนดวิถีชีวิต ในขณะที่คนฉลาดเขาสามารถเลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้

 โดย ท่านว.วชิรเมธี


การตัดความทุกข์"

"การตัดความทุกข์"
ความทุกข์ที่เรามีอยู่ในชีวิต ทั้งหลายทั้งปวงกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น เพราะความครุ่นคิดของเราเอง ถ้าเราออกจากความวิตกหรือความตกเป็นทาสของความคิดได้ ด้วยการอยู่กับปัจจุบัน คุณสามารถตัดความทุกข์ได้ เหมือนกับคุณ มีเซฟทีคัตในตัว

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

กติกาชีวิต"

"กติกาชีวิต"
คือมนุษย์ส่วนใหญ่ บางทีใช้ชีวิต โดยที่ไม่ยอมรับรู้กติกา พออกหักปุ๊บ ฆ่าตัวตาย นี่เรียกว่าโง่มากคุณต้องรู้นะว่ากติกาของการเป็นคนคืออะไร มันมีสมหวัง มีผิดหวัง มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ มีสรรเสริญ มีนินทา มีได้มีเสีย สิ่งเหล่านี้คือกติกาชีวิต

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้

"เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้"
เราเกิดมาเพื่อที่จะเรียนรู้ ถ้าเรากำลังมีความรัก เรากำลังเรียนรู้เรื่องความรักอยู่ ดังนั้นถ้าเราไปรักเขาแล้วอกหัก เราก็เรียนรู้ว่าอ๋อ! เราได้เรียนบทเรียนเรื่องการอกหักนะ รสชาติมันจะเป็นอย่างนี้นะ จิตใจมันจะเป็นอย่างนี้นะ ทุกๆครั้งของความผิดพลาดมันควรจะเป็นครูให้เรา

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ความรักทำให้ตาบอด"

"ความรักทำให้ตาบอด"
มีคนเป็นจำนวนมาก ที่ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อทุ่มเทให้กับความรักหรือคนรัก แต่พอช่วงเวลาที่ฉ่ำหวานผ่านไปแล้วกลับพบว่า สิ่งที่ตัวเองเอาทุกสิ่งทุกอย่างลงไปแลกนั้น ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะอะไร? คือช่วงนั้นน่ะเรียกว่าช่วง ความรักทำให้ตาบอด ก็หมายถึงตาปัญญานั่นเอง ตาปัญญามันบอด

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

สังคมฟองสบู่

"สังคมฟองสบู่"
สังคมไทย เป็นสังคมซึ่งนิยมฟองสบู่ ฟองสบู่เวลาเป่าแล้วมันสวยงาม แต่สักพักหนึ่งมันก็แตก เราไม่ควรจะเป็นสังคมฟองสบู่นะ เราควรจะเป็นสังคมข้าวกล้อง ซึ่งไม่หรูนัก แต่ว่ามีคุณค่าจริงๆ

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ปัญหามีไว้แก้

"ปัญหามีไว้แก้"
ทุกๆ ปัญหามีสาเหตุ ทุกๆ สาเหตุก็มีทางออก และทุกๆ ทางออกนี้ รอให้คนมาเปิดเผยให้เห็นเท่านั้นเอง สรุปเป็นแนวคิดง่ายๆ ก็คือ ทุกปัญหาย่อมมีเฉลย ปัญหามีไว้แก้ไม่ใช่มีไว้แบก

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ทุกข์ต้องกำหนดรู้

"ทุกข์ต้องกำหนดรู้"
ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาในชีวิต ให้กำหนดรู้ว่า ความทุกข์ที่เราเจออยู่นี้ มันคืออะไรแน่ แต่คนส่วนใหญ่เวลาเป็นทุกข์ เวลาเกิดปัญหานี่ หลอมรวมตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแทนที่ทุกข์จะมีไว้สำหรับเห็น ก็กลับกันกลายเป็นทุกข์มีไว้สำหรับเป็น

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

เข้าใจตัวเองเข้าใจโลก

"เข้าใจตัวเองเข้าใจโลก"
เมื่อเข้าใจตัวเอง ก็เข้าใจคนอื่น เมื่อเข้าใจคนอื่น ก็เข้าใจคนทั้งโลก เหมือนเราไปตักน้ำเค็มจากทะเลมาดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง จากนั้นไปดื่มน้ำทะเลทั่วโลก ไม่สงสัยเลยเค็มเหมือนกันหมด รู้จักน้ำทะเลหยดเดียวเข้าใจน้ำทะเลทั่วโลก

 โดย ท่านว.วชิรเมธี


คิดดีทำดีคิดชั่วทำชั่ว

"คิดดีทำดีคิดชั่วทำชั่ว"
หากเราคิดดี มีจิตใจผ่องใส การพูดของเราก็ดี การทำของเราก็ดี และเพราะผลของการคิดดี พูดดีและทำดีนั้น ความสุขก็ติดตามตัวเรา หากเราคิดชั่ว ก็จะพูดชั่ว และทำชั่ว ทุกข์ก็จะติดตามเรา ดังหนึ่งล้อเกวียน หมุนเวียนตามรอยเท้าโค

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ใจเป็นใหญ่

"ใจเป็นใหญ่"
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจสำคัญที่สุด หากว่าเราคิดดี หรือมีใจผ่องแผ้ว การพูด การทำก็ดีตาม เสมือนเงาตามตัว แต่ว่าหากเราคิดชั่ว ทำชั่ว การพูดการทำของเรา มันก็เสียตาม เหมือนกับล้อเกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ความกตัญญู2

"ความกตัญญู2"
คุณประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ สาขาการเป็นลูกกตัญญู ก็ยังชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่ล้มเหลว ขอฝากคำว่า ร้อยความดี ความกตัญญูมาเป็นที่หนึ่ง และความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี เอาไว้เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของเราท่านทุกท่านทุกคนไว้ในที่นี้ด้วย

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ความกตัญญู1

"ความกตัญญู1"
ดอกไม้ที่หอมที่สุด สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ คือ ดอกไม้ที่ชื่อลูกกตัญญู ดอกไม้ที่เหม็นที่สุด สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ คือ ดอกไม้ที่ชื่อลูกเนรคุณ พ่อแม่จะมีความสุขที่สุด ถ้าได้เห็นว่าลูกตัวเองนั้นเป็นลูกที่มีความกตัญญู

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์

"กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์"
ทำอย่างไร เราจึงจะกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ตอบได้สั้น ๆ ว่า ถ้ารักในหลวงก็ปฏิบัติธรรม เรารักในหลวง เรารักสถาบันกษัตริย์ เราต้องช่วยกันเป็นคนดี พระมหากษัตริย์จะมีความสุขที่สุดถ้ามองเห็นพสกนิกรของพระองค์เป็นคนมีศีลมีธรรม

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

สงครามกลางเมือง

"สงครามกลางเมือง"
ทรัพย์สมบัติ นั้นเป็นแค่ของสมมติน่ะ เป็นของใช้ชั่วคราว มันแค่ของใช้ไม่ใช่ของฉัน อย่าไปยึดติด มีของดีให้แบ่งกันกิน ให้แบ่งกันใช้ พอเราคิดว่ามีของดี ฉันจะกินคนเดียว ฉันจะใช้คนเดียว คนอื่นเขาไม่ได้กินด้วย เขาก็ต้องแย่งไง พอแย่งก็เกิดสงคราม มันน่าเศร้าที่สุดก็ตรงที่มันเป็นสงครามกลางเมือง

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

เราแย่งชิงสิ่งสมมติ

"เราแย่งชิงสิ่งสมมติ"
เรารักผลประโยชน์ มากกว่ารักชาติ ต้องให้คนเล็กคนน้อย ตายอีกเท่าไหร่ เราจึงจะสำนึกว่าผลประโยชน์ที่เราแย่งชิง แท้ที่จริงมันเป็นสิ่งสมมติ แต่เพราะผลของการแย่งชิงเงินทองข้าวของ ซึ่งเราเรียกมันว่า ผลประโยชน์ นี่ ก่อให้เกิดการฆ่ากันระหว่างคนไทย

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

เพียงเพราะผลประโยชน์

"เพียงเพราะผลประโยชน์"
การกตัญญูต่อชาตินั้น ทำได้ด้วยการไม่แตกสามัคคี ณ เวลานี้ คนไทยกำลังอกตัญญูต่อชาติไทย เพราะเราแตกสามัคคีกันเป็นเสี่ยง ๆ ๆ ไปหมดเลย ไปกันคนทิศคนละทางหมดเลย อะไรทำให้เราแตกสามัคคี ผลประโยชน์ ผลประโยชน์คำเดียวเท่านั้นเอง

 โดย ท่านว.วชิรเมธี


ทรัพยากรมีอยู่จำกัด

"ทรัพยากรมีอยู่จำกัด"
ในการบริโภคทรัพยากร เราจะต้องตระหนักรู้ความจริง อยู่อย่างหนึ่งว่า ทรัพยากรมีอย่างจำกัด แต่ตัณหาของเราไม่จำกัด ถ้าเราวิ่งตามตัณหา โลกจะพังทลายก่อนที่เราจะตายเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้น เมื่อทรัพยากรมีจำกัด เราก็ควรจะจำกัดความอยากของตัวเอง ใช้ชีวิตด้วยความจำเป็น อย่าไปใช้ชีวิตด้วยความอยาก

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ระวังกลียุค

"ระวังกลียุค"
ความมั่งคั่งของเรา เท่าที่เรามีนี้ ถ้าเราอยู่กันไปแบบปรานีปราศรัย แบบฉันพี่ฉันน้องแบบฉันมิตร เมืองไทยจะไม่เกิดกลียุค แต่ถ้าเรามีโลกทัศน์ที่ผิด เราแย่งกันกินเราแย่งกันใช้แบบไม่ปรานีปราศรัย สุดท้ายจะเกิดกลียุคขึ้นที่บ้านเมืองซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุด

 โดย ท่านว.วชิรเมธี

 

ความที่ไม่มีโรค คือ กิเลส

"ความที่ไม่มีโรค คือ กิเลส"
ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่งทางพุทธศาสนา จึงมุ่งถึงความที่ไม่มีโรค คือ กิเลส ก็คือ จิตว่างกิเลส ที่เรียกว่า จิตว่าง

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า

"การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า"
การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกข้อทุกบท จึงเป็นการปฏิบัตินำออกไป จากเครื่องผูกพัน อาลัย ห่วงใย รวมเข้าหมดคือว่า ออกจากกิเลสและกองทุกข์ เป็นเปราะๆ เป็นเรื่องๆ ไปโดยลำดับ

 โดย สมเด็จพระสังฆราช


เมื่อมีความผูกพัน ยินดีติดอยู่

"เมื่อมีความผูกพัน ยินดีติดอยู่"
เมื่อมีความผูกพัน ยินดีติดอยู่ ครั้นสิ่งที่ผูกพันนั้นแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีความทุกข์ต่างๆ จึงไม่พ้นทุกข์ไปได้

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

วาจาที่ควรเว้น

"วาจาที่ควรเว้น"
ถ้อยคำที่พูดจากัน ก่อให้บังเกิดกิเลสทั้งหลาย กองราคะบ้าง กองโทสะบ้าง กองโมหะบ้าง ดังนี้เป็นวาจาที่ควรเว้น เพราะว่าส่อถึงใจที่ไม่มีสุญญตา คือ ความว่างจากกามและอกุศลกรรมทั้งหลาย

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

จิตที่เป็นปกติ

"จิตที่เป็นปกติ"
จิตที่เป็นปกติเหมือนอย่างน้ำในแม่น้ำที่ไม่มีลม ก็เป็นน้ำที่ไหลไปเป็นปกติ หรือที่ขังอยู่เป็นปกติ เกิดเป็นระลอกคลื่น ความที่เป็นปกติเหล่านี้คือศีล

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

การปฏิบัติธรรม

"การปฏิบัติธรรม"
การปฏิบัตินั้นอย่าไปมุ่งว่า จะต้องละกิเลสได้ จะต้องสำเร็จ เมื่อนั้นเมื่อนี่นั้นไม่ได้ ผู้ปฏิบัติก็มีหน้าที่ปฏิบัติไป น้อยหรือมากก็ตาม ก็ย่อมจะได้ไปโดยลำดับ และขั้นตอนของการปฏิบัติก็จะเลื่อนขึ้นไปเอง

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

มีจิตใจอ่อนโยนพร้อมที่จะรับฟัง

"มีจิตใจอ่อนโยนพร้อมที่จะรับฟัง"
คำว่ามีจิตใจอ่อนโยนพร้อมที่จะรับฟัง หมายถึงปราศจากทิฐิมานะ และก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเชื่อก่อนฟัง ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ไม่ต้องบังคับให้เชื่อก่อนฟัง เป็นแต่เพียงว่าพร้อมที่จะฟัง พร้อมที่พิจารณาธรรมะที่จะฟังเท่านั้น

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

ความไม่รู้เดียงสา

"ความไม่รู้เดียงสา"
อันความที่รู้เดียงสานี้ มิได้ว่าเฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่เอง ถ้าหากว่าไม่มีสติปัญญาที่จะควบคุมตัวเองได้อย่างเพียงพอแล้ว ก็ชื่อว่าไม่รู้เดียงสาตามสมควรเหมือนอย่างเด็กเช่นเดียวกัน

 โดย สมเด็จพระสังฆราช


จิตใจฟุ้ง"

"จิตใจฟุ้ง"
ถ้าจิตใจฟุ้งออกไปข้างนอก ไปคิดถึงเรื่องนั้น ไปคิดถึงเรื่องนี้ต่างๆ แล้วหูก็ดับ เมื่อหูดับ ใจก็ดับ สติก็ดับ ปัญญาก็ดับ เพราะไม่ได้ยินถ้อยคำที่แสดงนั้น

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

เดินเข้าไปในทางอริยมรรค

"เดินเข้าไปในทางอริยมรรค"
เมื่อนำตนเข้าสู่ศีลสมาธิปัญญา ให้จิตเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาดังกล่าว ก็ชื่อว่าเดินเข้าไปในทางอริยมรรคของพระพุทธเจ้า

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

ตั้งสติพิจารณาให้เห็นตาม

"ตั้งสติพิจารณาให้เห็นตาม"
อันนี้แหล่ะที่ตรัสสอนไว้ว่า อนิจจานุปัสสี ตั้งสติพิจารณาให้เห็นตาม อนิจจาคือความไม่เที่ยง คือความที่มีความเกิดขึ้นปรากฎ มีความเสื่อมสิ้นเป็นปรากฎ เมื่อยังตั้งอยู่ ก็เริ่มแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปโดยลำดับ ไม่มีหยุดยั้ง

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

สังขาร

"สังขาร"
เค้าเป็นสังขาร เป็นสิ่งผสมปรุงแต่งที่ต้องเป็นไปตามธรรมดาทั้งนั้น แต่บุคคลไปยึดเอามา เป็นตัวเราของเรา จึงได้บังเกิดความทุกข์ต่างๆ แต่เมื่อตั้งสติ ตามดู ตามรู้ ตามเห็น ให้รู้เห็นตามเป็นจริงได้แล้ว ก็จะปล่อยวางได้

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

ความเสื่อมมาบำเพ็ญบารมีได้

"ความเสื่อมมาบำเพ็ญบารมีได้"
แม้เมื่อประสบโลกธรรม ส่วนที่เสีย คือความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็ใช้ความเสื่อมเหล่านี้มาบำเพ็ญบารมีได้ โดยที่มีขันติ คือความอดทน

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

เป็นธรรมดาของโลก

"เป็นธรรมดาของโลก"
แม้ว่าชีวิตจะต้องประสบสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ได้บ้าง เสียบ้าง อันเป็นส่วนที่เรียกว่า โลกธรรม ธรรมะสำหรับโลกก็เป็นธรรมดา เรียกว่าเป็นโลกธรรม คือเป็นธรรมะ หรือเป็นธรรมดาของโลก

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

ถ้าไม่มีศีล

"ถ้าไม่มีศีล"
ถ้าไม่มีศีล ก็ไม่มีพื้นสำหรับที่จะตั้งขึ้น ยืนขึ้น ของกุศลธรรมทั้งหลาย รวมทั้งสมาธิและปัญญา หรือสมถะ วิปัสสนา

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

ที่พึ่งอันประเสริฐ

"ที่พึ่งอันประเสริฐ"
สรณะ คือที่พึ่งอันประเสริฐ หรืออันอุดมคือสูงสุดนี้ มีแต่พระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพียงอย่างเดียว ไม่มีที่พึ่งอื่นที่ประเสริฐสูงสุด

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

จิตของบุคคลผู้ทรงปัญญา

"จิตของบุคคลผู้ทรงปัญญา"
จิตนี้ย่อมดิ้นรน กวัดแกว่ง กระสับกระส่าย ระงับห้ามยาก แต่บุคคลผู้ทรงปัญญาย่อมทำจิตให้ตรงได้ เหมือนอย่างช่างศร ดัดลูกศร

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

จิตเมื่อขาดสติปัญญา

"จิตเมื่อขาดสติปัญญา"
พระพุทธเจ้าจึงได้ตักเตือนไว้ว่า จิตดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย รักษายาก ห้ามยาก เป็นเครื่องสกิดใจของบุคคล ว่าจิตมีลักษณะเป็นอย่างนี้ และก็เป็นสิ่งที่รักษายาก ห้ามยาก ในเมื่อขาดสติปัญญา 

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

กิเลสซ้อนกิเลส

"กิเลสซ้อนกิเลส"
คนสามัญนั้นรักกิเลส รักราคะหรือโลภะ รักโทสะ รักโมหะ เป็นกิเลสซ้อนกิเลส เพราะมิได้หัดข่มจิต แต่ให้กิเลสเองเป็นฝ่ายข่มเหงจิต ข่มขู่จิต ให้กิเลสเองเป็นฝ่ายที่รังแกจิต ซ้ำกับรักกิเลสซึ่งเป็นภูมิข่มเหง เป็นผู้รังแกอีกด้วย

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

"บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน"
คนขายน้ำย่อมขายน้ำ ช่างศรย่อมถากลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

 โดย สมเด็จพระสังฆราช


ผู้มีใจสูง มีมานะสูง

"ผู้มีใจสูง มีมานะสูง"
เกิดมาเป็นคนก็มีปัญญาที่เกิดมากับชาติ คือความเกิด ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน จึงรับรู้การฝึก เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มนุษย์ ที่แปลว่า ผู้มีใจสูง มีมานะสูง 

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

ผู้เป็นบัณฑิต"

"ผู้เป็นบัณฑิต"
ผู้เป็นบัณฑิตจึงถากไสตัวเอง ดัดตัวเอง ไม่ต้องให้คนอื่นมาคอยถาก คอยไส คอยหมั่นพิจารณาตัวเอง ให้รู้ดีรู้ชั่วในตัวเอง ปฏิบัติที่จะละชั่ว ทำดีด้วยตัวเอง ดูดังนี้

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

จิตที่ตั้งไว้ผิด"

"จิตที่ตั้งไว้ผิด"
จิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมนำให้เกิดบาปวิบัติยิ่งไปกว่า บาปวิบัติภัยอันตรายที่โจรจะพึงกระทำให้แก่โจร หรือว่าที่คนมีเวรจะกระทำให้แก่คนมีเวร 

 โดย สมเด็จพระสังฆราช

 

เราไม่ควรเกิดมาสร้างปัญหา

"เราไม่ควรเกิดมาสร้างปัญหา"
เราไม่ควรเกิดมาสร้างปัญหา แต่เกิดมาช่วยแก้ปัญหา การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ที่ตัวเรา

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

กิเลส"

"กิเลส"
กิเลสทุกประเภท เมื่อเกิดขึ้นในใจของเราแล้ว ทำให้เราโง่ เรามืด เราบอด เราไม่มีปัญญา ไม่มีแสงสว่าง สำหรับที่จะพิจารณาอะไรให้มันถูกต้อง ตามสภาพที่เป็นจริง นั่นคือ ความมืด ความโง่ โมหะ ความมืดเรียกว่า โมหะ

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

กอดวัตถุที่มันเป็นพิษ

"กอดวัตถุที่มันเป็นพิษ"
เราก็ควรรู้ว่า ที่เป็นทุกข์เพราะว่า เราไปเอาสิ่งที่มันควรจะผ่านไปแล้วเอามาคิดอยู่อีก ไม่ให้มันผ่านไป ไม่ให้มันล่วงเลยไป ถึงเอามาคิดมาฝันต่อไป แล้วก็เป็นทุกข์ เหมือนกับเราหลงกอดวัตถุที่มันเป็นพิษ

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

การมาวัด

"การมาวัด"
เรามาวัด นี่ก็เพื่อมาศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ เพื่อจะปรับปรุงจิตใจของเราให้ดีขึ้น เพื่ออะไร ก็เพื่อให้เรามีความสุข มีความสงบตามสมควรแก่ฐานะ

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"
ทำดีได้ความดี ทำชั่วได้ความชั่ว ทำเหตุให้เกิดทุกข์ก็ได้ความทุกข์ ทำเหตุให้เกิดสุขก็ได้ความสุข ทำเหตุให้เกิดความเสื่อมเราก็ได้ความเสื่อม ทำเหตุให้เกิดความเจริญเราก็ได้ความเจริญ เราหนีจากผลที่เราทำไว้ไม่ได้

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

ทำเพื่อชาติ

"ทำเพื่อชาติ"
เรามีชีวิตอยู่ในบ้านในเมือง ควรจะทำอะไรช่วยชาติช่วยบ้านเมืองกันบ้าง ไม่ยากอะไรเลย คือให้ทุกคนตั้งใจกระทำความดี ตามหน้าที่ๆเรามี เราเป็นอยู่

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

อย่าใช้อำนาจ อย่าใช้อิทธิพล

"อย่าใช้อำนาจ อย่าใช้อิทธิพล"
เราจะอยากได้อะไร อย่าใช้ความข่มขู่ อย่าใช้อำนาจ อย่าใช้อิทธิพล เพื่อไปเอาอะไรจากคนนั้น เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เราควรจะพูดจาประนีประนอม ค่อยพูดค่อยทำความเข้าใจกัน

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


ล้างใจ

"ล้างใจ"
ไม่โต้ตอบด้วยความชั่ว ไม่เอาน้ำสกปรกมาล้างสิ่งสกปรก แต่เอาน้ำสะอาดมาล้างสิ่งสกปรก สถานที่นั้นก็จะสะอาด ปราศจากสิ่งชั่วร้ายขึ้นได้

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


ความเข้มแข็ง

"ความเข้มแข็ง"
พระพุทธศาสนาไม่ทำคนให้อ่อนแอ แต่ว่าทำคนให้เข้มแข็ง ให้อดทน ให้ควบคุมตนเองได้ ให้ต่อสู้กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


ทำอะไรไว้หนีไม่พ้น

"ทำอะไรไว้หนีไม่พ้น"
เราทำอะไรไว้หนีไม่พ้น เพราะฉะนั้นจะคิดอะไร จะพูดอะไร จะทำอะไร ต้องคิดก่อนว่า มันถูกหรือผิด มันดีหรือชั่ว มันเสื่อมหรือมันเจริญ ต้องคิดให้รอบคอบ

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

เรื่องธรรมชาติ

"เรื่องธรรมชาติ"
ธรรมชาตินี่มันไม่ได้ทารุณตลอดไปหรอก มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ตามกฏของธรรมชาติ เราอย่าไปยินดียินร้ายกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั้น มองให้เห็นความจริงของธรรมชาติแล้วก็มันก็สบายดี

 โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

กุลจิรัฏฐิติธรรม 4


กุลจิรัฏฐิติธรรม 4


กุลจิรัฏฐิติธรรม หมายถึง ธรรมสำหรับดำรงความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน หรือเหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ได้นาน ประกอบด้วย

1. นัฎฐคเวสนา หมายถึง ของหายของหมด รู้จักหามาไว้ คือเมื่อมีสิ่งของภายในบ้านสูญหายไป และอยู่ในวิสัยที่จะหามาแทนได้ ก็รู้จักหาวิธีการต่าง ๆ ให้ได้มาซึ่งสิ่งของเหล่านั้น หรือหาสิ่งของอื่น ๆ มาทดแทนไว้ เป็นต้น

2. ชิณณปฏิสังขรณา หมายถึง ของเก่าชำรุด รู้จักบูรณะซ่อมแซม คือการรู้จักบำรุงรักษาและซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุดที่ยังสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ หรืออยู่ในสภาพที่ยังสามารถทำงานได้ แต่มีอุปกรณ์บางอย่างชำรุดไป ก็สามารถที่จะซ่อมแซมนำกลับมาใช้ใหม่ได้นอกจากนี้ยังหมายถึงการรู้จักนำสิ่งของที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (recycle)

3. ปริมิตปานโภชนา หมายถึง รู้จักประมาณในการกินการใช้ คือการรู้จักใช้จ่ายทรัพย์สมบัติ รู้จักการประหยัดอดออม รู้จักใช้จ่ายตามฐานะของตนเอง หรือการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับฐานะเป็นต้น

4. อธิปัจจสีลวันตสถาปนา หมายถึง ตั้งผู้มีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน คือผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะต้องตั้งอยู่ในหลักของศีลธรรม ทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่สุจริต เว้นจากอบายมุข ไม่ลุ่มหลงมัวเมาในกาม เป็นต้น บุคคลที่มีศีลธรรมอันดีจะทำให้ครอบครัวสงบสุข
 
ในทางตรงกันข้ามตระกูลที่มั่งคั่งอยู่ได้ไม่นาน เพราะสาเหตุ 4 ประการคือ

1.ไม่แสวงหาวัสดุที่หายแล้ว คือเมื่อสิ่งของภายในบ้านสูญหายไป แต่อยู่ในวิสัยที่จะหามาแทน กลับไม่ทำ ไม่แสวงหา หากหายไปบ่อย ๆ สิ่งของแม้จะมีมากเพียงใดก็หมดได้ เปรียบกับภูเขาแม้จะใหญ่โตเพียงใด หากเก็บเอาก้อนหินทีละก้อนออกไปทุกวัน ๆ ภูเขาที่ว่าใหญ่นั้นก็จะไม่มีให้เห็น เงินทองหรือสิ่งของก็เช่นกัน หากมีแต่หยิบออกหรือหายไปแม้จะทีละน้อย ๆ แต่ไม่มีการหามาเพิ่มหรือทดแทน ก็จะหมดสิ้นไปในที่สุด

2.ไม่บูรณะวัสดุที่ชำรุดเสียหาย คือ ไม่บำรุงรักษาและซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุด ไม่ดูแลและไม่ใส่ใจกับสิ่งของที่มีอยู่เหล่านั้นให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ ทิ้งขว้างละเลยและปล่อยให้เสียหายก่อนเวลาอันสมควร ผลสุดท้ายของที่มีอยู่ก็ใช้การไม่ได้

3.ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคทรัพย์สมบัติ คือการจับจ่ายใช้สอยทรัพย์สมบัติมากจนเกินไปโดยไม่คำนึงถึงฐานะของตนเอง เช่น คนที่มีทรัพย์สมบัติมามากและมีรายได้น้อย แต่กลับจับจ่ายใช้สอยเกินกว่าที่ตนมี ที่ตนได้มาทรัพย์สมบัติก็จะไม่มีเหลือและยังจะทำให้มีการก่อหนี้ยืมสินให้เป็นภาระผูกพันตนอีก แม้จะมีทรัพย์สมบัติมากเพียงใดหากไม่รู้จักประมาณในการจับจ่ายใช้สอยแล้วทรัพย์ก็หมดไป คนที่ร่ำรวยก็จะกลับกลายเป็นคนจน คนที่จนอยู่แล้วก็จะกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวในที่สุด

4.ตั้งสตรีหรือบุรุษผู้ทุศีลให้เป็นแม่บ้านพ่อเรือน คือการแต่งงานกับสตรีหรือบุรุษไม่ดี ซึ่งมักทำลายกฎเกณฑ์ ประพฤติผิดศีลธรรม จริยธรรมเสมอ หรือการไว้วางใจให้สตรีหรือบุรุษเช่นนั้นครอบครองทรัพย์สมบัติ คนเช่นนั้นก็จะมีแต่ผลาญทรัพย์สมบัติให้หมดไป
 
สรุปโดยย่อ..
กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 หลักธรรม 4 ประการที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่ง ประกอบด้วย
1. ของหายของหมดต้องแสวงหา
2. ของเก่าชำรุดต้องบูรณซ่อมแซม
3. รู้จักประมาณในการใช้จ่าย
4. ตั้งผู้มีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน



เปิดโปงความชั่วของโน้ตนุ่นจี้คุณทวีและภรรยาคุณทวี

คุณแม่ได้เตรียมหลักฐานและพยานในการแจ้งความกลับดำเนินคดีหลายข้อหาดังต่อไปนี้ คุณทวีและภรรยา สร้างความน่ารำคาญกับเพื่อนบ้านเพราะในช่วงที่โน้ตแ...