คำสอนของพุทธทาสภิกขุที่ว่า "กิเลสกับโพธิ์ ล้วนแต่เป็นสังขารธรรมด้วยกัน" หมายความว่าทั้งความเศร้าหมอง (กิเลส) และความรู้แจ้ง (โพธิ์/ปัญญา) ล้วนเกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ทั้งคู่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นทั้งสองสิ่ง เพื่อให้เข้าถึงความว่าง (สุญญตา).
หลักคิดสำคัญของพุทธทาสภิกขุ:
สังขารธรรม: สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ทั้งฝ่ายดี (โพธิ์, ธรรมะ) และฝ่ายชั่ว (กิเลส).
กิเลส: ความเร่าร้อน การปรุงแต่งที่ผิด, โพธิ์: ความรู้แจ้ง การปรุงแต่งที่ถูก.
เป้าหมายสูงสุด: อยู่เหนือการปรุงแต่งทั้งหมด (วิสังขาร) ไม่ยึดติดแม้กระทั่งความดีหรือกิเลส.
สรุปคือ ให้ทำความเข้าใจว่ากิเลสและความดี (โพธิ์) เป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมาและผ่านไป การยึดติดในโพธิ์อาจทำให้เกิด "กิเลส" ชนิดละเอียดได้.
มนุษย์เรามีปัญหาเป็นทุกข์ เพราะว่า
.
- ต้องเลี้ยงชีวิต มันก็เผชิญกับความทุกข์
- แล้วมนุษย์เราต้องอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา แล้วก็ต้องเป็นทุกข์
- แล้วมนุษย์เราจะต้องเผชิญกับธรรมชาติ ภัยร้ายกาจของธรรมชาติ ก็ต้องเป็นทุกข์
- มนุษย์เราต้องเผชิญกับกิเลส ก็ต้องเป็นทุกข์
- มนุษย์เราจะต้องเผชิญกับเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องเป็นทุกข์
.
ใน ๕ ตัวอย่างนี้เรามีธรรมะแก้ได้ เราจะเสนอแก่นักศึกษาสังคมในโลกนี้ว่า เรามีธรรมะที่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
.
พระอรหันต์ก็เกิด ก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตาย แต่ท่านก็ไม่เป็นทุกข์ ส่วนคนธรรมดานั้นนะมันเป็นทุกข์ เพราะมันเอาเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็น #ของตน ตลอดเวลา
.
เดี๋ยวจะเข้าใจผิดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในบาลีทั่วไปทุกแห่งว่า
.
ความเกิดเป็นทุกข์
ความแก่เป็นทุกข์
ความเจ็บเป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์
.
อันนี้สำคัญมาก มีความหมายลึกลับ ซ่อนเร้นอยู่ คือที่ แทนที่ท่านจะพูดให้เต็มเสียว่า
.
ความเกิดนั้นเป็นทุกข์
แก่บุคคลผู้ยึดถือว่าความเกิดของกู
ความแก่เป็นทุกข์
สำหรับบุคคลที่ยึดถือว่าความแก่ของกู
.
ท่านตรัสในความหมายธรรมดาสามัญที่สุด ว่าคนธรรมดามัน #ยึดถือ อยู่แล้วนี่ คนปกติธรรมดาจะยึดถือความเกิดเป็นของเรา ความแก่เป็นของเรา ความตายเป็นของเรา อยู่เป็นปกติแล้ว มันก็เป็นทุกข์
.
ฉะนั้นพูดได้สั้นๆ ว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ที่จริงมันของบุคคลผู้ยึดถือจึงจะเป็นทุกข์
.
พระอรหันต์จึงไม่เป็นทุกข์ เพราะท่านไม่ยึดถือว่าของตน หรือว่าสัตว์เดรัจฉานที่มันไม่รู้จักยึดถือว่าของตน มันก็ไม่เป็นทุกข์เหมือนกัน มันยึดถือไม่เป็น แต่ถ้ามนุษย์ธรรมดาแล้ว มันจะถือว่าเป็นของตนตลอดเวลา
.
ถ้าจิตมันสูง ไม่มีตัวตนเสียแล้ว มันก็ไม่เป็นทุกข์หรอก
.
ทีนี้อื่นๆ ก็เหมือนกันแหละ พลัดพรากจากของรักเป็นทุกข์ ประสบกับของไม่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาแล้วไม่ได้เป็นทุกข์ นี่มันเป็นเรื่องของคนมีตัวตนทั้งนั้น ฉะนั้นธรรมะนี้สำหรับแก้ปัญหาของคนที่สามารถจะศึกษาเข้าใจ แล้วก็บรรเทาความรู้สึกว่าตัวตนออกไปเสียได้
.
ถึงเรื่องกรรมก็เหมือนกันแหละ #มีกรรมเป็นของตัว ไม่ๆๆ เราพ้นกรรมไปได้ ท่านก็มีสอนเอาไว้ พอกรรมนี้มันจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อๆ ถอนอัสมิมานะ ตัวอัตตา ตัวตนเสียได้ ถอนอัตตาตัวตนเสียได้เมื่อไหร่ กรรมหรือผลกรรมจะสิ้นสุดลงทันที
เกิดมาทำไม?
"ปัญหานี้สำคัญที่สุด ถ้าเรารู้ว่าเกิดมาทำไม เราจะได้ปฏิบัติให้มันถูกต้อง แล้วปัญหามันก็จะไม่มี
เดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม และมันก็ไม่แน่ใจด้วยว่าเกิดมาทำไม จะเอาอะไร จะได้อะไรเท่าไหร่
ถ้าถามว่าเกิดมาทำไมนี่ มันเป็นคำถามที่ประหลาดแหละ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเกิดมานี่...บิดามารดาทำให้เกิดมา ไม่ใช่ความต้องการของเรา...ถึงเราไม่ตั้งใจจะเกิดมา แต่มันก็ต้องรู้ว่าเกิดมาแล้วจะต้องทำอะไร
เรื่องโบรงโบราณ เรื่องทำนองนิยายนี่ ก็มีทั้งฝ่ายตะวันออก ฝ่ายตะวันตก ฝ่ายอินเดีย ฝ่ายอียิปต์ ซึ่งเป็นชาติชนชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่เป็นพันๆ ปี แสดงว่าเขาสนใจเรื่องนี้ว่าเกิดมาทำไม
อย่างอียิปต์...เขาก็มีสิ่งที่เป็นพยานหลักฐานปรากฏชัดอยู่ว่าเขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่าเกิดมาทำไมนี่ให้ถูกต้อง
เมื่อมนุษย์เกิดมาแล้วเดินผ่านไปนี่ จะพบสฟิงซ์ สฟิงซ์ก็จะถามว่าเกิดมาทำไม ถ้าตอบได้ตอบถูกต้องเป็นที่พอใจ สฟิงซ์ก็จะหลีกทางให้หรือยอมแพ้หรือฆ่าตัวตายไปเลย ถ้าตอบไม่ได้ ตอบไม่ถูก สฟิงซ์นี่มันจะกินเสีย
นี้มันแสดงว่าเขาต้องการให้เด็กๆ หรือยุวชนหรือคนทั้งหลายคิด คิดกันให้มากๆ อย่าให้ถูกสฟิงซ์กิน ให้ชนะ
ที่ว่ามันมีรูปร่างเหมือนสิงโตก็หมายความว่ามันดุร้าย แต่หน้าตามันยังเป็นคน มันยังมีเมตตากรุณา แล้วมันมีปีกหมายความว่าบินไปที่ไหนได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เราไม่มีทางหลีกเลี่ยง หมายความว่าเราไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาอันนี้นะ
ระวังไว้นะ #เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาอันนี้ที่ว่าเกิดมาทำไม
ฝ่ายตะวันออกเราก็มีคล้ายๆ กันแหละ ก็มียักษ์ที่ถามว่ารู้ธรรมะไหม ถ้าไม่รู้ก็จะกินเสีย ถ้ารู้ยักษ์ก็ตายเอง
หมายความว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดคือกิเลสหรือความทุกข์อย่างยิ่งนั้นมันเหมือนกับยักษ์กับมารอย่างนั้นแหละ ถ้าไม่รู้จักมัน มันก็กินเรา ถ้าเรารู้จักมัน มันก็ตาย ง่ายนิดเดียวที่จะเข้าใจ
ถ้าเรารู้เรื่องกิเลส เรารู้เรื่องกิเลสอันนี้ เราก็ควบคุมกิเลสได้ ก็เท่ากับมันตายแล้ว แต่ถ้าเราไม่รู้ เราก็ลำบากเหลือประมาณเหลือแสน ตกนรกทั้งเป็นตลอดชาติ คือมันกินเรา
เป็นอันว่าเราจะปฏิเสธไม่ได้ ในข้อที่ว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา จะให้ฉันรับผิดชอบอย่างนี้ไม่เอา ฉันไม่เอา มันไม่มีทางจะทำได้ คือ ธรรมชาติมันไม่ยอม
เมื่อแกไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรแกก็ต้องเป็นทุกข์อย่างนั้นแหละ แกจะต้องจัดการให้มันถูกต้องว่า #มาจากไหนหรือจะไปที่ไหน
เราจะตอบยักษ์เหล่านั้นว่า
'ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมานี่
ทำไมจะมาถามฉันอย่างนี้
จะต้องให้ฉันรับผิดชอบ'
มันไม่ได้ ไม่มีทางจะบิดพลิ้วอย่างนั้นได้ ในที่สุดมันก็ต้องหาความรู้หรือคำตอบที่ตอบให้ได้
คำถามรายละเอียดของยักษ์หรือสฟิงซ์นี้มันมีว่า
#แกมาจากไหน #แกจะไปไหน
นี่คุณลองคิดดู ถ้าคุณถูกถามอย่างนี้ คุณเกิดมาจากไหน แล้วคุณจะไปทางไหน จะไปจบกันที่ไหน
ถ้าตอบถูกก็หมายความว่ามันรู้ว่า
'มาจากปัญหา
แล้วจะไปสู่ความไม่มีปัญหา
ดับทุกข์สิ้นเชิง'
มาจากกิเลสตัณหาคือความทุกข์อย่างยิ่งแล้วฉันก็จะไปนิพพาน จะตอบถูกก็ตอบอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เรารู้สึกอย่างนี้กันหรือเปล่า ว่าเรามันมาจากไหน ฉันจะไปไหน
ก็ตอบโดยที่ว่า
ฉันมาจากปัญหาเรื่องความทุกข์ ความอยาก ความโง่ ความอะไรที่ทำให้ฉันต้องเกิดมา แล้วฉันก็จะไปสู่ความไม่ต้องเกิดคือนิพพาน
ที่ว่าเกิดมาเพราะบิดามารดา มันก็เพราะความไม่รู้เหมือนกันแหละ มันเกิดทางกายมาจากบิดามารดา ก็มันไม่รู้ เกิดมาจากกิเลสตัณหาอุปาทานมันก็ไม่รู้ มันเกิดมาจากความไม่รู้ เกิดมาจากอวิชชา แล้วก็จะไปสู่ความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ดับทุกข์ได้ เป็นนิพพาน
ถ้ามันมีหลักที่ชัดเจนอย่างนี้มันง่ายนะ มันจะง่ายในการที่จะปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และจะทำให้มันรู้แจ้งยิ่งขึ้น รู้แจ้งยิ่งขึ้นจนหมดความไม่รู้ และเมื่อมันรู้ก็ทำอะไรถูกต้อง นี่เรียกว่าปัญหามันหมด"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น