25. ผู้ทำบุญไปสวรรค์ต้องรู้ไว้ว่า เทวดาเขาต้องจุติมาสุคติกันที่มนุษย์โลก
ข้อความดังกล่าวสะท้อนหลักธรรมคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่มุ่งเน้นเรื่อง "สุญญตา" (ความว่าง) และความไม่เที่ยง (อนิจจัง) โดยเตือนสติว่าสวรรค์ไม่ใช่จุดหมายสูงสุด เพราะเทวดายังมีวันจุติ (ตาย/เคลื่อน) และต้องกลับมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อสร้างบุญกุศลต่อ ดังนั้น ควรมุ่งเน้นการทำความดีในปัจจุบันเพื่อพ้นทุกข์มากกว่าการหวังเพียงไปสวรรค์
สาระสำคัญของหลักคิดนี้:
สวรรค์เป็นเพียงที่พักชั่วคราว: การทำบุญเพื่อให้ได้ไปสวรรค์เป็นเพียงสุคติภูมิชั่วคราว แต่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการเวียนว่ายตายเกิด
เทวดาต้องจุติ: เทวดายังคงอยู่ภายใต้อำนาจของ "ความตาย" เมื่อหมดบุญก็ต้องจุติหรือเคลื่อนย้าย (ตาย) จากภพภูมิเทวดา
มนุษย์โลกคือที่สร้างบุญแท้จริง: โลกมนุษย์ถือเป็นสนามหลักที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างบุญบารมี การทำความดีในขณะที่เป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เป้าหมายสูงสุดคือพ้นทุกข์: ท่านพุทธทาสมักสอนให้มองทะลุเรื่องการทำบุญเอาหน้า หรือทำบุญเพื่อหวังผลตอบแทน ไปสู่การทำบุญเพื่อความลดละกิเลสและการหลุดพ้น
สิ่งที่ “เทวดา” กับ “มนุษย์”
มีความปรารถนาต่างกัน สวนทางกัน
.
.....“ เรื่องนี้น่าหัว ในพระไตรปิฎก มีพวกเทวดาเขาเกิดจะตายขึ้นมาบ้างแล้ว แล้วก็มีปัญหาว่าเทวดานี้ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนจึงเป็นการดีหรือที่เป็น “สุคติ” เทวดาองค์ที่จะต้องตายก็เที่ยวไปถามองค์นั้นถามองค์นี้ มันมีแต่ไม่รู้ทั้งนั้น ว่าเทวดามันอยู่ในสวรรค์อยู่แล้วนี้ตายแล้วไปเกิดที่ไหนมันจึงจะเป็นสุขคติอีก ผลที่สุดก็ตกลงกันในหมู่ของพวกเทวดา ซึ่งเห็นชัดกันอยู่และยอมรับรองกันในหมู่ของพวกเทวดา ว่าสุคติของเทวดานั้นคือ “มนุษย์โลก”
.....ถ้าไปเกิดในมนุษย์โลก จะมีพระพุทธ มีพระธรรม มีพระสงฆ์ มีการปฏิบัติ “อริยมรรค” เพื่อดับทุกข์ ในมนุษย์โลก ในสวรรค์มีแต่เรื่องกามารมณ์ ดังนั้น เทวดานั้นจึงตั้งใจอธิษฐานว่า จะไปเกิดในมนุษย์โลก เพื่อเป็นสุคติที่นั่น แล้วเทวดาทั้งหลายก็อนุโมทนา เรื่องในพระไตรปิฎกมีอย่างนี้
.....สุคติของเทวดาคือมนุษย์โลก เพราะว่า มีพระพุทธ มีพระธรรม มีพระสงฆ์ มีอะไรต่างๆที่จะเป็นใบไม้กำมือเดียวสำหรับใช้ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ในสวรรค์อย่างที่ว่านั้นมีแต่ความมัวเมา ฉะนั้น สวรรค์ที่แท้จริงในภาษาธรรมเป็นอย่างไร สวรรค์ในภาษาคนเป็นอย่างไร
.....นี่ตัวอย่างความเข้าใจผิดในทางคำพูด เพราะความลึกซึ้งกว้างแคบอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่างที่เข้าใจผิด เพราะมันต่างกันอยู่ในระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม นี้อีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกันอย่างนี้ และขอวิงวอนให้ทุกๆท่านนำไปคิดดู ว่าความเข้าใจผิดต่อคำที่ใช้พูดกันอยู่นี่แหละเป็นปัญหา นี่แหละเป็นอุปสรรคอันร้ายกาจอย่างยิ่ง ที่ทำให้เราเข้าใจพระพุทธศาสนาไม่ได้ และเราไม่ได้ประโยชน์จากพุทธศาสนา นี้ส่วนหนึ่ง”
.
พุทธทาสภิกขุ
เทพบุตร เทวดา ปรารถนาเกิดเป็นมนุษย์
เพื่อจะได้พบและศรัทธาในพระพุทธศาสนา
.
พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่า...
“ ภิกษุทั้งหลาย ! ในเวลาที่เทพบุตรจะจุติจากหมู่เทพ ย่อมปรากฎบุพพนิมิต ๕ ประการ คือ
.
๑. ดอกไม้ที่ประดับเหี่ยวแห้ง
๒. พัสตราภรณ์ที่สวมใส่หมองจางลง
๓. เหงื่อไหลออกจากรักแร้
๔. ผิวพรรณเศร้าหมองปรากฎที่กาย
๕. เทพบุตรนั้นจะหมดความยินดีในทิพยสมบัติของตน
เทวดาทราบว่า เทพบุตรนี้จะจุติ จะพลอยยินดีอวยพรให้ ๓ ประการ คือ
๑. ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว ขอให้ได้ไปเกิดในภูมิที่ดี
๒. ท่านได้ไปเกิดในภูมิที่ดีแล้ว ขอให้ได้ลาภอันดี
๓. ท่านครั้นได้ลาภอันดีแล้ว ขอให้ดำรงตนอยู่ด้วยดี”
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
.....“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การไปเกิดในภูมิที่ดีของเทวดาเป็นอย่างไร การได้ลาภอันดีของเทวดาเป็นอย่างไร การดำรงตนอยู่ด้วยดีของเทวดาเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
.....“ภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดเป็นมนุษย์ชื่อว่าเป็นการไปเกิดในภูมิที่ดีของเทวดา การที่เทพบุตรลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้ความศรัทธาในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้ นี้ชื่อว่าเป็นการได้ลาภอันดีของเทวดา ก็ความศรัทธาของเทพบุตรนั้นแล ตั้งมั่น มีเหตุเกิด หยั่งลง มั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆในโลกไม่สามารถทำให้คลอนแคลนไปได้ นี้ชื่อว่าเป็นการดำรงตนอยู่ด้วยดีของเทวดา”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น