35. การเป็นเกลอกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสนใจ
พุทธทาสภิกขุ สอนให้เป็น "เกลอกับธรรมชาติ" โดยการใกล้ชิดและทำความเข้าใจธรรมชาติให้มาก เพื่อให้เข้าใจ "ธรรมะ" ได้ง่ายขึ้น เพราะธรรมะคือเรื่องของธรรมชาติ การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยให้เป็นอยู่อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นประโยชน์ที่มักถูกมองข้าม
ความหมาย: การทำตัวเป็นเพื่อน (เกลอ) กับธรรมชาติ สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ประโยชน์: เข้าใจธรรมะได้ง่ายและเร็วขึ้น เพราะธรรมะไม่ได้แยกออกจากธรรมชาติ
เป้าหมาย: เพื่อการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบ และสอดคล้องกับความเป็นจริง
คำสอนของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เกี่ยวกับ "การเป็นเกลอกับธรรมชาติ" มักถูกเน้นย้ำว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนยุคใหม่มองข้าม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
ความหมาย: การใกล้ชิดและศึกษาธรรมชาติช่วยให้เข้าใจ "ธรรมะ" ได้ง่ายขึ้น เพราะธรรมะคือเรื่องของกฎธรรมชาติ ท่านจึงมักเชิญชวนให้คนมาฝึกเป็นเกลอกับธรรมชาติเพื่อที่จะรู้จักพระพุทธเจ้ามากขึ้น เนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงดำรงชีพอยู่อย่างเป็นเกลอกับธรรมชาติ
ทำไมถึงไม่มีใครสนใจ: ท่านพุทธทาสมองว่าในยุคที่มนุษย์ปากบอกว่ารักธรรมชาติ แต่การกินอยู่และการใช้ชีวิตกลับขัดต่อธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มัวแต่ยึดติดกับ "ตัวกู-ของกู" จนลืมสังเกตธรรมชาติที่เป็นของจริง
แนวทางปฏิบัติ: ท่านเน้นการ "กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง" คืออยู่อย่างง่ายๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ (ต่ำ) เพื่อฝึกจิตให้หลุดพ้นจากกิเลส (สูง) ดังเห็นได้จากการจัดตั้ง สวนโมกขพลาราม ให้เป็นสถานที่ที่ธรรมชาติช่วยในการขัดเกลาจิตใจ
วิธีฝึกจิต ตามแนวทางของท่านพุทธทาส
การฝึกจิตตามแนวทางของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เน้นความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้จิต "ว่าง" จากตัวตนและกิเลส ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติหลักๆ ดังนี้ครับ:
1. อานาปานสติ (การมีสติอยู่กับลมหายใจ)
ท่านพุทธทาสมักสอน อานาปานสติ เป็นหลัก เพราะเป็นวิธีที่เลียนแบบธรรมชาติที่สุด:
สังเกตลม: กำหนดรู้อาการของลมหายใจเข้า-ออก ว่าสั้นหรือยาว ร้อนหรือเย็น โดยไม่ต้องบังคับ
กายและจิตสงบ: เมื่อเฝ้าดูจนจิตนิ่ง จะส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลายและจิตใจสงบเยือกเย็น
พิจารณาความไม่เที่ยง: เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ให้น้อมนำมาพิจารณาว่าทุกอย่าง (ลมหายใจ, ร่างกาย, ความคิด) ไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่น
2. การรักษา "จิตว่าง" (Sunyata)
ไม่ใช่การไม่คิดอะไรเลย แต่คือการฝึกให้จิต "ว่างจากตัวกู-ของกู":
ทำหน้าที่ด้วยจิตว่าง: ไม่ว่าจะทำงานหรือทำกิจกรรมใด ให้ทำด้วยสติโดยไม่เอาความคาดหวังหรือตัวตนไปจับ
มองเห็นเป็นเพียงปรากฏการณ์: เมื่อมีความสุขหรือทุกข์เกิดขึ้น ให้เห็นว่ามันเป็นเพียงกระแสธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่ของเรา
3. การฝึกในชีวิตประจำวัน (ธรรมะคือการทำงาน)
ท่านพุทธทาสสอนว่า "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม":
มีสติในทุกอิริยาบถ: ฝึกให้มีสติสัมปชัญญะทันขณะจิต ไม่ว่าจะเดิน กิน หรือทำงาน
กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง: ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย (ลดกิเลสทางวัตถุ) เพื่อให้จิตใจมีกำลังไปโฟกัสที่การพัฒนาปัญญา
หากต้องการเริ่มต้นฝึก คุณสามารถลองใช้เทคนิคง่ายๆ คือการ "หยุดชั่วขณะ" ในระหว่างวันเพื่อกลับมาดูลมหายใจสัก 2-3 ครั้ง
อานาปานสติแบบชาวบ้าน" ที่ท่านพุทธทาสแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น
"อานาปานสติแบบชาวบ้าน" ตามคำแนะนำของ ท่านพุทธทาสภิกขุ คือการฝึกสมาธิที่เน้นความง่าย เข้าถึงได้ทุกคน และทำได้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องเข้าป่าหรือนั่งหลับตานานๆ
หลักการปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มต้น:
ทำในทุกอิริยาบถ: ไม่จำกัดแค่การนั่งขัดสมาธิ แต่สามารถปฏิบัติได้ทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง และนอน เพื่อให้จิตมีสมาธิอยู่ตลอดเวลา
เฝ้าดูความรู้สึกของลม:
ขั้นที่ 1 (วิ่งตาม): ให้สติวิ่งตามลมหายใจตั้งแต่ปลายจมูกลงไปจนสุดที่ท้อง (สะดือ) และจากสะดือกลับขึ้นมาที่จมูก
ขั้นที่ 2 (เฝ้าดูที่จุดเดียว): เมื่อเริ่มชำนาญ ให้ตั้งสติจดจ่ออยู่ที่จุดเดียวที่ลมกระทบ (เช่น ปลายจมูก หรือเหนือริมฝีปากบน) โดยไม่ต้องตามลมเข้าไป
ผ่อนคลายร่างกาย (กายสังขาร): หายใจให้ลึกและละเอียดจนรู้สึกว่าร่างกายสงบระงับ พยายามทำลมหายใจให้ "ระงับ" หรือแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนจิตนิ่ง
สังเกตผลที่เกิดขึ้น: เมื่อจิตสงบจะเกิดความรู้สึก "อิ่มใจ" (ปีติ) และ "สบายใจ" (สุข) ซึ่งจะช่วยให้จิตมีสมรรถนะในการคิด จำ และทำงานได้ดียิ่งขึ้น
ประโยชน์ที่ได้รับ:
ทางโลก: ช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้น คิดเก่ง จำเก่ง และตัดสินใจได้เฉียบคม
ทางธรรม: เป็นรากฐานสู่การปล่อยวางความทุกข์และการบรรลุธรรมในระดับสูงต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น