52. เมื่อเราตะกละ อาหารกินเรา, เมื่อเรามีสติ เรากินอาหาร โดยมากเป็นอย่างไร คิดดูเองเถิด
ข้อความของพุทธทาสภิกขุเตือนสติเรื่องการกิน โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) ตะกละ (กินเหยื่อ): กินด้วยความอยาก (ตัณหา) ความอร่อยจนขาดสติ เหมือนอาหารกินเรา 2) มีสติ (กินอาหาร): กินเพื่อร่างกายดำรงอยู่ รูปร่างกาย กินอย่างถูกต้อง โดยมากคนมัก "กินเหยื่อ" มากกว่ากินอาหาร เพราะส่งเสริมความอร่อยและกิเลส
รายละเอียดเพิ่มเติมตามหลักคำสอน:
เมื่อเราตะกละ (อาหารกินเรา): คือการกินเพื่อตอบสนองกิเลส ความอยาก โดยไม่อร่อยทางลิ้นอย่างเดียว แต่เป็นปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบ (กินจนปากเคี้ยวไม่ทันความอร่อย) เป็นการกินที่ส่งเสริมความอร่อยแบบ "กินเหยื่อ" หรือกินเพื่อความหรูหรา
เมื่อเรามีสติ (เรากินอาหาร): คือการกินอย่างถูกต้องตามที่ควรจะกิน กินเพื่อส่งเสริมร่างกายให้ใช้งานได้ ไม่ใช่กินเพื่อความตะกละ
โดยมากเป็นอย่างไร?: พุทธทาสภิกขุชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มักเป็นฝ่าย "กินเหยื่อ" ส่งเสริมกิเลสมากกว่าการกินเพื่อดำรงชีวิต
สรุปคือ การกินโดยมีสติคือการกินเพื่อดำรงชีวิต (กินอาหาร) ส่วนการกินด้วยความตะกละคือกินเพื่อตอบสนองความอร่อยที่เกินพอดี (กินเหยื่อ)
คำคมของ ท่านพุทธทาสภิกขุ บทนี้เปรียบเทียบสภาวะจิตใจในการบริโภคได้อย่างเห็นภาพชัดเจน:
"เมื่อเราตะกละ อาหารกินเรา": หมายถึงสภาวะที่ขาดสติ ปล่อยให้ความอยาก (ตัณหา) ครอบงำ จนเราตกเป็นทาสของรสชาติและปริมาณ ผลที่ตามมาคือความทุกข์ทางกาย (จุกเสียด, โรคภัย) และทางใจ (ความโลภ, ความไม่รู้จักพอ) เหมือนอาหารกำลังกัดกินสุขภาพและนิสัยที่ดีของเราไป
"เมื่อเรามีสติ เรากินอาหาร": คือการกินเพื่อประทังชีวิต กินอย่างพิจารณา (ปฏสังขาโย) รู้จักพอดีตามความต้องการของร่างกายจริงๆ จิตใจจะเป็นอิสระและไม่ถูกกิเลสลากไป
โดยมากคนในสังคมปัจจุบันมักถูก "อาหารกิน" ผ่านการตลาดและรสชาติที่ยั่วยวนจนลืมคำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริง ท่านจึงทิ้งท้ายให้ "คิดดูเองเถิด" เพื่อให้เราได้กลับมาสำรวจพฤติกรรมตัวเองในทุกๆ มื้อ
การพิจารณาอาหารมี 2 แนวทางหลัก คือทางธรรม (อาหาเรปฏิกูลสัญญา) เพื่อฝึกสติและลดความยึดติด และทางโลกเพื่อสุขภาวะ โดยเน้นการกินเพื่อบำรุงร่างกายให้ดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินหรือความโก้เก๋ รู้จักขอบคุณที่มาของอาหาร และไม่กินทิ้งขว้าง
แนวทางการพิจารณาอาหาร (ทางธรรม - ปฏิสังขา โยนิโส)
เพื่อตั้งอยู่ได้ของกาย: กินเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ชีวิตเป็นอยู่ได้และทำประโยชน์
เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์: เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพอสำหรับการประพฤติปฏิบัติธรรม
ระงับทุกขเวทนา: แก้ความหิว (ทุกขเวทนาเก่า) โดยไม่สร้างความอึดอัดใหม่ (ทุกขเวทนาใหม่) จากการกินมากเกินไป
ไม่เพื่อความเพลิดเพลิน: ไม่กินเพื่อความสนุก เมามัน หรือตกแต่งร่างกายให้สวยงาม
ความสมดุลและความเมตตา: พิจารณาว่าอาหารมาจากธรรมชาติและแรงงาน (ชาวนา) จึงควรค่าแก่การรู้คุณและลดทอนความทุกข์ต่อสรรพชีวิต
หลักการพิจารณาอาหาร (ทางปฏิบัติ/ชีวิตประจำวัน)
การกินอย่างมีสติ: ไม่กินทิ้งขว้าง ไม่กินเหลือ เพื่อเห็นคุณค่าของอาหาร
ความเรียบง่ายและสมดุล: เลือกอาหารที่เหมาะสม ไม่หรูหราจนเกินจำเป็น
ความสะอาดปลอดภัย: พิจารณาตามหลักสุขาภิบาลอาหาร
โภชนาการ: เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
บทพิจารณาอาหาร (สั้นๆ)
"ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ชาวนาเหนื่อยยาก ลำบากหนักหนา สงสารคนจน ที่ไม่มีกิน"
บทสวดพิจารณาอาหาร
ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ เรายอมพิจารณาโดยแยบคาย แล้วฉันบิณฑบาต
เนวะ ทวายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน
นะ มะทายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน เกิดกำลังพลังทางกาย
นะ มัณฑะนายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ
นะ วิภูสะนายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง
ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา, แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้
ยาปะนายะ, เพื่อความเป็นไปได้แห่งอัตภาพ
วิหิงสุปะระติยา, เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย
พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, เพื่ออนุเคราะห์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์
อิติ ปุรานัญจะ เวทะนังปะฏิหังขามิ, ด้วยการทำอย่างนี้ เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว
นะวัญจะเวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น
ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ,
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น