76.เป็นสุขหรือทุกข์ได้โดยไม่ต้องมีบุคคลมีแต่จิตที่ถูกปรุงหรือไม่ถูกปรุงให้รู้สึก
เช่นนั้น
คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า "เป็นสุขหรือทุกข์ได้โดยไม่ต้องมีบุคคล มีแต่จิตที่ถูกปรุงหรือไม่ถูกปรุง ให้รู้สึกเช่นนั้น" หมายความว่าความสุข-ความทุกข์เป็นเพียงอาการของจิตที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรื่องของตัวตน (อนัตตา) โดยเมื่อจิตถูกปรุงแต่งด้วยความไม่รู้ (อวิชชา) จะรู้สึกเป็นทุกข์ แต่ถ้าจิตไม่ถูกปรุงแต่ง (วิมุตติ) ก็จะไม่ทุกข์
สาระสำคัญของคำสอน:
ไม่มี "ตัวเรา" ผู้เป็นสุขหรือทุกข์: ความสุขและความทุกข์มีจริง แต่ไม่มีผู้รับรู้ที่เรียกว่า "ตัวเรา" หรือ "บุคคล" จริงๆ เป็นเพียงจิตที่แสดงอาการไปตามสถานการณ์
จิตที่ถูกปรุงแต่ง (สังขาร): เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสอารมณ์ แล้วเกิดความไม่รู้ ทำให้เกิด ความโลภ โกรธ หลง หรือ อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น จิตจึง "ถูกปรุง" ให้รู้สึกเป็นทุกข์
จิตที่ไม่ถูกปรุงแต่ง (สังขตธรรม): เมื่อมีสติปัญญา รู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ ไม่ยึดมั่น จิตก็จะ "ไม่ถูกปรุง" ให้เป็นทุกข์
นิพพานคือการดับเหตุแห่งการปรุงแต่ง: เป้าหมายคือการทำให้จิตพ้นจากการเป็นที่ตั้งแห่งการปรุงแต่ง (ไม่มีอวิชชาเหลือ) ทำให้เป็นอิสระจากความทุกข์และสุขในรูปแบบเดิม
สรุปคือ ท่านพุทธทาสสอนให้เน้นการดูที่ "จิต" และการปรุงแต่งของจิต แทนที่จะไปยึดติดกับตัวบุคคล โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลัก อนัตตา เพื่อให้จิตหลุดพ้นจากการเป็นทุกข์นั่นเอง
คำกล่าวนี้ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นการอธิบายหลักการของ "อนัตตา" (ความไม่มีตัวตน) และ "อิทัปปัจจยตา" (ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย) ในทางจิตวิทยาและวิปัสสนาครับ
หากจะขยายความให้เข้าใจง่ายขึ้น ท่านกำลังชี้ให้เราเห็นความจริง 3 ประดับ ดังนี้ครับ:
1. "ความสุขและความทุกข์" คือกระบวนการทางธรรมชาติ
ในทางธรรม สุขหรือทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ใคร "เป็นเจ้าของ" แต่มันคือ ความรู้สึก (เวทนา) ที่เกิดขึ้นเมื่อมีผัสสะ (การกระทบ) มาปรุงแต่งจิต เช่น:
เมื่อตาเห็นรูปที่พอใจ + จิตปรุงแต่ง = เกิดความรู้สึกสุข
เมื่อหูได้ยินคำด่า + จิตปรุงแต่ง = เกิดความรู้สึกทุกข์
สรุป: มันคือกลไกของ "เหตุ" นำไปสู่ "ผล" ไม่ต้องมี "นาย ก." หรือ "นาง ข." เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้เลย
2. "บุคคล" คือสิ่งที่ถูกสมมติขึ้นมาทีหลัง
ท่านพุทธทาสมักสอนเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ท่านชี้ว่าปกติแล้วจิตจะว่างจากตัวตนก่อน แต่พอเกิดความรู้สึกสุขหรือทุกข์ขึ้นมา "อวิชชา" (ความไม่รู้) จะทำให้จิตเข้าไปฉวยวิมตินั้นมาว่าเป็น "ฉันสุข" หรือ "ฉันทุกข์"
ความจริง: มีแต่ "ความทุกข์" ที่กำลังปรากฏ
ความหลง: มี "ฉัน" ที่กำลังเป็นทุกข์
3. จิตที่ "ถูกปรุง" vs "ไม่ถูกปรุง"
จิตที่ถูกปรุง (สังขตธรรม): คือจิตที่มีอารมณ์ มีความคิด มีกิเลสเข้ามาผสม จนเกิดเป็นสุขแบบโลกๆ หรือทุกข์แบบโลกๆ
จิตที่ไม่ถูกปรุง (วิสังขาร/อสังขตธรรม): คือจิตที่รู้เท่าทันความจริงจนไม่มีอะไรมาปรุงแต่งได้ จิตแบบนี้จะอยู่เหนือทั้งสุขและทุกข์แบบปกติ เป็นความสงบเย็นที่เรียกว่า "นิพพาน"
แก่นของคำสอนนี้:
หากเราฝึกฝนจนเห็นว่า "ทุกข์มีอยู่ แต่ผู้ทุกข์ไม่มี" เราจะเริ่มวางเบาลง เพราะความทุกข์นั้นจะกลายเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง เหมือนฝนตกหรือแดดออก ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับ "ใคร" เป็นพิเศษ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น