วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

9. ทำงานและมีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างจากตัวกู

9. ทำงานและมีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างจากตัวกู

อันแรกที่สุด ขอให้ระลึกว่า คำว่าความว่างหรือจิตว่างนี้ เป็นเรื่องของบุคคลที่มีสติปัญญา พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องนี้โดยการตรัสรู้ของพระองค์ ตรัสรู้ถึงที่สุด และก็สอนสัตว์ที่มีอุปนิสัยพอสมควร ที่เรียกว่านัยบุคคล คือคนที่พอจะเข้าใจได้ ดังนั้นทำให้เรานึกเลยไปถึงว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ศาสนาในโลกนี้ อย่างน้อยก็มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบที่ตรงกันข้าม

ศาสนาแบบหนึ่งอิงศรัทธา คือความเชื่อ ฟังจากผู้อื่น และเชื่อตามผู้อื่น และอาศัยผู้อื่นเป็นที่พึ่ง อย่างนี้ก็มีอยู่ในโลกหลายศาสนา หลายๆ แบบ

ส่วนศาสนาอีกแบบหนึ่งนั้น อิงปัญญา เชื่อตัวเอง เห็นด้วยตนเอง และพึ่งตนเอง พุทธศาสนาอยู่ในพวกหลังนี้ ดังนั้นเรื่องความว่างในพระพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเชื่อ

เมื่อพูดมาถึงเรื่องของศาสนา 2 แบบ คือ ศาสนาที่อิงความเชื่อ กับศาสนาที่อิงปัญญาอย่างนี้แล้ว อาตมาก็จะถือโอกาสเลยไปถึง พูดถึงอาการที่เชื่อตนเอง เห็นของตนเอง ทำของตนเอง และพึ่งตนเองนี้อีกสักหน่อย เพื่อจะช่วยให้เข้าใจเรื่องความว่างดีขึ้น และยังเนื่องถึงข้อ 1 ซึ่งในการอภิปราย 2 ครั้งที่แล้วมาไม่ได้ทำความเข้าใจกันกับอาจารย์คึกฤกธิ์ คือข้อที่อาจารย์คึกฤกธิ์เสนอว่า ในพุทธศาสนานี้ควรจะมี Docma กันขึ้นเสียที เรื่อง Docma นี้ อาตมารู้สึกว่ามีความเห็นตรงกันข้ามด้วยประการทั้งปวงกับอาจารย์คึกฤกธิ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่เอ่ยถึง จึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นเป็นการอภิปราย เพราะเห็นอยู่ว่าเข้าใจผิดอย่างตรงกันข้าม ไม่เหมือนกับเรื่องบางเรื่อง หรือเรื่องอื่นๆ ซึ่งเข้าใจตรงกันบ้างหรือผิดกันบ้างก็เล็กๆ น้อยๆ สำหรับเรื่อง Docma นี้ จะพูดถึงพอเป็นเครื่องช่วยทำความเข้าใจสำหรับท่านทั้งหลาย ให้ทราบว่่าในพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาอิงปัญญานั้น สิ่งที่เรียกว่า Docma หรือ Docmatic System นี้ มีไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของศาสนาที่อิงความเชื่อ

เกี่ยวกับคำๆ นี้เข้าใจได้ง่ายเมื่ออาตมาจะยกตัวอย่างว่า เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว อาตมาได้อ่านหนังสือข่าวที่มีผู้สัมภาษณ์ฝรั่งชาวต่างประเทศที่เข้ามาถือพุทธศาสนา เค้าถามฝรั่งนั้นว่า ทำไมจึงเปลี่ยนจากศาสนาเดิมมาถือพุทธศาสนา ฝรั่งคนนั้นตอบว่า เพราะเบื่อ Docma เสียเต็มที จึงได้ละจากศาสนาเดิมมาสู่พุทธศาสนา สิ่งที่เรียกว่า Docma นั้น ก็คือมติที่องค์การที่ทรงอำนาจของศาสนานั้นบัญญัติขึ้นให้ถือกันอย่างที่ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์แต่ประการใด ให้เชื่อ ให้ยอมรับ ด้วยอำนาจหรือ Authority ของศาสนานั้น เขาเรียกว่า Settled Opinion แปลว่า มติอันนี้ตายตัวและตั้งไว้อย่างที่เรียกว่าผูกขาด ถ้านึกถึงคำ Docma, Docmatic ในภาษาพูดของคนธรรมดาก็แล้วกัน คือการพูดอย่างปิดปากคนอื่น อย่างที่เรียกว่า โอหัง Arrogantly คือว่าพูดได้มีอำนาจพูดได้ข้างเดียว คนอื่นพูดด้วยไม่ได้ เนี่ย Docmatic ที่ว่าเป็น Docma ทางศาสนาก็คืออำนาจของโบสถ์นั้น บัญญัติอะไรไว้ตายตัวแล้ว ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เพราะฉะนั้นลัทธิมี Docma นี้ มีได้แต่ในศาสนาที่อิงความเชื่อเป็นหลัก เชื่อผู้อื่น จะเป็นพระเป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม และก็ต้องพึ่งผู้อื่น ซึ่งจะเป็นพระเป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม มีความเห็นของตัวไม่ได้ ต้องเห็นตามที่ได้สอนไว้ และได้วางไว้เป็นหลัก ให้เชื่อ

ทีนี้พุทธศาสนาเป็นเรื่องของศาสนาที่อิงปัญญา อิงสติปัญญาของตัวเอง อย่างหลักเรื่องกาลามสูตรเป็นต้นนั้นแหละ เป็นเครื่องห้ามกันไม่ให้มีสิ่งที่เรียกว่า Docma ขึ้นมาได้ในศาสนาประเภทที่เป็นศาสนาปัญญา แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า อย่าเชื่อฉัน ต้องฟังดูว่า พูดอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร เข้าใจ มองเห็นแล้ว จึงเชื่อ กลายเป็นเชื่อผู้นั้นเอง สาวกของพระองค์ เช่นพระสารีบุตร ก็ยืนยันกับพระพุทธเจ้าอย่างนั้นในที่เฉพาะพระพักตร์ พระพุทธเจ้าก็สาธุอย่างยิ่งว่าเป็นการกระทำที่ถูก ศาสนาที่อิงความเชื่อกับที่อิงปัญญาต่างกันอยู่อย่างนี้

เพราะฉะนั้นเรื่องจิตว่างนี่เป็นใจความแท้ของพุทธศาสนา จะทำไว้ในรูปของ Docma ไม่ได้ ท่านจะต้องไปคิดจนเห็น จนเข้าใจ จนใช้ประโยชน์ได้ด้วยตนเอง เราต้องเตรียมตัวที่จะเป็นพุทธบริษัทด้วยการใช้ปัญญา ไม่ใช่ด้วยการใช้ความเชื่อ แม้ว่าในพุทธศาสนานี้จะมีคำว่า ศรัทธา คือความเชื่อ แต่คำว่าความเชื่อนั้นผิดกัน มีความหมายผิดกัน ความเชื่ออย่างหนึ่ง เชื่อตามที่ผู้อื่นบัญญัติไว้ กล่าวไว้ อย่างที่กล่าวมาแล้วในศาสนาที่มี Docma ส่วนในพุทธศาสนานี้ ต้องเชื่อหลังจากปัญญา เมื่อได้ปัญญาของตนพิจารณาไปโดยทั่วถึง เข้าใจแล้วจึงเชื่อ เมื่อยังไม่เข้าใจไม่ต้องเชื่อ ปัดทิ้งไว้ก่อน ทำความเข้าใจกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจแล้วจึงเชื่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าศรัทธานี้ จึงต่างกันกับความเชื่อชนิดที่เชื่อทันที หรือเชื่อตามผู้อื่น

ส่วนข้อที่พุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกาบางพวก เชื่อพระพุทธ เชื่อพระธรรม เชื่อพระสงฆ์ เชื่อกรรม เชื่ออะไร ดายไปก่อนโดยไม่มีปัญญานั้น นั่นมันเป็นความจำเป็นของบุคคลนั้น ไม่ใช่เป็นหลักของพุทธศาสนาเลยแม้แต่ประการใด เขาไม่เข้าใจแต่เขารักที่จะเชื่อ เขารักที่จะเกี่ยวข้องด้วย เขาก็เชื่อ แต่ความเชื่อนั้นไม่สำเร็จประโยชน์อันใด บางทีกลับกลายเป็นกรงขังวิญญาณของบุคคลประเภทนั้นให้ตายด้านอยู่เพียงเท่านั้น เพราะเขาไม่สามารถจะทำให้เป็นไปในรูปของปัญญา นั้นจึงเรียกว่า ความเชื่อในพุทธศาสนานั้นไม่เหมือนกับความเชื่อในลัทธิฝ่ายที่เรียกกันว่าศาสนาที่อิงความเชื่อ ความเชื่อของพุทธบริษัทอยู่ในศาสนาที่อิงปัญญาเป็นหลัก ทีนี้เราก็จะต้องใช้ปัญญา อย่าได้เชื่ออาตมา หรืออย่าได้เชื่อใครๆ หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง อาตมากล้าพูดอย่างนี้ ก็พูดตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าท่านจงเป็นอิสระในการที่จะคิด จะนึก จะพิจารณา จะเข้าใจ ในข้อปฏิบัตินั้นๆ และมีหลักในการที่จะพึ่งตัวเองเสมอ ที่เรียกว่าพึ่งตัวเองนี่ก็เหมือนกัน ยังฟังเข้าใจผิดกันอยู่มาก ส่วนมากก็ได้ยินได้ฟังกันประโยคที่ว่า

อัตตาหิ อัตโน นาโถ

ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน

ซึ่งเป็นพุทธภาษิต แต่คนก็ไม่เข้าใจ ยังร้องว่าพึ่งพระพุทธเจ้า พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์อยู่นั่น นั่นก็เพราะไม่เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริงๆ นั่นเอง ถ้าเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง หมายความว่า ตนเองได้ทำตนเองให้มีจิตใจเหมือนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจิตใจที่เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จิตใจนั้นก็เป็นที่พึ่งให้แก่ตน นี่คือการที่เรียกว่า พึ่งตน พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ชี้ทางให้เราพึ่งตน หนทางที่ท่านชี้ประเสริฐ ไม่มีใครเสมอเหมือน และท่านก็ทรงตรัสออกไปว่า ไม่ใช่ให้พึ่งท่าน แต่ให้พึ่งตน เนี่ยเราจะมองเห็นความประเสริฐที่สุดของพระพุทธเจ้า ที่ท่านไม่ต้องการอะไร ที่จะเอาบุญเอาคุณอะไรแก่พวกเรา ปล่อยให้เป็นอิสระ ที่จะคิด จะวินิจฉัย จะวิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง แล้วก็มองเห็นจริงได้เท่าไหร่ก็เชื่อตนเอง แล้วก็ทำเอง แล้วก็ได้ผลเอง แล้วก็เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง

ทีนี้เรื่องจิตว่าง เป็นอันว่าตัดศรัทธาทิ้งออกไปได้เลย ไม่ต้องเชื่อ ท่านจงมีอิสระที่จะไม่เชื่อเป็นอันขาด แต่ขอร้องที่จะให้วินิจฉัยด้วยสติปัญญาให้ดีที่สุด ให้สุดความสามารถของท่าน ซึ่งอาตมาจะได้ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับคำๆ นี้ ต่อไปตามสมควร ก่อนแต่ที่จะกล่าวถึงหมวดธรรมที่จะพึงใช้ในการทำงานด้วยจิตว่าง ถ้าเรารู้เรื่องจิตว่างดี เราก็ทำงานด้วยจิตว่างได้ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจิตว่างหรือคำๆ นี้มีอยู่หลายๆ แง่ หลายๆ มุม อาตมาประมวลออกมาเท่าที่เห็นว่าจำเป็น

ข้อแรกก็คือความหมายของคำว่า จิตว่าง จิตว่างในที่นี้ หมายถึงว่างจากกิเลส ว่างจากความรู้สึกว่าตัวเราหรือตัวกู ถ้ามันเดือดจัดก็เป็นตัวกู ถ้ามันเนือยๆ ก็เป็นตัวเรา คำว่าว่างไม่ได้หมายความว่าไม่มีจิต และไม่ได้หมายความว่าจิตไม่ได้มีความรู้สึกอะไร ขึ้นชื่อว่าจิตแล้วต้องมีความรู้ ต้องมีความรู้สึก เพราะธรรมชาติของจิตเป็นอย่างนั้นเอง ทีนี้ก็มีอยู่แต่ว่าจิตเนี่ยจะรู้สึกว่างหรือรู้สึกวุ่น ถ้าจิตนี้รู้สึกว่างเราก็เรียกว่าจิตว่าง ถ้าจิตนี้รู้สึกวุ่นเราก็เรียกว่าวุ่นว่าจิตวุ่น ถ้าว่าง หมายความว่าว่างจากกิเลส คือว่างจากความรู้สึกที่เป็นอุปาทาน ว่าตัวเราหรือว่าของเรา ลองคิดดูว่า เมื่อจิตนี้ว่างจากความรู้สึกว่าตัวเรา ตัวเราก็ไม่มี มีแต่จิตล้วน จริงหรือไม่จริง ก็ลองคิดดูเอง เมื่อจิตว่างจากความรู้สึกที่เป็นคอนเซ็ปท์ว่าตัวเรา สิ่งที่เรียกว่าตัวเราซึ่งเป็นมายานั้นก็ไม่มี ก็เหลืออยู่แต่จิต นั้นจึงเรียกว่าจิตว่าง คือว่างจากตัวเรา เมื่อใดเรามีตัวเราขึ้นมา มีความรู้สึกว่าตัวเราขึ้นมา เมื่อนั้นเรียกว่าจิตบวกอยู่กับความรู้สึกว่าตัวเรา คือมีตัวเรา งั้นจิตนั้นไม่ว่างและวุ่นด้วย

ในข้อนี้ก็ขอให้จำเพียงสั้นๆ ไว้ก่อนว่าที่ว่าว่างนี้ ว่างจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกอันเป็นมายา ว่าตัวเรา ว่าของเรา ในขณะใดเราไม่มีความรู้สึกเป็นตัวเรา เป็นของเรา ก็อย่างเช่นขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่ที่นี่ แม้จะมีความคิดไปในทางไหน เกิดปัญญาอย่างไร ก็ไม่ได้เกิดเป็นความรู้สึกไปในทางตัวเรา อย่างนี้เรียกว่าท่านทั้งหลายกำลังมีจิตว่างจากตัวเรา ต่อเมื่อไรได้มีอะไรมากระทบ เกิดความรู้สึกไปในทางกิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวเรา เป็นของเรา เป็นเรื่องได้ เป็นเรื่องเสีย เป็นเรื่องรัก โกรธ เกลียด กลัว อะไรทำนองนี้ แล้วจึงจะเรียกว่าจิตประกอบอยู่ด้วยอุปาทานที่เรียกว่าตัวเรา อย่างนี้เรียกว่าจิตไม่ว่าง เพราะจิตมีตัวเรา ในขณะที่จิตว่าง แม้ว่างตามธรรมชาติ ปราศจากความรู้สึกว่าตัวเรา อาตมาเรียกว่าจิตว่าง เนี่ยเมื่อจิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวเรา สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็ไม่มี มีแต่จิตล้วนๆ ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึกอะไรก็ได้ตามประสาของจิต ขอแต่อย่ามีตัวเราก็แล้วกัน

ทีนี้ปัญหาถัดไปก็ว่า ทำไมจึงได้ใช้คำว่าจิตว่าง ซึ่งฟังดูก็แปลกประหลาด ที่จริงคำน้ีไม่แปลกประหลาด มีหลักมีเกณฑ์อยู่ในพระคัมภีร์ หรือในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงสอนเรื่องความว่างนี้มากมายในพระไตรปิฎกไปเปิดดูเองก็แล้วกัน และในเมื่อใดจิตมีความว่างเป็นอารมณ์ หรือมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งจิตไม่ได้ยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นตัวตนของตนแล้ว ก็เรียกว่าจิตมีสิ่งซึ่งว่างจากตัวตนเป็นอารมณ์ จิตอย่างนี้ไม่สะดวกที่จะเรียกเป็นอย่างอื่น นอกจากจะเรียกว่าจิตว่าง ไม่มีคำไหนดีกว่าจะเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่าจิตว่าง เพื่อฟังกันสะดวกๆ ไม่มีเหตุผลอื่นดีกว่าที่จะไปเรียกอย่างอื่น ท่านลองคิดดูว่าคำไหนที่จะเหมาะสำหรับเรียกจิตที่กำลังไม่มีตัว ไม่มีของตัว จิตที่กำลังไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัว ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นของๆ ตัว จะเอาคำไหนคำพูดคำไหนมาเรียกจิตชนิดนี้ ให้ดีไปกว่าคำว่าจิตว่าง เนี่ยอาตมาให้ความคิด ให้ความเป็นอิสระทางความคิดแก่ท่านทั้งหลายที่จะไปคิดดูเอาเอง พอจะมีคำไหนที่เหมาะกว่าคำว่าจิตว่าง ที่จะเอามาใช้เรียกจิตในขณะที่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัว หรืว่าอะไรเป็นของๆ ตัว เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้ใช้คำๆ นี้ เพื่อประหยัดเวลาของพวกเราในการที่จะเข้าใจ คือเข้าใจได้ง่าย เข้าใจได้เร็ว แต่อาจจะเนื่องจากเป็นคำใหม่ สร้างความตื่นเต้นให้แก่ท่านทั้งหลายเกินไป ก็เลยยังเข้าใจไม่ได้ นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เท่าที่อาตมาได้พยายามใคร่ครวญอย่างยิ่งแล้ว เห็นว่าเรียกอย่างนี้ ถูก ตรง ทั้งโดยคำพูดคือพยัญชนะ และทั้งโดยความหมายคืออรรถะ โดยตัวหนังสือก็ตรงตามเรื่อง โดยความหมายก็ตรงตามเรื่อง เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่าจิตว่าง หรือใช้คำๆ นี้เรียกจิตชนิดนี้

ที่เรื่องถัดไป เรื่องที่มาของเรื่องความว่างหรือจิตว่างนี้ นี่แทบจะไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็ได้เคยบอกกล่าวหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่บางท่านอาจจะไม่สนใจ ดังนั้นจึงต้องนำมากล่าวใหม่ คือข้อที่มีบุคคลเป็นฆราวาสกลุ่มหนึ่งไปเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วทูลแก่พระพุทธองค์ว่า ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นฆราวาสครองเรือน แออัดอยู่ด้วยบุตร ภรรยา รูปร้าย กระแจะ*ของหอม ขอจงทรงแสดงสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องสุญญตา โดยหัวข้อที่สรุปเป็นใจความว่า

(*กระแจะ (เครื่องหอม) ผงเครื่องหอมต่างๆ ที่ประสมกัน สำหรับทาหรือเจิม /ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/กระแจะ)

เย เต สุตตันตา สูตรทั้งหลายเหล่าใด

ตถาคตภาสิตา อันเป็นคำที่ตถาคตได้ภาษิตไว้

คัมภีรา ลึกซึ้ง

คัมภีรัตถา มีอรรถอันลึกซึ้ง

โลกุตตรา อยู่เหนือโลก

สุญญตปฏิสังยุตตา ประกอบอยู่ด้วยความว่าง

เนี่ยตามตัวบาลีเป็นอย่างนี้ โดยใจความก็คือว่าให้ฆราวาสเหล่านั้นสนใจในคำสอนที่พระองค์ได้บัญญัติไว้เอง ที่กล่าวถึงเรื่องเหนือโลกหรือสูงไปกว่าโลก อันเป็นเรื่องลึกซึ้ง และมีเนื้อความมีอรรถอันลึกซึ้ง แต่ประกอบเฉพาะอยู่ด้วยเรื่องความว่าง และขยายความออกไปอีกว่า พระองค์ทรงขยายความว่า ข้อความที่กล่าว ที่จะกล่าวกันต่อไปในโอกาสหลัง วิจิตรไพเราะด้วยตัวอักษร ยวน ชวนให้ฟังนั้น ล้วนแต่ไม่ประกอบด้วยสุญญตา คือความว่าง แต่ว่าคนจะชอบเรื่องชนิดนั้นกันมากขึ้นทุกที และเรื่องชนิดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ตถาคตกล่าว ทรงได้ตรัสไว้ว่า ถ้าเป็นคำกล่าวของพระองค์ จะต้องกล่าวถึงเรื่องสุญญตา คือความว่าง ถ้าเป็นเรื่องคนอื่นกล่าว เขากล่าวกันอย่างตามใจชอบ ตามที่จะรู้สึกว่าไพเราะสนุกสนาน หรือว่ามีรสมีชาติ ในทางใช้ความคิดเป็นนักปราชญ์หรืออะไรก็ตาม แล้วเขาก็ไม่กล่าวเรื่องสุญญตา ว่าอันนี้แหละเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน คือเรื่องสุญญตาเนี่ยเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน นี้ไม่ควรจะเป็นปัญหาอีกแล้ว เพราะคำถามก็ได้ถามตรงๆ คำตรัสของพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสตรงๆ แก่คนที่เป็นฆราวาส เพราะฉะนั้นไม่ควรจะเข้าใจไปว่าเรื่องสุญญตานั้นไม่ใช่เรื่องของฆราวาส เป็นเรื่องของนักบวชชั้นสูง หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

เรื่องสุญญตา ความว่างนี้มีใจความหรือมีเนื้อความ มีความหมายกว้าง ใช้ได้แก่คนทุกพวก ทุกระดับ แม้ที่เป็นฆราวาส เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะว่าเรื่องอื่นไม่ดับทุกข์ นอกจากเรื่องสุญญตาแล้ว ไม่เป็นเรื่องดับทุกข์ และไม่ใช่เป็นเรื่องที่พระตถาคตกล่าว และไม่ใช่เป็นเรื่องที่ชวนให้ขึ้นเหนือโลก แต่เป็นเรื่องที่ชวนให้จมอยู่ในโลก ฆราวาสก็จมอยู่ในโลกพอแล้ว งั้นเมื่อฆราวาสต้องการอะไรที่ดี ก็ควรจะเป็นเรื่องที่ถอนตนขึ้นมาจากการจมอยู่ในโลก เพราะเหตุฉะนี้เองพระองค์จึงได้ตรัสเรื่องสุญญตาแม้แก่ฆราวาส ว่าเหมาะแม้แก่ฆราวาสที่ครองเรือน แออัดอยู่ด้วยบุตร ภรรยา รูปร้าย ของหอม อย่างนี้เป็นต้น

นี้เรียกว่าเป็นที่มาของเรื่องความว่างโดยตรง ทีนี้ก็คือหลักทั่วๆ ไป จะเป็นหลักข้อไหนก็ได้ที่แสดงถึง ความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างจากตัวตน ว่างจากความเป็นของของตนหรือของใคร เช่นประโยคว่า

"ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา" หรือประโยคว่า

"ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรจะเข้าไปยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนของตน"

นี้คือการแสดงให้ทราบว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าอะไรหมด เป็นสิ่งที่ไม่ควรไปยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนหรือเป็นของๆ ตน เพราะมันว่างนั่นเอง แม้แต่ตัวความว่างนั้นเอง ก็ไม่ควรถูกยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนของใครหรือของความว่างเอง เป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่าความว่างนี้ คือธรรมชาติที่แท้จริง หรือสภาวะที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวง เราควรจะสนใจจนรู้จักสิ่งทั้งปวงให้ถูก ตรง ตามที่เป็นจริง เราจึงจะทำอะไรถูกต้องกับสิ่งทั้งปวง ถ้าเราเข้าใจสิ่งทั้งปวงผิด เราจะไปจัดไปทำเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวงให้ถูกได้อย่างไร นี้ใจความสำคัญของสิ่งทั้งปวงที่พาดพิงถึงมนุษย์ พาดพิงถึงความสุขความทุกข์ของมนุษย์ ก็คือสภาพที่สิ่งทั้งปวงเป็นของว่างจากตัวตนที่ควรยึดถือ ควรยึดมั่นถือมั่น หรือควรสำคัญมั่นหมายว่าตัวเราหรือว่าของเรา พูดให้ชัดลงไปว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่งไม่ว่าอะไรหมด ว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน หรือเป็นของๆ ตน เดี๋ยวนี้คนธรรมดาสามัญทั่วไปคอยเพ่งเล็ง หรือจ้องจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งส่วนหนึ่งอยู่เสมอที่จะเอาเป็นตัวตน เป็นของๆ ตน ดังนั้นจึงถือว่ายังไม่เข้าใจสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง และด้วยเหตุนั้นแหละจึงมีความทุกข์อยู่บ่อยๆ ถ้าเราจะเข้าใจสิ่งทั้งปวงได้ เราต้องศึกษากันในส่วนนี้ก่อน ส่วนที่ว่าสิ่งทั้งปวงว่างจากตัวตน ว่างจากของๆ ตน ไม่ควรไปทำความสำคัญมั่นหมายในสิ่งใดว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตน แต่แล้วเราก็เข้าไปเกี่ยวข้อง ไปกระทำ ไปจัดไปทำต่อสิ่งนั้นๆ โดยเหมาะสมกับที่สิ่งนั้นๆ ที่เป็นสิ่งที่ว่างจากตัวตน เราจึงชนะ เราจึงชนะหมายความว่าเราไม่มีความทุกข์ เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆ นี้เรียกว่าเราชนะสิ่งทั้งปวงด้วยวิชาความรู้เรื่องความว่างหรือสุญญตา

นี่เรียกว่าเรื่องความว่างนี้เป็นเรื่องที่มีหลักฐานที่มาซึ่งเป็นพระพุทธภาษิตโดยตรง ทรงระบุไว้ว่าเหมาะสำหรับฆราวาสอย่างนี้ อยากรู้เรื่องนี้ด้วยตนเองก็ไปเปิดดูได้ในสังยุตนิกาย คือพระไตรปิฎกส่วนที่เป็นสุตตันตปิฎกและภาคที่เรียกว่าสังยุตนิกาย มหาวาฬวัก

นี้ข้อต่อไปที่เราเข้าใจผิดกันจนเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ ก็คือว่า พุทธบริษัทในประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่ถือกันว่าเจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา แต่พุทธบริษัทส่วนมากเข้าใจอะไรบางอย่างไม่ตรงตามความจริงของพระพุทธวจน หรือของหลักธรรมก็มี เช่นเข้าใจไปว่า จิตนี้มีกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน จิตนี้มีความรู้สึกเป็นกิเลส เป็นตัวกู เป็นของกู อยู่เป็นพื้นฐานตลอดทุกลมหายใจเข้าออก มีกิเลสอยู่เป็นพื้นฐานแล้วเราค่อยไปแกะมัน ไปเขี่ยมัน ไปคุ้ยมัน ไปเปลื้องมันทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็ว่างจากกิเลสนั้นเป็นครั้งๆ คราวๆ นิดๆ หน่อยๆ ความเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือผิด ท่านลองคิดดู เช่นอาตมาบอกว่าจิตของคนเรานี้มีความว่างปราศจากกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน กิเลสนั้นเพิ่งมาเป็นคราวๆ และเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นคราวๆ นี่เราลองคิดดูว่า พิจารณาดู สังเกตดู โดยเอาตัวเองเป็นประมาณ ว่าจิตของเราว่างอยู่เป็นพื้นฐานหรือว่าวุ่นด้วยกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน ถ้าเอาพระพุทธภาษิตเป็นหลักมันก็ง่ายนิดเดียว แต่เดี๋ยวจะหาว่าเกณฑ์ให้เชื่อบังคับให้เชื่อ หรือจะเกิดเป็น Docma อะไรขึ้นมานี้ ไม่จำเป็น แต่ว่าพระพุทธภาษิตก็มีอยู่ว่า

ประภัสสระมิทัง ภิกขเว จิตตัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร

อาคันตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิตถัง

แปลว่า จิตนี้เศร้าหมองแล้วเพราะอุปกิเลส ที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา

นี่ตามตัวหนังสือว่าอย่างนี้ ว่าจิตนี้มีธรรมชาติเป็นประภัสสร แต่ว่าเศร้าหมองเพราะกิเลสเป็นแขกเข้ามาเป็นครั้งคราว คำว่าอาคันตุกะนั้นก็คือแขกที่มาบ้านเราเป็นคราวๆ ไม่ใช่มาอยู่ประจำ นี้พื้นฐานของจิตคือลักษณะประจำของจิตนี้เป็นประภัสสร ประภัสสระมิทัง ภิกขเว จิตตัง ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ประภัสสร คำว่าประภัสสรคือใสกระจ่าง มีรัศมีรอบตัว ไม่มีเศร้าหมอง ไม่มีกิเลส แต่เมื่อใดกิเลสจรเข้ามาเป็นแขก เป็นอาคันตุกะเข้ามา เมื่อนั้นก็เศร้าหมองไปขณะหนึ่ง อย่างนี้จริงหรือไม่ น่ะ เป็นจริงตามพระพุทธภาษิตนี้หรือไม่ ท่านลองไปเฝ้าสังเกตจิตใจของท่านดูเอง แล้วก็ท่านตัดสินเอาเอง อาตมาเห็นว่านี้เป็นหลักพื้นฐานที่จะทำให้เข้าใจเรื่องต่างๆ ได้ หรือไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราถือเสียว่า จิตมีกิเลสมีความวุ่นเป็นพื้นฐานแล้ว เรื่องมันก็ต้องแปลกกันกับที่จะถือว่า จิตนี้มีความว่างอยู่เป็นพื้นฐาน เพราะว่าเมื่อจิตมีความว่างอยู่เป็นพื้นฐานแล้ว เราไม่ต้องทำอะไรมาก เราเพียงแต่มีสติระวังอย่าให้แขกขึ้นมาบนเรือนของเรา หรือว่าถ้าแขกมาเราก็ต้องต้อนรับอย่างที่ไม่ใช่ให้มาทำความเศร้าหมองให้แก่เรา แต่ถ้าถือเสียว่าจิตนี้เป็นกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน เป็นตัวกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน ต้องไปแกะ ต้องไปกด ต้องไปกวาด ต้องไปล้าง อะไรกันเป็นการใหญ่ จึงจะสะอาดขึ้นมาสักนิดหนึ่ง วันหนึ่งก็ทำให้สะอาดไปสักครั้งหนึ่งได้โดยยาก อย่างนี้แล้วเรื่องก็กลายเป็นว่า มีเรื่องมาก มีภาระมาก มีหน้าที่มาก มีความยากลำบากมาก เหมือนกับที่ท้อถอยกันอยู่ทั่วๆ ไป

เนี่ยเพียงแต่หลักพื้นฐานมันก็มีความสำคัญอย่างนี้เสียแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องชำระสะสางความเข้าใจพื้นฐานหรือหลักพื้นฐานอย่างนี้กันเสียก่อน ลองคิดดูให้ดีว่า ถ้าจิตนี้วุ่น คือเศร้าหมองอยู่ด้วยกิเลส เป็นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอะไรต่างๆ อยู่เป็นประจำ เป็นความวุ่นเป็นพื้นฐานแล้ว พวกเราคงไม่ได้มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ หรือมานั่งอยู่ในที่นี่ได้ เราจะต้องเป็นโรคเส้นประสาท เราจะต้องวิกลจริต เราจะต้องตาย เพราะฉะนั้นจึงขอบใจความว่าง ขอบใจความว่างอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่เป็นพื้นฐาน ซึ่งทำให้มีระยะเวลายาวพอ ที่เป็นความพักผ่อน ที่เป็นความดำรงอยู่ได้ของจิต ที่ทำให้เราไม่ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ไม่ต้องเป็นโรควิกลจริตหรือตาย เนี่ย นั้นจึงขอบใจความว่างที่ทำให้เรารอดชีวิตอยู่ได้ และมานั่งฟังกันอยู่ได้ ท่านทั้งหลายลองไปคิดดู

ทีนี้ที่จะต้องทราบต่อไปที่เป็นหลักพื้นฐานก็คือว่า เมื่อจิตนี้มีธรรมชาติประภัสสรอย่างนี้แล้วมันหมายความว่าอย่างไร ประภัสสรหมายความว่ามีรัศมีรอบตัว ใสกระจ่าง อย่างนี้ก็แปลว่าจิตที่ยังไม่ถูกกิเลสเป็นอาคันตุกะเข้ามาครอบงำนั้น จิตนั้นเป็นประภัสสร จิตนั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยความหมายของคำว่าจิต หรือของคำว่ามโน มโนธาตุ จิตธาตุ วิญญาณธาตุ ธา-ตุ ที่แปลว่าธาตุ ความหมายของคำว่า จิต ว่ามโน ว่าวิญญาณ อะไรเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ก็คือมีคุณสมบัติรู้ รู้ รู้ได้อยู่ในตัวเอง ต่อเมื่อใดมันเสียคุณสมบัติแท้ของมัน มันจึงไม่รู้ เช่นอวิชชาครอบงำ กิเลสครอบงำ มันก็สูญเสียคุณสมบัติเป็นรู้ผิด หรือไม่รู้ ถ้ามันมีความเป็นอิสระ เป็นประภัสสร มันมีส่วนที่จะรู้ และวิวัฒนาการขึ้นไปตามลำดับ จนรู้ถึงที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงมองเห็นได้โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่นว่า ในขณะที่จิตเราว่าง โปร่ง แจ่มใส ไม่มีกิเลสรบกวนนั้น เป็นจิตที่สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นจิตที่สมบูรณ์เต็มเปี่ยมอยู่ด้วยปัญญา สมบูรณ์อยู่ด้วยปกติภาวะ หรือปรกติภาพของมันเอง เมื่อจิตมีอยู่ในปกติภาพของมันเองแล้ว สมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญา สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ

ท่านลองไปเปรียบเทียบดูว่า เวลาที่เรามีจิตว่างโปร่ง มีปัญญาอย่างไร มีสัมปชัญญะอย่างไร พอจิตเราวุ่นวาย เราสูญเสียสติสัมปชัญญะ สูญเสียปัญญาอย่างไร นั้นจิตว่างกับจิตวุ่นนี้มันจะเหมือนกันได้อย่างไร มันจะต้องต่างกันอย่างตรงกันข้ามเสมอ จิตที่แท้จริงที่ควรแก่นามว่าจิตนั้นต้องว่าง คือจิตที่เป็นประภัสสร แต่พออาคันตุกะคือกิเลสเข้ามาครอบงำเสียแล้ว สูญเสียความเป็นจิตแล้ว เราก็ไม่ควรจะเรียกว่าจิต มันเป็นเพียงของที่กำลังปรุงแต่ง กระวนกระวาย กระสับกระส่าย อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าเรียกว่าจิตก็ต้องเรียกว่าจิตวุ่น ผิดไปจากสภาพเดิม เหมือนน้ำที่ถูกลมเป่าให้เป็นคลื่น อยู่ในรูปของคลื่นเสียแล้ว ไม่ใช่น้ำที่สงบเงียบ งั้นจิตว่าง ก็คืออยู่ในปกติเดิม ว่าง สงบ เงียบ ไม่ทุกข์ มีสติปัญญาเต็มที่

พวกที่เขาถือหลักอย่างนี้อย่างรุนแรง เขาก็พูดเสียง่ายๆ ว่า จิตคือความว่าง ความว่างคือจิต ความว่างคือพุทธะ พุทธะคือความว่าง เหล่านี้เป็นอันเดียวกันหมด หมายความว่าเมื่อจิตมีความว่างเป็นอารมณ์นี้ ย่อมมีความเป็นพุทธะ คือรู้อะไรได้อยู่ที่นั่น ดังนั้นความว่างกับพุทธะจึงเป็นอันเดียวกัน และเมื่อจิตแท้คือขณะที่มันว่าง เพราะฉะนั้นความว่างก็คือจิต จิตก็คือความว่าง และในขณะที่จิตว่างนั้น อยู่ในธรรมชาติเดิมของมัน ประกอบอยู่ด้วยธรรม ตรง ตามความหมาย เพราะฉะนั้นจึงว่า ความว่างก็คือธรรมะ ธรรมะก็คือความว่าง ความว่างก็คือจิต จิตก็คือความว่าง นี้เป็นเรื่องเดียวกันหมด แต่อาตมาไม่ได้แนะนำให้เชื่อ หรือให้ยึดถือหลักเกณฑ์เหล่านั้น โดยที่ไม่ได้พิจารณาดูให้ดีเสียก่อน

และทั้งเป็นกฎเกณฑ์หรือหลักที่มีอยู่ในฝ่ายมหายาน คือพุทธศาสนาอย่างมหายาน เราไม่จำเป็นต้องรับเอามาทันที แต่เราจะพิจารณาดูว่ามันเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร และเกี่ยวข้องกับหลักพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอย่างไร เมื่อเอามารวมๆ กันแล้ว เป็น 3 ฝ่าย คือเราด้วย พุทธศาสนาอย่างเถรวาทด้วย พุทธศาสนาอย่างมหายานด้วยแล้ว เราควรจะได้หลักเกณฑ์อย่างไร จึงจะช่วยตัวเองได้ในการที่จะไม่ต้องเป็นทุกข์ เฉพาะในที่นี้ อาตมาอยากจะขอให้พิจารณาส่วนสำคัญในข้อที่ว่า ขณะที่จิตว่างนั้น จิตสมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์อยู่ด้วยปัญญา และอยู่ในปกติภาวะของมัน ในขณะที่จิตวุ่นนั้น สูญเสียสติสัมปชัญญะ สูญเสียปัญญา ไม่อยู่ในปกติภาพของมัน ดังนั้นจิตว่างก็คือจิตที่กำลังไม่ถูกกิเลสครอบงำ แต่อยู่ด้วยปกติภาพเดิมของมันคือสติปัญญา ส่วนจิตวุ่นนั้น คือจิตที่ถูกกิเลสครอบงำ สูญเสียปกติภาพเดิมแล้ว ปราศจากสติปัญญา ปราศจากสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง

เมื่อท่านเปรียบเทียบกันดู รู้จักจิตว่างเป็นอย่างไรในลักษณะเช่นนี้แล้ว เข้าใจว่า ท่านทั้งหลายคงจะไม่มีความขลาด ความกลัว ต่อจิตว่างเหมือนคนบางคน ซึ่งกลัวคำว่าจิตว่างนี้อย่างกลัวผี กลัวเสือ กลัวอะไรทำนองนั้น เพราะเขาไม่เข้าใจจึงมองเห็นเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่าเขามีตัวตนหรือความคิดเห็นไปในทางตัวตนมากเกินไป จนได้ยินคำว่าว่างแล้วก็สะดุ้ง ข้อนี้เปรียบกันได้กับพวกพรหมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พวกพรหมเมื่อได้ยินคำว่า ละเสียซึ่งสักกายะ แล้วก็สะดุ้ง กลัว เหมือนกับความตายมาถึง เพราะว่าพวกพรหมมีสักกายะจัด มีตัวตนจัด เพราะทะนงว่าเป็นตัวตนที่บริสุทธิ์ มีความสุขที่สุด พอได้ยินคำว่า จะละเสียซึ่งสักกายะเท่านั้น ก็รู้สึกเหมือนจะถูกฆ่าให้ตาย คนบางคนพอได้ยินคำว่าจิตว่างหรือความว่าง ก็รู้สึกว่าเหมือนจะถูกฆ่าให้ตาย ไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวตน หรือเป็นของๆ ตน แต่ถ้าได้ทำความเข้าใจกันให้เห็นชัดว่าจิตว่างมีลักษณะอย่างไรแล้ว เค้าจะไม่กลัว แล้วเค้าจะรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตว่างนี้จำเป็นเสียแล้ว จำเป็นที่เราจะต้องรักษาให้คงอยู่ในสภาพว่างอยู่ตลอดเวลาอย่าให้วุ่นขึ้นมาได้ และเราก็จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ตามที่เป็นหน้าที่ของเรา และเราจะไม่มีความทุกข์เลย จะมีชีวิตเป็นอยู่โดยไม่ต้องมีความทุกข์เลย และมีกำลังสติปัญญาอย่างยิ่งที่จะทำความก้าวหน้าต่อไป ดังนั้นจึงไม่กลัวความว่าง และไม่เห็นว่าความว่างเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะว่าความว่างเป็นเรื่องความจริงอย่างยิ่ง

ทีนี้ลองคิดดูกันถึงข้อแย้ง มีคนเอามาให้ดูหรือบอกให้ทราบว่ามีการแย้ง เช่นแย้งว่าจิตว่างนี่เป็นสิ่งที่มีไม่ได้ เพราะว่าจิตต้องมีอารมณ์เสมอ จะว่างจากอารมณ์ไม่ได้ ข้อแย้งนี้เป็นข้อแย้งของคนที่ทำข้าวตาฟืนไฟจนตาฟาง เราไม่ได้บอกว่าจิตว่างนี้ไม่มีอารมณ์ จิตนี้ จิตว่างนี้ก็ยังมีอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดก็มีภาวะแห่งความว่างนั้นเองเป็นอารมณ์ เช่นพระอรหันต์ก็มีภาวะแห่งความว่างเป็นอารมณ์ หรือว่าคนเราตามธรรมดาเรามีอะไรเป็นอารมณ์อยู่ในขณะไหน ถ้าจิตไม่ได้ยึดถืออารมณ์นั้นโดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของๆ ตนแล้ว ก็เรียกว่ามีความว่างเป็นอารมณ์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไปยึดถือในอารมณ์นั้นว่าเป็นตัวตนหรือของตนโดยอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว อย่างนี้เรียกว่ามีอารมณ์ชนิดที่เป็นความวุ่น เราตามปกติถ้าไม่ยึดถือในอารมณ์ใด แม้จะกำหนดอารมณ์นั้นอยู่ ก็เรียกว่ายังเป็นอารมณ์ที่ว่างจากความยึดถึือ จิตนั้นก็ยังว่างจากตัวตน จากของๆ ตน จิตมีสิ่งที่ไม่ถูกยึดมั่นด้วยอุปาทานเป็นอารมณ์แล้วเป็นใช้ได้ จะมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรเป็นอารมณ์ก็ตาม แต่ถ้าไม่ยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวตนแล้ว ก็เรียกว่ายังมีสิ่งที่ว่างจากความยึดถือเป็นอารมณ์ เรียกสั้นๆ ว่ามีความว่างนั้นเองเป็นอารมณ์ นี้ก็เป็นอันว่าทำความเข้าใจกันเสียใหม่ว่า ไม่ได้กล่าวว่าจิตว่างนั้นไม่มีอารมณ์ จิตจะต้องมีอารมณ์นั้นเป็นธรรมดา ถ้าเป็นจิตว่างก็มีความว่าง หรืออารมณ์ที่ว่างจากความยึดถึือนั่นแหละเป็นอารมณ์

ที่บางคนแย้งว่าจิตว่าง หรือว่าทฤษฎี หรือการปฏิบัติเรื่องจิตว่างนี้ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของชาวเมือง ชาวบ้านชาวเมือง ชาวบ้านร้านตลาด อย่างนี้ขอตอบว่าทฤษฎีหรือการปฏิบัติเรื่องจิตว่างนี้ ยิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับชาวบ้านร้านตลาด เพราะว่าชาวบ้านร้านตลาดนี้ร้อน ร้อนกว่าพวกนักบวช ร้อนกว่าพวกที่อยู่ในป่าในดง ใครที่ร้อนมากคนนั้นควรจะได้รับของเย็นมาแก้โดยเร็ว ดังนั้นแหละพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสถึงสุญญตาแก่ฆราวาสกลุ่มหนึ่งซึ่งไปทูลถาม ว่าให้ใช้สุญญตาเป็นหลักปฏิบัติสำหรับเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน เมื่อชาวบ้านชาวเมืองเป็นผู้ที่ร้อนมาก กรรมกรทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความทุกข์ร้อนมาก เขาก็ต้องศึกษาสิ่งที่จะช่วยขจัดความร้อนนั้นออกไป เนี่ยคือความมุ่งหมายของคำว่าจิตว่างโดยแท้จริง คือมุ่งหมายจะใช้เป็นเครื่องดับร้อนของคนที่กำลังร้อน

ทีนี้ที่ว่าแย้งว่า ความว่างหรือจิตว่างนี้เป็นเรื่องของพระอรหันต์ จะเป็นเรื่องของปุถุชนมีกิเลสไม่ได้ เพราะว่าพระอรหันต์เป็นผู้ที่ว่างจากอุปาทาน ส่วนปุถุชนต้องมีอุปาทาน ว่างไม่ได้ นี้ก็เป็นความเข้าใจผิดอย่างเดียวกับที่กล่าวมาแล้วมา

ที่กล่าวมาแล้ว คือต้องเข้าใจเสียให้ถูกว่า สิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน ความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรา ว่าของเรานั้น ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดกาล ท่านไปคิดดูให้ดี ความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่า ตัวกู ว่าของกูนี้ คือกิเลส สิ่งนี้ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา มีความว่างจากอุปาทานอยู่มากกว่าที่วุ่นอยู่จากอุปาทาน ถ้าเราวุ่นอยู่ด้วยอุปาทานทุกลมหายใจเข้าออกแล้วเราก็เป็นโรคเส้นประสาท เป็นโรควิลกลจริต และตายแล้วอย่างเดียวกัน

หากแต่ว่าความว่างจากอุปาทานตามธรรมชาติอย่างนี้ ไม่เหมือนกับของพระอรหันต์ตรงที่ว่าของพระอรหันต์นั้นเป็นการว่างที่ถาวร เพราะท่านมีสติสมบูรณ์ ผู้ที่เป็นนักธรรมะตัวจัดตัวยงคงจะยอมรับเป็นอันเดียวกันว่า พระอรหันต์นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ นี้เป็นหลักเกณฑ์ในพระไตรปิฏก สติสมบูรณ์คือไม่ขาดระยะ ไม่ขาดระยะก็แปลว่ากิเลสหรือความทุกข์หมดโอกาสท่ีจะเกิด กิเลสหรือความทุกข์หมดโอกาสที่จะเกิดโดยสิ้นเชิง สติสมบูรณ์อย่างนั้น คือความว่างสมบูรณ์ ติดต่อกันโดยสมบูรณ์

ส่วนปุถุชนนี้ก็ว่างอยู่เป็นพื้นฐานแต่อุปาทานมาแทรกแซงเป็นครั้งคราว เราก็มีหน้าที่ที่ขจัดออกไป ด้วยวิธีคุมให้มันว่างอยู่เสมอ นั้นจึงมีคำสอนหรือข้อปฏิบัติเรื่องความว่าง คำว่าความว่างหรือจิตว่างนี้ไม่ได้เล็งถึงธรรมะข้ออื่นๆ เช่น คำว่าความอดกลั้น หรือความข่มจิต อะไรทำนองนั้น มีความหมายตรงตามตัวของมันเอง ว่าจิตที่ว่างอยู่ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะอยู่ ไม่ปล่อยให้กิเลสตัณหาอุปาทานเกิดขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจโดยตรง

ที่ที่ว่าเราจะทำงานด้วยจิตว่าง หรือจะเอาประโยชน์อะไรจากการทำงานด้วยจิตว่าง เราควรจะนึกดูต่อไปถึงข้อที่ว่า เราทำอะไรในขณะที่จิตวุ่นนั้นมันเป็นอย่างไร เราทำอะไรในขณะที่จิตว่างนี้มันแปลกกันอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นการพูดจา ถ้าพูดด้วยจิตว่างมันเป็นอย่างไร พูดด้วยจิตวุ่นมันเป็นอย่างไร จิตวุ่นมีตัวกู มีของกูแฝงอยู่บ้าง ออกหน้ามาเลยบ้าง แล้วก็พูดภาษาที่ไม่ใช่มนุษย์ จิตที่ว่าง ไม่มีตัวกูของกูเนี่ย พูดออกมาเป็นภาษาที่ไพเราะ เป็นภาษามนุษย์ นี้เรียกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีจิตว่างในการพูด

ทีนี้ถ้าพูดถึงความหวัง คนก็คิดว่าชีวิตนี้อยู่ด้วยความหวัง ถูกแล้ว แต่ว่าความหวังนั้นควรจะเป็นความหวังของจิตว่าง ไม่ใช่ความหวังของจิตวุ่น จิตว่างประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา สติสัมปชัญญะ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วมากมาย งั้นถ้ามีความหวังด้วยจิตว่างก็คือ หวังด้วยสติปัญญา ด้วยวิชชา ด้วยญาณ ด้วยปัญญา จิตว่างนี่หวังอยู่ด้วยอำนาจของสติปัญญา ส่วนจิตวุ่นนั้นหวังอยู่ด้วยกิเลสตัณหา นี้คนโดยมากรู้จักแต่เรื่องความหวังด้วยกิเลสตัณหา จึงเข้าใจผิดไปเสียว่าความหวังมีแต่อย่างเดียวที่เป็นกิเลสตัณหาเท่านั้น ไม่รู้ว่าความหวังของจิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญานั้นก็มี มีอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงเข้าใจกันเสียใหม่ว่า หวังด้วยวิชชา ไม่ใช่หวังด้วยอวิชชา หวังด้วยวิชชาย่อมต่่างจากหวังด้วยอวิชชา วิชชากับอวิชชาย่อมต่างตรงกันข้ามเสมอ เราจะมีความหวังก็ให้หวังด้วยวิชชา ปัญญา แสงสว่าง ความรู้ สติปัญญา นี้ก็คือความเข้าใจผิดที่เต็มไปในเมืองไทยทั่วทุกหัวระแหงก็ว่าได้ คือไปเข้าใจหรือถือกันเสียว่า ถ้าลองอยากหรือลองหวังแล้วเป็นกิเลสตัณหาทั้งนั้น จนพูดว่าถ้าอยากแล้วก็เป็นกิเลสตัณหาทั้งนั้น เป็นความโลภทั้งนั้น นี้ผิดอย่างยิ่ง มันต้องมีข้อเท็จจริงกันเสียก่อนว่า ความอยากนั้นอยากด้วยอำนาจของวิชชาหรืออยากด้วยอำนาจของอวิชชา ถ้าอยากด้วยอำนาจของอวิชชา ความอยากนั้นเรียกว่าตัณหา และเป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในอริยสัจว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เรียกว่าตัณหาในที่นั้นคือความอยากที่มีรากฐานอยู่ที่อวิชชา จงไปท่องปฏิจสมุปบาทดู เริ่มต้นด้วยอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ทุกข์ ตัณหานี้มีรากฐานอยู่ที่อวิชชา แต่ถ้าว่าความประสงค์หรือความต้องการที่ไม่ได้มีรากฐานอยู่ที่อวิชชา แต่มีรากฐานอยู่ที่ปัญญาหรือวิชชา เช่นความประสงค์หรือความต้องการที่จะดับกิเลส ดับตัณหา ดับทุกข์แล้ว ความอยากอย่างนี้ไม่ควรจะเรียกว่าตัณหา ถ้าจะมีใครไปเรียกว่าตัณหาบ้างก็เรียกเพียงว่าพูดตามภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่ความจริง ตัณหาจะมาจากวิชชาไม่ได้ จะต้องมาจากอวิชชา นั้นความอยากหรือความโลภอะไรเหล่านี้จงวินิจฉัยกันดูให้ดีๆ จะได้มีความเข้าใจถูกต้อง คือกล้าหวัง หรือกล้าอยากให้ถูกวิธี ที่ไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นตัณหา เช่นความหวังด้วยจิตว่าง ความอยากด้วยจิตว่าง ความต้องการด้วยจิตว่าง ในการที่จะทำการงาน ในการที่จะกินอาหาร ในการที่จะแสวงหาอาหาร ในการที่จะทำอะไรก็ตาม ถ้าหวังหรือทำไปด้วยจิตว่างนี้ไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นตัณหา ไม่เป็นความโลภ เพราะว่ามีมูลมาจากวิชชา ต่อเมื่อมีมูลมาจากอวิชชาจึงจะเป็น โลภะ ตัณหา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้นจงเป็นผู้ที่มีจิตว่างสำหรับหวัง สำหรับต้องการ สำหรับดำเนินงาน นี่อานิสงค์ของความว่างเป็นอย่างนี้

อาตมาอยากจะพูดถึงอานิสงค์ที่น่านึกอีกสักอย่างหนึ่งว่า เราลองนึกดูถึงคำว่าเปรต ซึ่งเป็นคำที่น่ากลัว คำว่าเปรตเนี่ยมีความหมายตรงที่ว่า มีความอยากมีความต้องการมาก และต้องการด้วยกิเลสตัณหา และก็ได้สิ่งสนองความอยากทีละนิดๆ เทียบในอัตราว่าเขามีท้องเท่าภูเขาแล้วมีปากเท่ารูเข็ม แล้วเขาจะกินอาหารให้อิ่มทันใจได้อย่างไร เนี่ย คนสมัยนี้เป็นอย่างนี้กันหรือไม่ ตัวคนสมัยนี้เปรียบเหมือนกับคนมีท้องเท่าภูเขาและมีปากเท่ารูเข็มหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลว่าคนสมัยนี้เป็นเปรตกันมากยิ่งขึ้น แล้วคงจะเป็นโรคประสาทกันมากยิ่งขึ้น เป็นโรควิกลจริตกันมากยิ่งขึ้น ฆ่าตัวตายกันมากยิ่งขึ้น เนี่ยเพราะว่าเขาไม่ได้ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่ได้เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง จึงมีอาการที่ว่าท้องเท่าภูเขาปากเท่ารูเข็มเนี่ยมากขึ้นๆๆ เนี่ย ถ้าว่ารู้จักเรื่องของจิตว่างและทำงานด้วยจิตว่าง และอาการที่ว่าท้องเท่าภูเขาปากเท่ารูเข็มนั้นจะหายไป เนี่ย ช่วยได้มากถึงอย่างนี้

แม้สิ่งที่น่ากลัวอื่นๆ ที่เรียกว่าอบายภูมิ เช่น นรก นรกหมายถึงการถูกลงโทษหรือว่าร้อนอยู่ด้วยความอยาก เดรัจฉานหมายความว่าความโง่เง่า เปรตหมายความว่าอยากมาก หิวและไม่พอ อสุรกายหมายถึงความกลัว ศัตรูของมนุษย์ เช่น ความกลัว ความอยาก ความหิว ความโง่เง่า การถูกลงโทษอันนี้ จิตว่างจะป้องกันได้แก้ได้โดยสิ้นเชิง คือจิตว่างมีอาณุภาพที่จะทั้งป้องกันและทั้งแก้ไข ไม่ให้สิ่งที่เรียกว่าอบายภูมิหรือนรกในความหมายอย่างนี้เกิดขึ้นได้ ถ้าเราทำงานด้วยจิตว่างเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง เราจะไม่มีความร้อน ไม่มีการถูกลงโทษ ไม่มีความโง่เง่า ไม่มีความหิวชนิดที่อยากไม่พอ ไม่มีความกลัวอะไรหมด นี่เรียกว่าขึ้นจากอบายภูมิ ด้วยอำนาจของการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง

แม้ว่าจะเป็นเรื่องการทำการงานเพื่อส่วนรวม เช่นเพื่อประเทศชาติ ก็ต้องนึกถึงข้อที่ทำงานเพื่องาน ทำงานด้วยจิตว่างนั้นคือทำงานเพื่องาน ประเทศที่จะเจริญทางเศรษฐกิจ คนของเขาจะต้องมุ่งมั่นในการงานจนลืมตัวเอง ถ้าไม่ลืมตัวเองยังเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว จะมีแต่การคดโกง มีแต่การทำการงานที่ไม่ประณีตสุขุม เขามีความหวังมีความต้องการด้วยจิตที่ประกอบด้วยสติปัญญาที่จะทำการงาน และในขณะที่ทำการงานน้ันลืมตัวหมด มีอยู่แต่งาน มีอยู่เฉพาะหน้าแต่งานกับสติปัญญา คือจิตว่าง และจิตว่างก็ทำการงานไปอย่างน่าประหลาด น่ามหัศจรรย์ ในการค้นคว้าสิ่งที่ยากเย็น เช่นค้นคว้าเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องปรมาณู เรื่องออกไปสู่นอกโลก อะไรก็ตาม นักค้นคว้าเหล่านั้นจะต้องลืม ลืมตัวเองลืมกระทั่งแม้แต่การกินอาหาร การอะไรต่างๆ มีสมาธิอยู่แต่ในงานด้วยสติปัญญานั้นๆ ลืมตัว ลืมสิ่งที่เป็นของตัว ลืมอะไรหมดในขณะนั้น ต้องมีจิตอย่างนี้จึงจะทำงานอย่างนั้นได้ นอกจากเวลานั้นเขาจะมีความเห็นแก่ตัว เกิดความเห็นแก่ตัวบ้างก็ตามใจเขา แต่ว่าในวินาทีหรือในนาทีแห่งการทำงานนั้น จะต้องทำงานด้วยจิตว่าง คือไม่มีตัว เขาจึงพบอะไรใหม่ๆ ชนิดที่มนุษย์ธรรมดาสามัญไม่อาจจะค้นพบได้ ฤาษีมุนีอะไรต่างๆ ที่อยู่ในป่าในดงที่จะค้นหลักปรัชญา ค้นความคิดนึกเรื่องธรรมะก็เหมือนกัน ค้นจนลืมตัว ค้นจนลืมกินอาหาร จนลืมว่ากลางวันหรือกลางคืน จนลืมว่ากี่อาทิตย์แล้ว กี่เดือนแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะทำไปด้วยจิตที่มุ่งมั่นด้วยสมาธิในงานนั้น เพื่องานอย่างเดียว ไม่ใช่เพื่อตัวกู ไม่ใช่ของกู เนี่ยคือผู้ที่รู้จักเอาจิตว่างไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างชาติ สร้างประเทศ สร้างบ้าน สร้างเมือง ค้นคว้าสิ่งต่างๆ แม้สุดแต่การพัฒนาที่เราต้องการกันนัก ว่าชาติไทยต้องการพัฒนา ก็อย่าลืมว่า การพัฒนาทางวัตถุ หรือพัฒนาแต่คนนั้นไปไม่รอด ต้องพัฒนาจิตใจ และการพัฒนาจิตใจนั้นถ้าจะให้สำเร็จประโยชน์ได้จริงต้องเรียนรู้เรื่องจิตว่างว่าเป็นอย่างไรเสียก่อน เพื่อเขาจะได้เป็นคนที่บริสุทธิ์ เป็นคนที่ไม่มีตัวกู ของกู อยู่ได้มากกว่าที่จะมีตัวกู ของกู เนี่ย เขาจะทำงานเพื่องานอย่างที่เป็นอุดมคติ หรือเป็น Summum bonum** ของศีลธรรม ศีลธรรมสากลทั่วโลกและแม้ของพุทธศาสนา

(**Summum bonum is a Latin expression meaning "the highest good" and is used in philosophy, particularly in medieval philosophy and in Kantianism, to describe the ultimate importance, the singular and most ultimate end which human beings ought to pursue.

ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Summum_bonum)

ทำงานเพื่องานนี่ไม่มีตัวกูของกูเข้ามาแทรกแซง มีแต่สติสัมปชัญญะทำไป งานสำเร็จ ผลงานนั้นไม่ไปไหนเสีย เมื่อต้องการก็ได้เมื่อไม่ต้องการก็ได้ แต่เพราะความที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นและไม่เป็นทุกข์ ทั้งในขณะที่ทำงานหรือว่าทำงานสำเร็จแล้ว เนี่ยเราต้องพัฒนาที่จิตใจ ไม่ได้พัฒนาที่ตัวคนหรือที่วัตถุ ขืนพัฒนาตัวคนหรือวัตถุแล้วมันก็เป็นไม่ได้ มันเป็นไปอย่างที่เรียกว่าเหมือนกับหลับตากินผึ้ง เนี่ยเป็นภาษาสำนวนปักษ์ใต้ มันต้องทนมากเกินไปให้ผึ้งต่อย หรือว่าต้องบังคับอย่างทำนองข่มเขาวัวให้กินหญ้า คนเขาไม่อยากจะทำโดยสุจริต บังคับกันอย่างไรๆ มันก็ไม่สุจริตได้เพราะว่าไม่ได้พัฒนาจิตใจ มัวไปพัฒนาวัตถุและพัฒนาเพียงแค่เปลือกนอกของคน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยจิตว่างทั้งนั้น อาศัยหลักเกณฑ์หรือความรู้เรื่องจิตว่างทั้งนั้น จึงจะสำเร็จประโยชน์ได้

อาตมาอยากจะกล่าวเป็นสำนวนโวหารอีกสักอย่างหนึ่งว่า จิตว่างเนี่ย หรือความว่างเนี่ยเป็นดนตรีอันไพเราะอยู่ในตัวมันเอง ชีวิตจะมีสภาพเหมือนดนตรีอันไพเราะต่อเมื่อเรามีจิตว่าง ในขณะใดเรามีจิตว่าง ชีวิตเป็นดนตรี มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสักเท่าไหร่ พอมีจิตวุ่น ชีวิตนี้ก็หมดความเป็นดนตรี คือมีแต่ความมืดมัวเศร้าหมองเร่าร้อน ไม่สงบ สะอาด สว่าง เยือกเย็น ไม่ไพเราะเหมือนกับดนตรี จิตที่เป็นประภัสสร จิตที่เป็นประภัสสร ไม่ถูกกิเลสครอบงำ เป็นดนตรีอยู่ในตัวมันเอง คือให้ความชุ่มชื่นไพเราะอยู่ในตัวมันเอง เราเรียกว่าเป็นดนตรีทางวิญญาณหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก ไม่ใช่ดนตรีดีดสีตีเป่าอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ แต่ความหมายมันอย่างเดียวกัน คือ ความไพเราะเหลือที่จะกล่าวได้ งั้นดนตรีที่แท้ ก็คือความไพเราะ ความสวยงาม ความเยือกเย็น อะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งได้รับ ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส ในขณะที่มีจิตว่าง ทีนี้พอมานึกถึงดนตรีที่เราใช้กันอยู่ในเวลานี้ เราก็ควรจะอ่านออกแล้วว่า ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้จิตวุ่นวายก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ว่างก็มี งั้นดนตรีที่แท้จริงที่ถูกต้องตามความต้องการของธรรมชาตินั้น จะต้องเป็นดนตรีที่ทำให้จิตว่างลงๆ สงบเย็นลง สงบเย็นลง แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ชอบ เราไปชอบดนตรีของภูตผีปีศาจ ที่ยุ ที่กระตุ้นให้จิตเต้นเร่าๆๆ เหมือนภูติผีปีศาจ นี่เรียกว่าส่งเสริมให้จิตวุ่น แล้วเมื่อเรานิยมกันอย่างนี้เสียเป็นทั่วๆ ไปแล้วก็แปลว่าเรานิยมความมีจิตวุ่นเป็นพื้นฐานของสังคม ไม่นิยมความว่าง ไม่นิยมความเป็นอยู่ด้วยจิตว่างงั้นจึงเข้าใจกันยาก พูดกันเท่าไหร่ก็ยากที่จะเข้าใจกันได้ นึกดูถึงดนตรีของปู่ย่าตายายในสมัยโบราณ ล้วนแต่มีทำนองเป็นไปในทางช่วยตะล่อมกล่อมเกลาให้จิตว่าง แต่ลูกหลานอุตริสร้างดนตรีชนิดที่ทำให้จิตวุ่น และไปนิยมคนต่างประเทศที่เขาไม่ประสีประสาในเรื่องนี้ เตลิดเปิดเปิงในทางความวุ่นนั้นน่ะ เอามาเป็นครู

แม้แต่ละคร แม้แต่ละคร เราก็ยังเคยได้ยินได้ฟังว่าการใช้ผู้ชายล้วนๆ แสดงละคร เหมือนสมัยเชคเสปียร์ในประเทศอังกฤษ ละครใช้ผู้ชายล้วน มันน่าเอ็นดู มันตะล่อมให้เกิดความรู้ สติปัญญา ไม่ทำให้จิตวุ่น ส่งเสริมไปในทางจิตว่าง ทีนี้กิเลสของคนสมัยหลัง แก้ไข เอาผู้หญิงเป็นผู้หญิง เอาผู้ชายเป็นผู้ชาย แสดงบทบาทที่ยั่วมากขึ้นทุกที ละครก็เป็นเครื่องมือส่งเสริมจิตวุ่นไป แม้ที่สุดแต่มโนห์ราก็เล่นด้วยผู้ชายล้วน หรือละครปราโมทัยสมัยหนึ่งเล่นด้วยผู้หญิงล้วน บทอย่างนี้มันน่าเอ็นดู และมันส่งเสริมไปในทางว่าง ทีนี้เราไม่เอา เราเปลี่ยนแปลงให้มันตรงตามกิเลสตัณหาไปทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เรียกว่าเราเอียงน้อมมาในทางที่จะมีจิตวุ่น มันก็ต้องได้วุ่นโดยแน่นอน

ในที่สุดเราจะพิจารณากันถึงสิ่งที่เราต้องการ สิ่งนั้นก็คือฤทธิ์หรือกำลังในการทำการงาน พลังของจิตที่มาจากจิตว่างนั้นเป็นพลังอีกอย่างหนึ่ง พลังของจิตที่มาจากจิตวุ่นนั้นมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง อย่าไปเข้าใจว่าพลังของจิต พลังของจิต แล้วมันจะเหมือนกัน พลังของจิตที่มาจากจิตที่เป็นประภัสสรนั้นอย่างหนึ่ง พลังของจิตที่มาจากจิตที่เศร้าหมองแล้วนั้นมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง พลังที่มาจากจิตที่ว่างก็คือพลังของธรรมะ พลังที่แบ่งมาจากธรรม แบ่งมาจากพระพุทธเจ้า เนี่ย ขอย้ำหน่อยว่า พลังของจิตที่มาจากจิตว่างนั้นคือพลังของธรรมะ พลังที่แบ่งมาจากธรรมะ พลังที่แบ่งมาจากพระพุทธเจ้า ส่วนพลังของจิตที่มาจากจิตวุ่นนั้น แบ่งมาจากภูติผีปีศาจ แล้วมันจะเหมือนกันได้อย่างไร พลังของจิตที่ประภัสสรนั้นมีสติปัญญาสมบูรณ์ เฉลียวฉลาด ว่องไว ทำงานได้ดีกว่า และสนุกกว่า ส่วนพลังที่มาจากจิตวุ่นนั้นตรงกันข้าม

ทีนี้ถ้าเราจะพูดสิ่งที่เรียกว่าพลังนี้ เรียกสิ่งนี้ว่าฤทธิ์ เพื่อให้มันขลัง ให้มันมากขึ้นไปอีกสักหน่อย เราก็ยังจะต้องพูดว่า ฤทธิ์นั้นต้องแสดงด้วยจิตว่างไม่ใช่แสดงด้วยจิตวุ่น ฤทธิ์นั้นต้องแสดงด้วยจิตว่างไม่ใช่แสดงด้วยจิตวุ่น ถ้าแสดงด้วยจิตวุ่นก็เป็นเพียงความมุทะลุของภูต ผี ปีศาจ อะไรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ฤทธิ์ แต่ถ้าเป็นฤทธิ์ที่จะสำเร็จในประโยชน์ของฤทธิ์ต้องแสดงด้วยจิตว่าง พระอรหันต์แสดงฤทธิ์ได้ ไม่มีใครเหมือน ก็แสดงด้วยจิตว่าง แสดงได้ดีกว่า สูงกว่า ทีนี้ปุถุชนที่เป็นยักษ์เป็นมาร ในเรื่องราวต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟัง แม้ว่าเขาจะแสดงฤทธิ์ก็ต้องแสดงฤทธิ์ด้วยจิตว่าง ไม่ใช่จิตวุ่น แม้ว่าเขาเป็นยักษ์เป็นมาร แต่ถ้าเมื่อถึงคราวที่ต้องแสดงฤทธิ์ เขาต้องทำจิตให้ว่างให้เป็นสมาธิจึงจะแสดงฤทธิ์ได้ ถ้าเราจะเชื่อข้อความบางประโยคในหนังสือ เช่นหนังสือรามเกียรติ์ว่า เมื่อยักษ์เช่นกุมภกัณฑ์ถูกบาดเจ็บสาหัส ลุกแทบจะไม่ได้ แล้วเขาก็ร่ายมนตร์ ลูบตัวทีเดียวหายหมด ลุกขึ้นต่อสู้ได้ ท่านคงจะคิดว่านี้ทำไปด้วยจิตวุ่น เป็นตัวกู ของกู อย่าได้คิดอย่างนั้น เมื่อเขารู้ว่าเขาเจ็บป่วย เขาจะตาย จะสู้ไม่ได้ นั้นก็เป็นเรื่องตัวกู ของกู แต่ถ้าเขาคิดด้วยสติปัญญาก็ยังไม่มายมาย แต่เมื่อเขาจะแสดงฤทธิ์ของจิต เขาต้องมีจิตว่าง ต้องลืมความเป็นตัวกูนั้น ต้องบริกรรม ต้องกระทำพิธีตามเรื่องของการรวบรวมกำลังจิต ซึ่งเป็นจิตว่างแล้วจึงจะแสดงฤทธิ์ได้ แล้วจึงจะลูบตัวให้หายกระดูกหักหายอะไรต่างๆ แล้วก็ลุกขึ้นรบได้ต่อไป อาตมาจึงยืนยันว่าแม้แต่ฤทธิ์ก็ต้องแสดงด้วยจิตว่าง ฤทธิ์ของพระอรหันต์ไม่ต้องพูดถึง ฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ฤทธิ์ของยักษ์ของมารนี้ก็ยังต้องแสดงด้วยจิตว่าง เป็นอันว่าไม่มีอะไรที่จะไม่ทำด้วยจิตว่าง ถ้าเราต้องการประโยชน์อันแท้จริง ประกอบไปด้วยธรรม สมควรแก่มนุษย์ที่มีปัญญาเอาตัวรอดได้

เนี่ยคือข้อปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องของความว่าง ทุกแง่ทุกมุมที่จะทำความเข้าใจกันเสียใหม่ ในฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา อย่าลืมว่าความว่างอย่างยิ่งนั้นคือนิพพาน เราได้ยินได้ฟังว่า

นิพพานัง ปรมัง สุญญัง

ว่างถึงที่สุดนั้นคือนิพพาน

เดี๋ยวนี้เราไม่ได้พูดถึงว่างถึงที่สุด เรากำลังพูดถึงความว่างชนิดที่จะเอาเป็นเครื่องมือในการทำการงาน ในการที่จะเป็นอยู่ในโลกนี้โดยไม่เป็นทุกข์ งั้นขอให้กำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้ไว้ให้ดีๆ จะได้เข้าใจถูกต้อง อาตมาจึงขอยืนยันต่อไปตามเดิมว่า ให้ชาวนาทุกคนทำงานด้วยจิตว่าง ให้กรรมกรทุกคนทำงานด้วยจิตว่าง แม้ท่านจะตีลูกตีหลานก็จงตีด้วยจิตว่าง แม้ท่านจะสู้คดีเป็นความกันที่ศาลก็จงทำไปด้วยจิตว่าง จะได้เปรียบโดยทุกประการ แม้จำเป็นจะต้องด่าใครสักคำ ถ้าจำเป็นมีสติปัญญาที่ถูกต้องก็จงด่าด้วยจิตว่าง อย่าทำไปด้วยจิตที่วุ่น ประกอบไปด้วยกิเลสดังที่ได้กล่าวแล้ว นี่ยังคงยืนยันอยู่อย่างนี้ตามเดิมว่า เรื่องจิตว่างเป็นอย่างนี้ เป็นของขวัญที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประทานไว้สำหรับคนที่วุ่น สำหรับคนที่ร้อน ขอให้สนใจกันในรูปนี้ ความเข้าใจผิดอย่างนี้มีมากเป็นพื้นฐานจึงยังเข้าใจไม่ได้ แต่อาตมาเชื่อว่าสักวันหนึ่งจะต้องเข้าใจได้

นี้เวลาที่เหลือต่อไปนี้ก็จะได้กล่าวถึงหมวดธรรมะที่จะช่วยเราในการทำงานด้วยจิตว่าง ปัญหาอันแรกเกิดขึ้นปะทะเราอยู่ข้อหนึ่งคือว่า พุทธบริษัทในเมืองไทยแทบทั้งหมด มีความเข้าใจอยู่ว่า หลักธรรมะชั้นสูงคือเรื่องโลกุตตรธรรมนั้นต้องแยกออกไปเด็ดขาดจากเรื่องของชาวบ้านจากเรื่องของโลก เนี่ย เขาถือกันอย่างนั้น เขาเชื่อกันอย่างนั้น คือแยกโลกุตตรธรรม หรือข้อปฏิบัติธรรมะชั้นสูงนี้ออกไปจากชาวบ้านเลย ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องของชาวโลก นี้มันผิด เดี๋ยวจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผิดอย่างไร โดยที่แท้นั้นจะต้องเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ จะผิดกันบ้างก็แต่เพียงปริมาณ จะผิดกันบ้างก็แต่เพียงระดับ หลักธรรมอันใดที่ใช้ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน เพื่ออยู่เหนือโลก หลักธรรมอันนั้นก็ยังจะต้องใช้ แม้สำหรับคนที่อยู่ในโลก เพราะว่าความทุกข์มันเหมือนกัน กิเลสมันเหมือนกัน ปัญหามันเหมือนกัน อย่างว่าพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราไม่อาจจะแยกว่าพระรัตนตรัยชนิดนี้เป็นของชาวบ้าน พระรัตนตรัยชนิดนี้เป็นของภิกษุที่อยู่ป่า หรือที่จะปฏิบัติเพื่อออกไปจากโลก มันก็ต้องเป็นพระรัตนตรัยเดียวกันนั่นแหละ ขอแต่ให้ถูก ให้ตรง ให้จริงเท่านั้น พระรัตนตรัยสำหรับชาวบ้านก็อย่างนั้น พระรัตนตรัยสำหรับภิกษุอยู่ป่าก็อย่างนั้น พระรัตนตรัยสำหรับพระอริยเจ้าในขั้นต้นๆ ก็อย่างนั้น ทำไมจะต้องไปแยก

อิทธิบาท 4 ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นธรรมะสำหรับทำความสำเร็จ ทีนี้อิทธิบาท 4 นี้ ชาวบ้านต้องใช้ และท่านก็รู้กันอยู่แล้ว และยอมรับกันอยู่แล้วว่า ชาวบ้านนี้ใช้อิทธิบาท 4 ได้ในการทำหน้าที่การงานให้สำเร็จ และอิทธิบาท 4 นั้นมันก็อย่างเดียวกันที่จะใช้ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน อิทธิบาทเพื่อไปนิพพานมีความหมายอย่างไร มีอะไรอย่างไร มันก็ยังคงเอามาใช้กันกับชาวบ้านหรือกิจการของชาวบ้านได้ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา 4 อย่างนี้ หากแต่่ว่ามันจะมีปริมาณมากน้อยกว่ากันหรือคนละระดับ แต่เนื้อแท้เหมือนกัน ลองอ่านถึงลักษณะของอิทธิบาทที่เป็นในขั้นสูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นๆ ย่อมเจริญอิทธิบาท ประกอบพร้อมโดยธรรม เครื่องปรุง มีสมาธิอันสัมปยุตด้วยฉันทะเป็นประธาน ด้วยวิริยะเป็นประธาน ด้วยจิตตะเป็นประธาน ด้วยวิมังสาเป็นประธาน แยกไปทีละข้ออย่างนี้ ว่า ด้วยอาการอย่างนี้ฉันทะของเราจักมี ความหดเหี่ยวจักไม่มี ความหยุดนิ่งจักไม่มี ความหยุดอยู่ในภายในจักไม่มี ความฟุ้งออกไปภายนอกจักไม่มี เราเป็นผู้มีสัญญาในกาลก่อนและเบื้องหน้าอยู่เสมอ จนจัดให้เป็นไปได้ว่าก่อนนี้ฉันใดต่อไปก็ฉันนั้น ต่อไปฉันใดก่อนหน้านี้ก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใดเบื้องบนเช่นนั้น เบื้องบนฉันใดเบื้องล่างเช่นนั้น กลางคืนฉันใดกลางวันฉันนั้น กลางวันฉันใดกลางคืนฉันนั้น เธอย่อมอบรมจิตอันมีแสงสว่างด้วยจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพันให้เจริญอยู่ในอาการอย่างนี้ นี่เรียกว่าบรรยายคุณสมบัติของอิทธิบาทขั้นสูงสุดที่สุดแล้ว ที่จะบำเพ็ญในขณะที่จะบรรลุมรรคผล แต่แล้วท่านลองพิจารณาดูว่าทุกๆ ประโยค หรือทุกวลีนี่มีความหมายเหมือนกับที่จะเอามาใช้กับเรื่องของฆราวาส เขาต้องบำเพ็ญอิทธิบาทในลักษณะที่เป็นสมาธิ มีความรู้สึกที่เป็นฉันทะ หรือวิริยะ หรือจิตตะเป็นต้นนั้นน่ะ เป็นประธานของสมาธินั้น จนว่าความหดเหี่ยวท้อแท้ก็ไม่มี ความหยุดนิ่งก็ไม่มี ความหยุดอยู่ในภายใน สยบอยู่ในภายในก็ไม่มี ความฟุ้งซ่านออกไปภายนอกก็ไม่มี แต่ก่อนอย่างไรเดี๋ยวนี้อย่างนั้น ก็หมายความว่าความสม่ำเสมอ เราไม่ให้เป็นบุคคลที่ว่าที่แล้วมากล้าหาญทีหลังอ่อนแอที่นี้ไม่มี ก่อนเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น เบื้องบนอย่างไรเบื้องล่างก็ฉันนั้น กลางวันอย่างไรกลางคืนก็ฉันนั้น หมายความว่าเหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืนสำหรับความมีอิทธิบาท มีจิตที่มีแสงสว่าง มีจิตที่เปิดแล้ว คือไม่มีกิเลสมาปิด ไม่มีอะไรพัวพัน นี่ แม้ว่าจะเป็นสำนวนที่สูงถึงขนาดว่ามีจิตอันเปิดแล้วไม่มีอะไรมาพัวพัน ก็ยังเอามาใช้ได้กับว่าเมื่อเราทำการงานทำไร่ทำนานี้เราก็ต้องมีจิตอย่างนี้ งั้นท่านจงเชื่อตามที่ท่านมองเห็นอยู่บ้างแล้วว่า ธรรมะชั้นสูงที่ไปนิพพานเช่นอิทธิบาท 4 นี้ก็เอามาใช้เป็นเรื่องของชาวบ้านได้

ทีนี้ธรรมะ เช่น มรรคมีองค์ 8 มรรคมีองค์ 8 ความถูกต้อง 8 ประการนั้น แม้แต่คนเพิ่งจะเริ่มศึกษาก็รู้ได้ว่านี่ชาวบ้านปฏิบัติได้ ทั้งๆ ที่มัชฌิมาปฏิปทานี้ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในฐานะเป็นข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน นี่แสดงว่าข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพานโดยตรงนั้นน่ะใช้กับชาวบ้านชั้นต้น ชั้นต่ำที่สุดก็ได้ เช่นมรรคมีองค์ 8 ทีนี้เรื่องที่สูงสุดเช่นเรื่องสุญญตา พระพุทธเจ้าก็ตรัสแก่ฆราวาสกลุ่มนั้นในฐานะที่ยืนยันว่าเหมาะสำหรับฆราวาส เพราะฉะนั้นเลิกเข้าใจว่ามีธรรมะที่ต้องแบ่งแยกเป็นของพระอย่างหนึ่งของชาวบ้านอย่างหนึ่ง ของผู้ที่จะไปนิพพานอย่างหนึ่ง ของผู้ที่จะต้องทำการงานในโลกอย่างหนึ่งนี้ เลิกความคิดอย่างนี้กันเสียที มันเป็นความคิดที่เขลา มันผิดกันแต่เพียงผิวภายนอกที่เปลือก เนื้อแท้มันเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นอาตมาจึงยกเอาหมวดธรรม ซึ่งหลีกไม่พ้นจะต้องเป็นหมวดธรรมสำหรับปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพานนี่แหละ มาเป็นหลักวางไว้สำหรับการปฏิบัติของฆราวาสที่จะทำมาหากิน ที่จะต้องทำงานด้วยจิตว่างดังที่กล่าวแล้ว จึงพูดเป็นหัวข้อว่า เมื่อต้องการจะทำงานด้วยจิตว่าง ก็จงใช้หลักของโพชฌงค์ 7 ประการ เป็นหลักปฏิบัติในการที่จะทำงานด้วยจิตว่าง บางคนจะสะดุ้งเพราะว่าโพชฌงค์ 7 ประการนั้น เป็นองค์สำหรับการตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ เสร็จแล้วทำไมมาว่าเป็นเรื่องสำหรับทำมาหากินของชาวบ้าน เนี่ย ขอให้ฟังกันต่อไป แต่อย่าลืมว่า หมวดธรรมทั้งหลายที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้วนั้นเป็นหมวดธรรมในขั้นบรรลุนิพพาน แล้วก็เอามาเป็นเรื่องของชาวบ้านได้ นี่โพชฌงค์ 7 ประการนี้ก็เหมือนกัน ขอแต่เพียงว่าให้เข้าใจความหมายของธรรมะนั้นๆ ให้กว้างขวาง ให้ถูกต้องและให้สมบูรณ์ จนรู้ว่าเราจะจัดเอามาปรับให้เหมาะกันกับการงานของชาวบ้านได้อย่างไร ฉะนั้นอิทธิบาท 4 ก็ยกตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าใช้กันได้ดีทั้งผู้ที่จะไปนิพพาน และผู้ที่จะทำการงานที่บ้าน ทีนี้สำหรับเรื่องโพชฌงค์ 7 ประการนั้น เราต้องถือว่าสิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์นี้ แปลว่า องค์แห่งการตรัสรู้ คือเครื่องมือสำหรับทำงานให้สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลในทุกชนิดและทุกกรณี ท่านจงถือว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสธรรมมะนี้ไว้ในฐานะที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลในทุกชนิดและทุกกรณี ทุกชนิดและทุกกรณีนี้หมายความว่าทั้งทางโลกทั้งทางธรรมทั้งอย่างต่ำทั้งอย่างสูง เราถอดเอาใจความมาใช้ให้เหมาะสมแก่เรื่องอย่างที่เรียกว่าประยุกต์ให้ถูกกันกับระดับเท่านั้นเอง

ทีนี้เราจะดูตัวสิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์ไปตามลำดับ

ข้อที่ 1 เรียกว่าสติ สติโพชฌงค์ หรือสติสัมโพชฌงค์ ตัวแท้ก็คือสติ สตินี้คือการระลึกอย่างทั่วถึง รอบคอบ ในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับตน เกี่ยวข้องกับตน หรือว่าทุกสิ่งที่อาจจะระลึกออกมาได้ เนี่ยคือความหมายแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าสติ ระลึกอย่างทั่วถึงรอบคอบที่สุดว่าอะไร เป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด เหล่านี้ ในทุกสิ่งที่มันจะเกี่ยวข้องกับตน หรือว่าที่ตนอาจจะระลึกออกมาได้ นี้เป็นอันแรกที่เราจะต้องทำ

นี้อันถัดไปเรียกว่า ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ นี้ก็แปลว่าวิจัยสิ่งนั้นๆ วิจัยธรรมหรือวิจัยสิ่งนั้นๆ นี่หมายความว่าเราเลือก เราวิจัยนี้คือเราศึกษาให้รู้ เพื่อจะเลือกได้สิ่งที่เหมาะกับปัญหาของเรา เหมาะกับสมรรถภาพของเรา เหมาะกับอุปนิสัยของเรา เหมาะกับโรคหรือเหมาะกับทุกข์ของเรา และเราเอามาวิจัยโดยแยบคายอีกทีหนึ่งว่าจะใช้ หรือจะปฏิบัติ หรือจะกระทำให้ถึงที่สุดได้อย่างไร อย่างนี้เรียวกว่า ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์

ที่ถัดไปก็คือ วิริยะสัมโพชฌงค์ หมายความว่าหลังจากนั้นก็ใช้ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง ความอดทน ความพากเพียร ความบากบั่น กระทำสิ่งนั้นหรือสิ่งที่เลือกแล้วนั้นในความควบคุมของสติสัมปชัญญะ และธรรมวิจัยที่กล่าวมาแล้วที่ข้อสอง ไม่มีทางที่จะจิตวุ่นวายขึ้นมาได้ เพราะอำนาจสิ่งนี้

ทีนี้ก็มาถึงข้อที่สี่ที่เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์ จะต้องมีความพอใจ มีความอิ่มใจ มีความสนุกสนานในการกระทำ หล่อเลี้ยงความพากเพียรนั้นไว้เสมอ มีความพอใจ มีความอิ่มใจ มีความสนุกสนานในการกระทำ ที่ทำงานเพื่องานประกอบไปด้วยคำนี้อยู่เสมอ ให้เป็นกำลังสำหรับการหล่อเลี้ยงความพากเพียรอยู่เสมอ อย่าได้ไปอาศัยกำลังแห่งตัวกู ของกู คือเรื่องของจิตวุ่นหรือกิเลสนั้นเป็นอันขาด อย่าไปเอากำลังของตัวกู ของกู ที่พลุ่งพล่านด้วยความกระหาย ความทะเยอทะยานอย่างนั้นมาเป็นเครื่องหล่อเล้ียงเป็นอันขาด แต่ให้หล่อเลี้ยงไว้ด้วยความพอใจที่เป็นธรรม ความอิ่มใจที่เป็นธรรม ความสนุกสนานที่เป็นธรรม ที่เกิดจากการกระทำนั้นๆ มาหล่อเลี้ยงไว้เสมอ นี้วิริยะพากเพียรนี้ก็เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เพราะปีติหล่อเลี้ยงไว้

ทีนี้อันที่ถัดไป เรียกว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ นี้ปรับปรุงทุกๆ อย่างที่แล้วมาให้มันเข้ารูป ให้มันลงรูป ให้มันกลมกลืนกันเป็นอันดี ที่ภาษาธรรมะเราเรียกว่า สมังคี หรือธรรมะสมังคี เพราะมีธรรมะหลายข้อ ธรรมะเหล่านั้นจะต้องถูกปรับปรุงกันให้ดีจนกระทั่งกลมเกลียวเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่แยกกันอยู่เป็นสิ่งๆ อย่างนี้เรียกว่าการเข้ารูปหรือการลงรูปของธรรมะนั้นๆ ซึ่งเราปฏิบัติอยู่ หรือของการงานการทำมาหากินอะไรก็ตามที่เรากำลังกระทำอยู่ ไม่มีการกระทบกระทั่งภายใน ไม่มีการกระทบกระทั่งภายนอก ไม่มีการถอยกลับเพราะความที่มันลงรูปเป็นอันดี

ทีนี้โพชฌงค์ข้อที่ 6 ก็คือ สมาธิสัมโพชฌงค์ นี้ถึงระยะการที่จะต้องทุ่มเทกำลังจิตทั้งหมดทั้งปวงลงไปในงานนั้น หรือในการกระทำนั้น เป็นสมาธิที่เต็มเปี่ยมที่มีกำลังกล้าแข็ง มีคุณสมบัติ 3 ประการคือว่า บริสุทธิ์ เรียกว่า ปริสุทโธ บริสุทธิ์ ไม่มีความรู้สึกสงสัย ระแวง ลังเล รังเกียจ อะไรนี้ แล้วก็สมาหิโต คือ ความมั่นคงไม่วอกแวก มีพลังที่แท้จริง คือพลังจากจิตว่าง เป็นเครื่องสร้างความมั่นคง และก็มีกัมมนีโย คืออ่อนโยน นิ่มนวล ควรแก่การงานไปทั้งหมด ที่เรียกว่า Active ที่สุด นี่คือความหมายของคำว่าสมาธิสัมโพชฌงค์

อันสุดท้ายเรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันนี้แปลว่า เฉย ก็จริง แต่มีความหมายพิเศษ คือ ปล่อยให้สิ่งที่ลงรูปได้ที่แล้ว ทุ่มเทสมาธิเต็มที่แล้วนั้น เป็นไปตามเรื่องของมัน คือปล่อยให้สิ่งที่ได้ที่ ได้ที่ดีแล้วนั้น แล่นฉิวไปตามกฎเกณฑ์ของมัน อาการของผู้นั้นมีอาการเหมือนกับเฉย มันเหมือนกับว่าเราตระเตรียมรถของเราหรืออะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับรถของเราได้ที่แล้ว ก็ขับเฉย เพียงแต่ถือพวงมาลัยเฉย รถก็แล่นเฉย ฉิว ไปเรื่อยจนกว่าจะถึงที่สุด ใจความสำคัญอยู่ตรงที่รอได้ คอยได้ ด้วยความสงบจนกว่าจะถึงที่สุด คนสมัยนี้รออะไรไม่ได้ คอยอะไรไม่ได้ มีจิตใจเร่าร้อนเดือดพล่านอยู่เสมอ ไม่มีอุเบกขาในทุกกรณี นี่มันขัดกันอย่างยิ่ง

ท่านลองคิดดูว่าธรรมมะ 7 ประการนี้ สำหรับการตรัสรู้เป็นพระอรหันต์นั้นน่ะ เอามาใช้ในการทำมาหากิน หรือทำงานด้วยจิตว่างของชาวนาของกรรมกรได้อย่างไร ของลูกเด็กๆ ที่จะเล่าเรียนเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างไร ของคนหนุ่มคนสาวที่จะตั้งตัวตั้งตนได้อย่างไร เขามีโพชฌงค์ที่ 1 คือ ความรำลึกรอบคอบไปทุกสิ่งทุกด้านทุกแง่ทุกมุม เขามีโพชฌงค์ข้อที่ 2 คือเลือกเอาด้วยสติปัญญาที่เหมาะแก่อุปนิสัยเป็นต้นของเขา แล้วเขาเป็นคนจริงระดมทุ่มเทกำลังความพากเพียรอะไรลงไปจริงๆ แล้วเขาฉลาดที่จะรักษากำลังของความเพียรนี้ไว้ได้ด้วยสร้างความพอใจหรือปีติที่เป็นธรรมหล่อเลี้ยงไว้เรื่อย ความพากเพียรก็มีแต่จะยิ่งมีกำลังมากขึ้น แล้วเขาก็จัดให้มันลงรูป เพราะว่าถึงระยะที่จะต้องจัดให้มันเข้ารูปลงรูป ด้วยความเฉลียวฉลาดให้ทุกสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกัน ทำทุกสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันเนี่ยให้เข้ารูปหรือลงรูป เป็นธรรมสมังคี คือธรรมทั้งหลายเข้ารูปลงรูปกัน นี่ก็คือว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาทำนั้นมันเข้ารูปลงรูปกัน แล้วเขาจึงระดมทุ่มเทกำลังหรือพลังทางจิตลงไปทั้งหมดจนถึงที่สุด แล้วเขาก็อดทนอยู่ด้วยความสงบเสงี่ยมจนกว่าจะถึงนาทีที่เกิดผลโดยสมบูรณ์ นี่หลักของโพชฌงค์เป็นอย่างนี้

ขอยืนยันว่านี่เป็นหลักที่จำเป็นแก่คนทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นคนชนิดไหน ประเภทไหน ระดับไหนก็ตาม ยังเป็นฆราวาสครองเรือนอย่างยิ่งก็ตาม ต้องใช้หลักเกณฑ์อันนี้ทำการงานจึงจะเรียกว่า ทำการงานอยู่ด้วยจิตว่าง ไม่มีกิเลสเข้ามาแทรกแซงในการงานนั้น จะทำไร่ทำนาค้าขาย หรือว่าเด็กๆ จะตั้งต้นเรียนหนังสือตั้งตัวก็พยายามชี้แจงให้เขารู้จักใช้หลักเกณฑ์ 7 ประการนี้

ทีนี้คนที่จะปฏิบัติธรรมะวิปัสสนากรรมฐานไปเพื่อบรรลุมรรคผลก็ต้องใช้หลักเกณฑ์ 7 ประการนี้ ที่แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็ยังพอพระทัยของท่าน จนเมื่อท่านเจ็บป่วยประชวรขึ้นมายังต้องเรียกภิกษุองค์ใดองค์หนึ่งมาออกชื่อธรรมะ 7 ประการนี้ให้ท่านได้ยิน แล้วก็ท่านก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้งในขณะนั้น ซึ่งท่านทั้งหลายที่เคยอ่านเรื่องในพระคัมภีร์มาแล้วย่อมได้ยินได้ฟังมากมาย จนถึงกับเกิดพิธีธรรมเนียมว่า คนเจ็บหนักเอาพระมาสวดโพชฌงค์ 7 ประการให้ฟังอย่างนี้เป็นต้น มันดีมากตั้งแต่ต้นจนปลายอย่างนี้ งั้นขอให้พยายามศึกษากันให้ละเอียดลออ ที่จริงก็เป็นหมวดธรรมะที่ได้ยินได้ฟังได้ศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ในโรงเรียนนักธรรมตามวัดตามวาทั่วไปแล้ว แต่เชื่อว่ายังจับเอาใจความ หรือว่าสาระที่แท้จริงไม่ได้ จึงเอามาใช้เป็นประโยชน์ไม่ได้ ประยุกต์ไม่ได้ Apply ไม่ได้ อะไรทำนองนี้ อาตมาจึงเอามายืนยันนักหนาอย่างนี้ก็เพราะว่ามีวิธีเดียวนี้ที่ดีที่สุดที่ลัดสั้นที่สุด และทำได้ง่ายๆ ที่สุดที่จะทำงานด้วยจิตว่าง ในเมื่อได้ใช้หมวดธรรมะ 7 ประการนี้ เพราะว่าหมวดธรรมะ 7 ประการนี้ ก็คือ การกระทำไปด้วยความว่างหรือจิตว่างนั่นเอง หรือว่าในขณะที่มีจิตว่างแล้วจะประกอบอยู่ด้วยธรรมะ 7 ประการนี้ได้ง่ายที่สุด

เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เมื่อจิตว่าง เมื่อนั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะเป็นต้น สมบูรณ์อยู่ด้วยปัญญาเป็นต้น และเป็นสมาธิอยู่ตามธรรมชาติในตัวมันเอง คือ ในจิตว่างนั้น งั้นทีนี้เรามาทำให้เป็นระบบที่ดีที่รัดกุม ให้สบหลักวิชา ให้เห็นชัด โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น ไม่ต้องอาศัยศรัทธางมงาย อาศัยปัญญา ตามแบบของพุทธศาสนาอยู่เสมอแล้ว ก็จงใช้หลักธรรมะเหล่านี้ คือ 7 ประการนี้ที่เรียกว่าโพชฌงค์ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำงานโดยจิตว่าง มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่าง

ในที่สุดนี้ซึ่งเวลาจะหมดลงนี้ก็ขอทบทวนความจำเพียงข้อเดียวว่า อย่าลืมว่าหลักโลกุตตรธรรมนั้นใช้ได้อย่างเดียวกันแม้กับการทำการงานของคนที่อยู่ในโลก เพราะว่าคนที่อยู่ในโลกก็คือคนที่ต้องการจะข้ามขึ้นจากโลก เพราะว่าถ้าไม่ต้องการข้ามขึ้นจากโลก ก็คือ จมอยู่ในกองทุกข์ เมื่อต้องการจะข้ามขึ้นจากโลกก็คือมุ่งหมายโลกุตตระ เพราะฉะนั้นหลักของโลกุตตระจึงเป็นหลักสำหรับความดับทุกข์ ดับทุกข์ทั้งปวง ดับทุกข์ในทุกกรณี มีความหมายครอบคลุมเป็นอันเดียวกันหมดตั้งแต่เบื้องสูงที่สุดลงมาจนถึงเบื้องต่ำที่สุด อย่าได้แยกเป็นธรรมะ 2 ฝ่ายว่า ธรรมะชาวบ้าน ธรรมะที่วัด ธรรมะสำหรับไปนิพพาน ธรรมะสำหรับจมอยู่ในโลก ไม่มีธรรมะข้อไหนที่พระพุทธเจ้าได้วางไว้สำหรับให้คนจมอยู่ในโลก มีแต่ธรรมะที่จะถอนคนขึ้นเหนือโลกทั้งนั้น แม้ว่าให้ทำมาหากิน นี่ก็เพื่อให้ฉลาดจนถอนตนขึ้นออกไปจากโลก แล้วเมื่อการทำมาหากินผิดวิธีนำมาซึ่งความทุกข์แล้ว ก็จงใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือสำหรับทำให้ถูกวิธี อย่าให้การทำมาหากินนั้นเป็นทุกข์ขึ้นมาได้

เพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาเรื่องจิตชนิดหนึ่งซึ่งธรรมชาติมีไว้ให้เราเป็นพื้นฐาน เราควบคุมให้ดี รักษาให้ดี จัดแจงให้ดี พัฒนามันให้ดี มันก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่เรา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ยิ่งไปกว่านี้แล้ว และจิตว่างนี้จะเป็นเหมือนกับสารพัดนึก คือใช้อะไรก็ได้ในกรณีใดที่เป็นปัญหาแล้วจะแก้ได้หมด ฉะนั้นอาตมาจึงขอยืนยันไปตามเดิมว่า ทำงานด้วยจิตว่าง

และในฐานะที่ว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่มาหยกๆ อยากจะขอส่งความสุขปีใหม่นี้ด้วยจิตว่าง โดยคำที่เคยยืนยันแล้วผูกขึ้นเป็นคำกลอนว่า

จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง

ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น

กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน

ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที

ข้อความนี้ก็ได้กล่าวอภิปรายกันแล้วในการบรรยายครั้งที่แล้วมา นี่เอามากล่าวอีก แต่ว่าฝากไว้ จำง่ายในรูปของบทกลอน ว่าทำงานทุกอย่างทุกชนิดจงทำด้วยจิตว่าง แล้วได้ผลงานมาเท่าไหร่อย่างไรอย่ากล้าสำคัญมั่นหมายว่าเป็นของตน หรือของกู จงยกไว้ให้แก่ความว่างของธรรมชาติ นั่นแหละจะปลอดภัย นั่นแหละมันจะไม่ขบไม่กัดไม่อะไรเรา ที่เราจะกินผลงานนั้น ใช้ผลงานนั้น ก็เรียกว่ากินของความว่าง เมื่อมีจิตว่าง ก็กินของความว่างได้ ไม่มีอะไรที่จะมาขัดขวางได้ เหมือนพระกินอาหารของความว่างนั้นหมายความว่า ภิกษุที่แท้จริงย่อมสำนึกในความไม่มีตัวตนหรือของตนอยู่เสมอ โดยบทปัจจเวกที่มีความหมายอย่างนั้น

นิสสัตโต นิสชีโว สุญโญ

ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ว่างเปล่าจากตัวตน

กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนื่องนิจ

ทั้งอาหารที่กินและทั้งตัวผู้กินอาหารนั้นด้วย

อย่างนี้เรียกว่ากินอาหารของความว่าง เพราะกินได้ด้วยจิตว่าง ไม่มีความทุกข์เลย

ส่วนความตายนั้นหมดสิ้นกันไปแล้วตั้งแต่ทีแรก ตั้งแต่ที่มีจิตว่างมาแต่เดิม เพียงแต่เราหลงไปทำให้จิตวุ่นให้โง่ขึ้นมา ก็มีตัวตนขึ้นมาอีก พอจิตวุ่นระงับไป กิเลสระงับไป อุปาทานระงับไป มันก็ว่างไปตามเดิม ไม่มีตัวตนอีก เมื่อไม่มีตัวตนมันก็ไม่ตาย ไม่มีความตาย เนี่ยจึงบอกให้ทราบว่าที่แท้ ที่ถูก ที่จริงนั้น ความตายนั้นเป็นสิ่งที่มิได้มีมาเลย มิได้มีมาแล้วแต่หัวที ทีแรกโน้น แต่เพราะความหลงความโง่ของคน เข้าไปยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ ความตายจึงมีขึ้นมาบ่อยๆ คือกลัวตาย เป็นปัญหาเพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ขึ้นมาบ่อยๆ แต่ถ้าเราเป็นอยู่ด้วยจิตว่างทำงานด้วยจิตว่าง กินอาหารของความว่างอย่างที่ว่าแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความตายจะสิ้นสุดมาแล้วตั้งแต่ทีแรก ไม่มารบกวนอีกต่อไป ไม่มีตัวเราที่จะต้องตาย ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นตัวเรา

เนี่ยคือคำบรรยายตอนสุดท้ายที่เรียกว่าหลักธรรมะที่จะช่วยให้เราสามารถทำงานด้วยจิตว่าง มีอยู่ดังที่กล่าวมานี้ นับว่าอาตมาได้กล่าวสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะกล่าวทั้ง 3 ขั้น 3 ตอน จบไปแล้วโดยบริบูรณ์ในวันนี้ ถึงหวังอยู่ว่าท่านทั้งหลายที่หวังจะได้ประโยชน์จากการบรรยายนี้จะได้นำไปพินิจพิจารณาดู โดยไม่ต้องเชื่ออาตมาแม้แต่ประการใด คงเชื่อตัวเองได้ตามหลักของพุทธศาสนา จึงจะขอให้พิจารณาอย่างละเอียดแยบคาย และนั่นแหละก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า รู้เอง เห็นเอง ปฏิบัติเอง ช่วยตัวเองได้ เป็นหลักเกณฑ์ของพุทธศาสนาโดยแท้จริง 

8. นิพพานคือ “ตัวกู” ตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย

8. นิพพานคือ “ตัวกู” ตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย
 เรื่อง "ปริญญาตายก่อนตาย" นำเสนอแก่นแท้ของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นการดับทุกข์ที่ต้นตอ นั่นคือการทำลาย "ตัวกู" หรือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนให้หมดสิ้นไปก่อนที่ร่างกายจะแตกดับตามธรรมชาติ หลักการสำคัญนี้ถูกเรียกว่าเป็น "ปริญญาของสวนโมกข์" ซึ่งเป็นความเข้าใจสูงสุดที่นำไปสู่ชีวิตที่เย็นและเป็นสุข

ตายก่อนตาย: คือการทำให้ความรู้สึกยึดถือว่า "ตัวกู" สิ้นสุดลงก่อนที่ร่างกายจะตายตามกาลเวลา การตายของตัวกูคือการดับอุปาทาน ส่วนการตายของร่างกายเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ต้นตอแห่งทุกข์: ความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากความโง่หรืออวิชชาที่สร้างความรู้สึกว่ามี "ตัวกู" ขึ้นมา แล้วไปยึดถือเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าเป็น "ของกู" ทำให้เกิดความกลัวและความทุกข์ทรมาน ในขณะที่พระอรหันต์ผู้สิ้นตัวกูแล้ว ย่อมไม่ทุกข์ไปกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
กำเนิดของตัวกู: "ตัวกู" ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงมายาที่ปรุงแต่งขึ้นมาจากประสบการณ์ทางอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่อรับรู้รสชาติ "อร่อย" ก็เกิดความยึดถือและปรุงแต่งเป็น "กูอร่อย" ความรู้สึกนี้ถูกหล่อเลี้ยงและสะสมจนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว (Selfishness) ที่นำไปสู่กิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นไฟเผาลนจิตใจ
ปริญญาที่แท้จริง: ในทางธรรม ปริญญาที่แท้จริงไม่ใช่แผ่นกระดาษ แต่คือ ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ และความสิ้นไปแห่งโมหะ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความรู้สึกว่ามีตัวตนได้ตายลงไปแล้ว
หัวใจพุทธศาสนา: พระพุทธเจ้าทรงสอนเพียง 2 เรื่อง คือ "ความทุกข์" และ "ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ซึ่งอธิบายผ่านหลักอิทัปปัจจยตา การดับทุกข์ต้องดับที่เหตุ คือดับที่ความยึดมั่นในตัวตนนั่นเอง

ปริญญาตายก่อนตาย: ความเข้าใจเบื้องต้น
วันนี้ตั้งใจจะพูดเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจกัน หรือไม่เคยฟังก็มี แต่เป็นเรื่องที่ประหยัดได้มาก คือเราไม่ต้องพูดกันมาก ได้รู้เรื่องได้มาก ได้รู้เรื่องได้ง่าย คือเรื่องที่ผมเรียกเอาเองว่า ปริญญาตายก่อนตาย หรือปริญญาของสวนโมกข์ ถ้าจะได้รับปริญญาจากสวนโมกข์ ก็คือปริญญาที่เรียกว่าตายเสียก่อนตาย ถ้าเข้าใจคำนี้นะ ก็คือเข้าใจหัวใจของพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการปฏิบัติด้วย ไม่ใช่ในแง่ของปริยัติ คนเป็นอันมากเขาไม่เข้าใจ ว่าตายก่อนตายนั้นเป็นอย่างไร และบางคนก็ไม่เข้าใจมากจนถึงกับว่ากลัว ไม่กล้าที่จะตายเสียก่อนตาย นั่นน่ะคือคนที่ไม่รู้จักธรรมะหรือหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับคำว่า เกิด ๆ ตาย ๆ ใจความของมันง่ายนิดเดียว คือว่า

"ให้ตัวกู ตัวกู ซึ่งเป็นความรู้สึกว่าตัวกู ยึดถือว่าตัวกูนั่นแหละ ตัวกูซึ่งเป็นเพียงความยึดถือนะหมดไปเสีย ก่อนแต่ที่ร่างกายมันจะตาย"

ร่างกายตามธรรมดานี้มันก็ตาย ใคร ๆ ก็เห็น ถ้าตายตามปรกติก็อยู่กันหลาย 10 ปีแล้วก็ตาย แต่ถ้าพิเศษ อุบัติเหตุมันตายตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ได้ ไอ้นั่นเรียกว่าร่างกายมันตาย ตายส่วนของร่างกาย มันคนละอันกับตายที่เป็นส่วนของตัวกู ตัวกูมันเป็นความคิด ความยึดถือ ความยึดมั่นที่มาจากอวิชชา จนกระทั่งว่ามันเกิดความรู้สึกว่าตัวกูขึ้นมาและอยู่เป็นประจำ และไอ้ตัวกูนี่แหละคือตัวปัญหา ตัวเรื่องทั้งหมด ความทุกข์ทั้งหมด มันตั้งอยู่ที่บนตัวกู รวมอยู่ที่ตัวกู

การตายของร่างกายนั้น จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อไอ้ตัวกูมันโง่ ไปเอามาเป็นความตายของกู ถ้ามันให้เป็นความตายของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ อย่าเอาความตายมาเป็นของกู มันก็ไม่มีความทุกข์หรอก และมันก็ไม่มีความตายเสียด้วย กิริยาที่ร่างกายมันแตกดับ มันเป็นตามธรรมชาติที่มันขาดเหตุขาดปัจจัย นี้ร่างกายมันก็ตาย มันไม่ได้เป็นทุกข์อยู่ที่ความตายนะคุณ คุณฟังดูดี ๆ นะว่าความทุกข์ไม่ได้มันเป็นความทุกข์อยู่ที่ตัวความตาย มันเป็นทุกข์อยู่ที่มันโง่ไปเอาความตายมาเป็นของกู ถ้ามันยังมีความรู้สึกว่า ตัวกู ตัวกู อยู่เพียงไรมันก็ยังโง่อยู่เพียงนั้นแหละ มันต้องถือว่าไอ้ความรู้สึกว่าตัวกู ตัวกูนั้นน่ะ คือ บรมโง่ ก็คือตัวของบรมโง่ แล้วมันก็ไปเอาความตายมาเป็นของกู ก็ได้เป็นทุกข์ ได้กลัวตาย ไม่อยากตายแล้วก็เป็นทุกข์เพราะความตาย ไอ้ตัวกูที่เป็นความโง่นี้มันก็ไปเอามาหมดแหละ

เอาความเกิดมาเป็นของกู ทั้งที่ความเกิดนั้นไม่ใช่ของกู มันเป็นกระแสตามธรรมชาติอิทัปปัจจยตาปรุงแต่ง ความแก่ก็มาเป็นของกู ความเจ็บก็เป็นของกู ซึ่งมันเป็นกระแสอิทัปปัจจยตาตามธรรมชาติปรุงแต่ง ที่จะมีความรู้สึกว่าตัวกูโง่ถึงขนาดนั้นแล้ว ไอ้ตัวกูโง่มันก็ไปเอามาเป็นของกู เอามาเป็นความเกิดของกู ความแก่ของกู ความเจ็บของกู ความตายของกู แล้วมันก็ได้เป็นทุกข์ยังไง นี่ความทุกข์มันเกิดจากการที่โง่ ไปมีตัวกูขึ้นมา แล้วก็ไปเอาอะไร ๆ มาเป็นของกู จึงได้เกิดความทุกข์

ตัวกู: ต้นตอแห่งความทุกข์
ถ้าเป็นพระอรหันต์ ซึ่งหมายความผู้นั้นมันหมดความรู้สึก ว่าตัวกู คือไม่มีตัวกู พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู ท่านก็ไม่เป็นทุกข์สิ ทั้งที่ร่างกายของท่านก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตาย ก็จะต้องตายเหมือนกัน ร่างกายของพระอรหันต์ก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นทุกข์แก่พระอรหันต์ เพราะพระอรหันต์ไม่ได้เอาไอ้แก่เจ็บตายมาเป็นของกู เพราะว่าหมดความรู้สึกว่าตัวกูเสียแล้ว ที่มันหมดความรู้สึกว่าตัวกู ไม่มีตัวกูนั่นแหละคือความเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้นความเกิดแก่เจ็บตายเหล่านี้มันก็เป็นปัญหาเฉพาะแก่ผู้ที่ยังมีตัวกู ถ้าไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกูแล้วความเกิดแก่เจ็บตายมันก็เป็นของธรรมชาติ เป็นของธรรมดา ไม่เป็นความทุกข์แก่จิตใจชนิดนั้น ดังนั้นจึงรวมความได้ว่า

"ที่มันเป็นทุกข์ อะไร ๆ มันเป็นทุกข์ไปเสียหมดนั่นก็เพราะว่า มันมีความโง่ขนาดที่ว่ามีตัวกู"

มีความรู้สึกเป็นตัวกู ไม่มีเรื่องอะไรมันก็เอามาแบกให้มันหนัก ให้มันหนัก เพราะยึดถือแล้วมันก็หนัก แล้วมันก็ยึดถือยิ่งขึ้นไปว่ามันจะไม่เป็นไปตามที่ตัวกูต้องการ ไม่อยากแก่ก็แก่ ไม่อยากเจ็บก็เจ็บ ไม่อยากตายก็ตาย หรือว่าไม่อยากให้อะไรสูญหาย วิบัติ พลัดพรากไป มันก็ยังวิบัติสูญหาย พลัดพรากไป นี่เพราะมันมีตัวกู ถ้ามันยัง อย่ามีความรู้สึกว่าตัวกู ไอ้จิตนี้มันก็เป็นทุกข์ไม่ได้หรอก มันเป็นทุกข์ไม่ได้ ฉะนั้นจิตที่มันโง่ให้มีตัวกูนี่มันจึงมีความทุกข์เป็นเจ้าของเรื่องสำหรับความทุกข์คือเป็นผู้ทุกข์ มันโง่มีตัวกู โง่มาสำหรับเป็นผู้ทุกข์ ถ้าอยากมีความรู้สึกอันนี้ก็ไม่มีความรู้สึกว่ากูผู้เป็นทุกข์ ถ้าไอ้กูนี้มันตายเสียก่อน ก่อนแต่ร่างกายจะตาย มันก็สบายเท่านั้นแหละ นี่ว่าถ้าไอ้ตัวกูมันตายเสียก่อนแล้วก็จะเป็นการดีที่สุด คือจะเหมือนกับพระอรหันต์ ผู้ที่ตัวกูของท่านก็ตายไปแล้ว ไม่มีแล้ว แต่ร่างกายก็ยังเหลืออยู่ เอาก็เหลืออยู่ไปกว่ามันจะตายตามธรรมชาติธรรมดา

ประมาณกันว่า 100 ปีนี้มันก็ต้องตายกันทั้งนั้น ฉะนั้นตายเสียก่อนตาย ตายเสียก่อนตาย ไอ้ตายทีแรกนั้นตายแห่งตัวกู ตายทีหลังนะตายแห่งร่างกาย ให้ตัวกูมันตายเสีย คืออย่ามีความรู้สึกยึดถือว่าตัวกู เสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้แหละ ตั้งแต่ก่อนที่ร่างกายมันจะตาย พอไอ้ตัวกูตายแล้ว ไม่มีแล้ว มันก็ไม่มีตัวกูที่จะอยู่ หรือจะเกิดหรือจะตาย สิ่งทั้งปวงก็เป็นไปตามธรรมชาติ ก็เห็นสิ่งทั้งปวงเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นของธรรมดา มันก็ไม่ยินดียินร้ายอะไร ไม่ทุกข์ ไม่มีความทุกข์ อะไรจะเป็นไปอย่างไร ก็ไม่มีความทุกข์ มันจะเจ็บจะไข้ จะเป็นจะตาย จะถูกเชือดถูกเฉือนถูกด่า ถูกให้มันก็ไม่มีความทุกข์ เพราะมันไม่มีตัวกู ที่จะมารับเอาความทุกข์ เป็นเจ้าทุกข์

นี่ผมอยากจะพูดให้รู้กันเสียบ้าง ก็หลายวันมาแล้ว ควรจะรู้ถึงหัวใจของธรรมะ ของพุทธศาสนาที่พูดไว้อย่างลึก แต่จะสรุปเอามาพูดให้สั้น ๆ ให้มันง่าย ๆ ฟังง่าย ๆ ก็ว่าคือให้ตายเสียก่อนตาย ที่นี้เขาก็ฟังไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าตายคำแรกเป็นตายของอะไร ตายคำหลังเป็นตายของอะไร จึงบอกให้รู้ว่าไอ้ตาย ตายคำแรกตายเสีย นั่นคือตายแห่งตัวกู หมดความรู้สึกยึดถือว่าตัวกู แล้วก่อนตาย ตายนี้คือตายแห่งร่างกาย ให้อุปาทานว่าตัวกูนี้มันหมดไปเสียก่อนแต่ร่างกายตาย อุปาทานนี้หมดไปแล้ว ร่างกายมันยังมีชีวิตเหลืออยู่เท่าไร นั่นน่ะคือผลกำไร คือชีวิตที่ไม่รู้จักเป็นทุกข์เลย เราก็จะมีความอยู่กับนิพพานหรือความไม่มีตัวตนนะ เรื่อย ๆ ไปจนกว่าว่าชีวิตมันจะถึงวาระสุดท้าย มันจะดับมันจะเลิกกัน นี่เรียกว่าตายเสียก่อนตาย คนธรรมดาก็ฟังไม่ออก แล้วก็กลัว เพราะกลัวตาย พอพูดว่าตายทุกคนมันก็กลัวอย่างที่เคยกลัว ขอให้เข้าใจ ถ้าเราดับไอ้ตัวผู้ที่จะเป็นทุกข์นั้นเสีย ตัวกูนั่นแหละ ตัวกูที่มันจะยึดถือว่ามันเกิด มันแก่ มันเจ็บ มันตายมันดับเสียสิ แล้วมันก็ไม่มีใครที่จะเกิด จะแก่ จะเจ็บจะตายหรือจะอยู่ นั่นมันไม่มี แม้แต่อยู่เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มี ตัวตนที่จะอยู่ อย่างนี้เป็นพุทธศาสนา

ความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนากับลัทธิอื่นในเรื่องตัวตน
ถ้ามีตัวตนอยู่หรือเกิด หรือแก่ หรือเจ็บ หรือตาย นั่นเป็นความโง่ เป็นมิจฉาทิฐิ หรือว่าไปเป็นลัทธิอื่นซึ่งมิใช่พุทธศาสนา ลัทธิอื่นเขาถือว่ามีตัวตนที่อยู่ อยู่ประจำจนตลอดชีวิต พอชีวิตดับไอ้ตัวตนนั้นก็ไปหาร่างใหม่ ไปเกิดใหม่ แล้วเป็นอย่างเดียวกันอีก จนกว่าชีวิตมันจะดับ ไอ้ตัวตนนั้นก็ไปหาร่างใหม่ เกิดใหม่ อย่างนี้เรื่อยไป นั้นคือวัฏฏะสงสาร ตามความหมายในศาสนาอื่นซึ่งมิใช่พุทธศาสนา เพราะในพุทธศาสนา จะไม่มีตัวตนเช่นนั้น อย่างคำว่าเกิดนี่มันเกิดแห่งความคิดว่าตัวกูเท่านั้นเอง ไม่ได้มีตัวตนอะไรเป็นผู้เกิด รู้จักแยกให้เด็ดขาดกันออกไปสิ ไอ้ลัทธิหนึ่ง อื่นน่ะลัทธิอื่นน่ะเขาว่ามันมีตัวตน ซึ่งแน่นอนถาวรตายไม่ได้ แล้วมันก็เปลี่ยนเรื่อยไป เปลี่ยนร่างกายเรื่อยไป แต่ไม่รู้เป็นอย่างไรมันก็ยังกลัวตาย ทั้ง ๆ ที่มันถือลัทธิอย่างนั้น ต้องมาปลอบมาโยน หรือมาหลอกกันให้ว่าไม่ตายโว้ย ไม่ตายโว้ย ไม่ได้ตายโว้ย อย่ากลัว แต่ถ้าคนที่ถือลัทธินั้นมันก็ยังกลัวอยู่นี่แหละ

ถ้าเป็นลัทธิพุทธศาสนา มันก็ไม่ได้มีตัวตนอันถาวรอย่างนั้น ความรู้สึกว่าตัวตนเท่านั้นน่ะมันมี และว่าจิตมันรู้สึกอย่างนั้นเสียแล้วมันก็มีตัวตน จิตมันก็กลายเป็นตัวตนไปเสียเอง ปัญหามันจึงอยู่ที่ตัวตน เหมือนที่คุณสวดทำวัตร ทุกวัน ๆ ว่า สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา โดยสรุปแล้วเบญจขันธ์ที่มีอุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ยึดถือในสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นตัวทุกข์ เป็นของหนักขึ้นมา มันยึดถือว่าตัวกู ยึดถือชีวิตว่าตัวกู ยึดถือขันธ์ก็ได้ว่าตัวกู ยึดถืออัตภาพว่าตัวกู มันก็ต้องเป็นทุกข์เพราะยึดถือ เพราะหนัก และเพราะว่ามันไม่เป็นไปตามที่ตัวกูมันต้องการ คนมันมีความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ แล้วมันก็รู้สึกว่าไม่ได้ตามที่ต้องการ หรือยังไม่ได้ตามที่ต้องการ ความรู้ความสึกหิวหรือกระหายสิ่งที่มันต้องการนั้น มันก็มีอยู่ตลอดเวลา บางทีก็ลึกจนไม่รู้สึก แต่มันก็มีอยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็กลัวตาย กลัวจะพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้อยู่ โดยรู้สึกเต็มที่หรือไม่รู้สึกเต็มที่อยู่ตลอดเวลา

เมื่อผมเด็ก ๆ ผมก็อ่านหนังสือ ที่เขาพิมพ์ขึ้นยุคโน้น ในฐานะเป็นหนังสือทางพุทธศาสนา แต่มันผิด มันไม่ใช่พุทธศาสนา คือในหนังสือเล่มนั้น เขามีเขียนว่ามีตัวตน มีตัวตน และตัวตนมันก็สิงอยู่ในร่างนี้ พอมีอะไรมากระทบตา ตัวตนก็ออกมารับรู้ รับสัมผัสทางตา มีอะไรมากระทบหู ไอ้ตัวตนตัวนั้นน่ะ มันจะต้องจะนอนอยู่ที่ศูนย์กลางแห่งใดแห่งหนึ่ง มันก็ออกมารับอารมณ์ทางหู มีกลิ่นทางจมูก มันก็มารับอารมณ์ทางจมูก มีอะไรสัมผัสทางลิ้น มันก็มารับสัมผัสทางลิ้น อะไรมาสัมผัสผิวกายทั่ว ๆไป มันก็มาทำความรู้สึกที่ผิวกายทั่ว ๆ ไป เหมือนกับว่ามันมีตัวตนตัวหนึ่ง ตัวนั้นแหละที่จะทำอย่างนี้อยู่เรื่อยไป สัมผัสแล้วมันก็ปรุงไปตามเรื่องของมันนะ จนได้รัก ได้โกรธ ได้เกลียด ได้กลัว หรือว่าได้พอใจ ได้สนุกสนาน เอร็ดอร่อย หรือนั่งร้องไห้อยู่ ก็แล้วแต่ จนใกล้ถึงวาระสุดท้ายมันก็จะตายเพราะร่างกายนี้ตาย ไอ้ร่างกายนี้ตาย ไอ้ตัวตนมันก็ไปหาที่เกิดใหม่ หนังสือเล่มนี้ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นแล้ว มันคงจะเลิกไปเองแหละ ไม่มีใครพิมพ์ขึ้นมา น่าจะเป็นหนังสือที่ลัทธิอื่นถูกเอามาสอนในฐานะพุทธศาสนาว่ามีตัวตน

ถ้าใครฟังมาอย่างนี้ หรือเคยเล่าเรียนมาอย่างนี้ ก็รู้เสียเถิดว่านั่นไม่ใช่พุทธศาสนาแล้ว ที่จะมีตัวตนมาคอยรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มาอยู่ประจำในร่างกายเรื่อยไป ทำหน้าที่อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าร่างกายแตกก็ไปหาที่เกิดใหม่ แล้วก็ไปทำอย่างเดียวกันอีก ไปทำอย่างเดียวกันอีกไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเขาจะสอนต่อไป เขาก็สอนว่าจนกว่ามันจะรู้ อะไรดี ขนาดไหนก็ไม่รู้นะ จนกว่ามันจะรู้อะไรดี แล้วมันก็จะทิ้งร่างกายนี้ไปอยู่กับไอ้ตัวตนใหญ่ จะเรียกว่า บรมตัวตน หรือจะเรียกว่า มหาพรหม จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ เขาจะเรียกกัน มันเป็นลัทธิ ๆ ไป เมื่อเวียนว่ายในวัฏฏสงสารนานพอควรแล้ว มันก็จะฉลาดขึ้นหรือยังไง มันก็ทิ้งไปอยู่กับไอ้ตัวตนเดิม ตัวตนใหญ่ ตัวตนอัตตาของจักรวาล นั่นแหละเขาว่ามีตัวตนถาวรอย่างนี้ เป็นไปอย่างนี้

แต่ถ้าเป็นพุทธศาสนาแล้วมันก็ไม่มีตัวตนอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีสิ่งที่ควรจะเรียกว่าเป็นตัวตน ส่วนที่เป็นเนื้อหนังร่างกายนี้ก็ไม่ควรเรียกว่าตัวตน ส่วนที่เป็นจิตก็ไม่ควรเรียกว่าตัวตน แม้จะแบ่งส่วนที่เป็นจิตนี้ออกเป็นส่วน ๆ อย่างไร ๆ มันก็ไม่ใช่ตัวตน ที่มันจะรู้สึกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้มันก็ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง จะเรียกว่าวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่ใช่ตัวตน เพราะมันมีหน้าที่อย่างนั้น มันรู้สึกได้อย่างนั้นในระบบของร่างกายนี้ เมื่อกำลังเป็นเวทนา รู้สึกเป็นเวทนาอยู่ก็ไม่ใช่ตัวตน เมื่อกำลังรู้สึกเป็นสัญญาอยู่ก็ไม่ใช่ตัวตน เมื่อกำลังเป็นสังขารอยู่ รู้สึกคิดนึกได้ อย่างดีเลิศวิเศษอย่างไร มันก็ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นอย่างนั้นเองตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง

นี่ถ้าเราเรียนรู้เรื่องขันธ์ 5 ซึ่งควรจะเรียนรู้อย่างยิ่ง ก็จะรู้สึกว่ามันไม่มีขันธ์ไหนที่จะเป็นตัวตน แล้วก็มีขันธ์ 5 ได้แต่มันไม่ใช่ตัวตน เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีตัวตน แต่ความโง่ของจิต คุณสมบัติโง่ของจิตมีอยู่ ทำให้เกิดรู้สึกเป็นตัวตน แต่มันไม่ได้รับคำสั่งสอนว่าตัวตนนี้จะเวียนว่ายตายเกิดเหมือนอย่างที่ว่ามาแล้ว ไม่ถึงนั้นก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้มันรู้สึกว่า ตัวตน ของตน ตัวตน ของตน คำว่าตน ของตนนั้นเป็นเพียงความรู้สึก รู้สึกโง่ ความรู้สึกที่เป็นความโง่ ความรู้สึกที่เป็นมายา แต่แล้วมันมีอำนาจ มันมีอำนาจเด็ดขาด มันไม่ให้ความรู้สึกแก่ ความรู้สึกที่เป็นปัญญา หรือเป็นวิชชาที่ถูกต้อง เราจึงมีความรู้สึกว่าตัวตน คือ ความโง่ นี้อยู่เป็นเจ้าเรือน เป็นประจำเรื่อยไป ๆ จนกว่าจะได้ศึกษา จนกว่าจะได้ปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนาแล้วรู้ว่า อ้าว,มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นเพียงธรรมชาติอย่างนั้นเอง ตอนนี้มันหมดความรู้สึกว่าตัวตนคือตาย

ตัวตนมันตาย ตายก่อนแต่ร่างกายได้ยาวเท่าไหร่มันก็มีกำไรมากเท่านั้น ก็จะได้เสวยความสุข ชีวิตจะเป็นความสุขยืดยาว

นี่เดี๋ยวนี้เราก็โง่จนตาย มีตัวตนไปจนตาย จนดับจิตอันสุดท้ายเข้าโลง มันก็ยังมีตัวตน มันก็เลยไม่มีระยะเวลาที่ว่างจากตัวตน คือตัวตนมันไม่ได้ตาย มันอยู่ไปด้วยกันกับกาย พอกายแตกดับรู้สึกอะไรไม่ได้ ก็เป็นอันว่าปิดฉากเลิกกัน พูดอะไรไม่ได้ก็ไม่พูด แต่มันอาจจะได้รับการสั่งสอนว่ามีตัวตนไปเกิดกันอีกก็เอา มันก็ได้เหมือนกัน หรือมันบังเอิญที่สุดที่คนนั้นมันจะคิดนึกเอาเองว่ากูไม่ตาย กูจะไปเกิดอีก ก็ได้เหมือนกันแหละ แต่แล้วไปเกิดอีกมันก็เป็นอย่างเดียวกันอีก มันไปเป็นตนที่โง่ มีอะไรเป็นของตนแล้วเป็นทุกข์ เป็นหนัก เป็นความทุกข์ เป็นชีวิตที่เป็นทุกข์ ไม่เยือกเย็น ไอ้ตัวตนนั้นเป็นเหตุให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะมันเห็นแก่ตน มันก็ร้อน เมื่อร้อนก็ไม่เป็นนิพพาน เพราะคำว่านิพพานแปลว่าเย็น

กำเนิดแห่งมายา: ตัวตนก่อตัวขึ้นได้อย่างไร
ที่นี้ที่พูดว่าไอ้ตัวตนนี้ไม่ได้มีตัวจริง เป็นเพียงความโง่ที่ค่อยสะสมขึ้นมาในสันดานในจิตน่ะหมายความว่าอย่างไร คือเราไม่ถือว่ามันมีตัวตนอะไรที่ไหนมา มันเป็นธรรมชาติ ที่ประกอบกันอยู่ด้วยธาตุทั้ง 6 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ มันประชุมคุมกันเข้าตามธรรมชาติ ของธรรมชาติ เกิดเป็นร่างกาย เกิดเป็นจิตใจที่รวมกัน รู้สึกคิดนึกอะไรได้ นี่มันเป็นไปได้ตามธรรมชาติ เรียกว่ามันมีกฏเกณฑ์อันหนึ่ง เฉียบขาดที่สุด สูงสุดที่สุด คือ กฎแห่งอิทัปปัจจยตา

อิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นนั่นแหละ คือมันไม่ยอมให้อยู่นิ่ง หรือหยุดอยู่เที่ยง อย่างเที่ยงแท้อะไรได้ มันบังคับให้มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง เพราะมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม นี่มันก็ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไป เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นต้นไม้ เป็นอะไรก็ตาม หรือว่ามันมีเหตุปัจจัย ที่ปรุงแต่งให้มันเกิดเป็นธาตุดินขึ้นมา ให้มันเกิดเป็นธาตุน้ำขึ้นมา ธาตุไฟขึ้นมา ธาตุอะไรก็ตาม ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา ซึ่งพุทธศาสนาถือว่ามันไม่มีอะไรนอกจากธาตุ ตามธรรมชาติ ในบทปัจจเวกที่เราบทสวดกันทุกวัน สิ่งที่ถูกบริโภคก็ดี ผู้บริโภคก็ดี เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยอยู่เนืองนิตย์ นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่ตัวตน

ทีนี้อยากให้ดูเจาะจงลงไปว่า ตัวตนนั้นเป็นมายา เป็นสักว่ามายา สักว่าความคิดโง่ ๆ แล้วก็ยึดถือโง่ ๆ อย่างไร คือดูกันตั้งแต่ว่า ทารกมันเกิดอยู่ในครรภ์แม่ มันคิดนึกอะไรเองไม่ได้ มันจะคิดว่าตัวตน หรือว่าไม่ใช่ตัวตนไม่ได้ทั้งนั้นแหละ มันคิดไม่ได้ มันไม่มีเหตุปัจจัยพอที่จะคิด ทีนี้พอมันเกิดมาจากท้องแม่ตามธรรมชาติของสัตว์ทั่วไป มันออกมาจากท้องแม่ แล้วก็มันมีการเป็นไป ตามที่ว่าไอ้สัตว์ที่มันเกิดจากท้องแม่มันจะเป็นไปอย่างไร คุณไปนั่งดูลูกหมา ลูกแมว ลูกไก่ ลูกอะไรก็ตาม มันก็มาตามธรรมชาติของมัน คือ มันจะต้องได้กินอาหาร ลูกไก่นี่พอเดินได้ ก็จิกอาหารเป็นกินได้ ลูกหมาลูกแมวก็เหมือนกัน ไอ้ลูกคนนี่ยังได้เปรียบ เพราะว่าออกมาจากท้องแม่ ก็ได้รับการประคบประหงม ตามธรรมเนียมที่เขาจะทำกัน

ไอ้คนที่เขารับเด็กเพิ่งคลอดมานี่ เขาก็ให้มันกินน้ำ ให้มันกินอะไรตามแบบของเขาที่ให้มันกินนั่นแหละ จนกระทั่งให้มันกินนมแหละ ตอนนี้มันคิดนึกอะไรไม่ได้ มันยังคิดนึกอะไรไม่ได้ เพราะว่ามัน มันยังใหม่เกินไป มันไม่รู้สึกว่าอร่อย หรือไม่อร่อย จนกว่ามันจะโตขึ้นมาพอสมควร โตขึ้นมาได้สักอาทิตย์ หรือว่า 4-5 วันอะไรก็ตามนี่ จนกว่าเด็กซึ่งมีระบบประสาทเจริญถึงที่สุดแล้วนั่นมันจะรู้สึกว่าอร่อย อันแรกก็คือว่าอร่อย นมแม่นั้นน่ะมันอร่อย หรือว่ามันอร่อยตามประสาเด็กทารกนั่นแหละ ถ้าไม่ให้กิน มันก็หิว มันก็ร้อง แล้วเขาก็ให้กินอะไรมากขึ้นไป จนอร่อยมากกว่านมแม่ นี่เรียกว่าทางอร่อยทางลิ้น มันมีความอร่อย แล้วมันก็ยึดถือรู้สึก สัญญา มีสัญญาว่าอร่อย มีความยึดถือว่าความอร่อย แล้วมันก็รู้สึกขึ้นมาได้เองว่าฉันอร่อย ความรู้สึกว่ากูอร่อยมันเกิดขึ้นมาได้เอง

ที่นี้เขาก็แวดล้อมเด็กทารกนี้ด้วย รูปที่สวย รูปที่สวย เช่นอะไรเอามาแขวนให้ดูสวย ๆ รอบเปล นั้นหรือว่าเอาบทกล่อมเด็กมากล่อม กล่อมให้มันไพเราะทางหู หรือว่าจะเอากลิ่นหอม หรือการประคบประหงมนิ่มนวล อุ้มแนบไว้กับอกอันอุ่น แล้วเขาก็พยายามทำให้ถูกอกถูกใจทุกอย่าง ไอ้เด็ก ๆ เขาก็จะเกิด ไอ้เด็กทารกเล็ก ๆ นั่นมันก็จะเกิดความรู้สึก ซึ่งรู้จักแยก เป็นสวยงาม ไม่สวยงาม อร่อย ไม่อร่อย ไพเราะ ไม่ไพเราะ หอมหรือเหม็น นิ่มนวลหรือแข็งกระด้าง แล้วมันก็จะชอบฝ่ายที่ถูกกับความรู้สึก คือสวยงาม ไพเราะ หอมหวน นิ่มนวล มันก็ไม่ชอบกระด้างแล้วคิดดูเถอะ มันชอบนอนในที่ที่มันนิ่มนวล ไม่ชอบกระด้าง ถ้าไปวางที่มันส่วนที่กระด้าง มันก็ร้องไห้ หมายความมันรู้จักแยกแล้ว ว่าเป็นอร่อย หรือไม่อร่อย แล้วมันก็อยาก หรือมันชินที่มันจะอร่อยแล้วมันก็อยากที่จะอร่อย เพราะมีความอร่อยเท่านั้นแหละ มันก็ปรุงไอ้ความรู้สึก ว่าตัวกูผู้อร่อย

มายาของตัวกู
ตรงนี้มันก็ขัด Logic ธรรมดาอยู่สักหน่อย ที่ว่าตัวผู้อร่อยมาทีหลังความอร่อย ถ้าคุณถือหลักธรรมดา มันต้องมีตัวผู้อร่อยเสียก่อนสิ มันจึงจะรู้ว่ามีความอร่อย แต่เดี๋ยวนี้ธรรมชาติแท้ ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น จิตของสัตว์นั้นมันรู้สึกว่าอร่อย หรือไม่อร่อย ก็ตามเป็นไปถึงที่สุดแล้ว มันก็จะเกิดความรู้สึกว่ากูไม่อร่อย กูอร่อย หรือกูไม่อร่อย

ความต้องการ ความต้องการในของสวย ของงาม ของหอม ของอร่อยเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงจะเกิดความรู้สึกว่า กูต้องการ นี่คือความที่ว่าไอ้ตัวกูมันเป็นมายาอย่างยิ่ง เพิ่งคลอดออกมาจากไอ้ความรู้สึกอร่อยหรือรู้สึกต้องการเป็นต้น นั้นเป็นไปโดยธรรมชาติแท้ ๆ ไม่มีผีสางเทวดา ตัวตนอะไรที่ไหนกัน ธรรมชาติมันจะทำให้เกิดอย่างนั้น ธรรมชาติทำให้เด็กทารกรู้จักอร่อย รู้จักต้องการ เข้มข้นเข้าก็ปรุงขึ้นมาเป็นความรู้สึกว่ากูต้องการ กูได้ กูเสีย กูไม่ได้ หรือกูเสียหายนี่

และภาษาพูดที่เด็กได้รับอบรมสั่งสอนทีแรก มันก็เรื่องตัวกู เรื่องของกูทั้งนั้นแหละ จะเป็นมารดาเอง หรือคนเลี้ยงหรือใครก็ตาม แขกเหรื่อไปมา มันก็จะพูดแต่ว่าของหนู ของหนู ของหนู ให้หนู ของหนู ไอ้เด็กทารกมันค่อย ๆ มีความรู้สึกเรื่องตัวกู เรื่องของกูขึ้นเรื่อยไป จนมันรู้สึกเต็มที่ว่าตัวกู ว่าชีวิตของกู บ้านเรือนของกู พ่อของกู แม่ของกู พี่ของกู ตุ๊กตาของกู อะไรก็ของกูนี่ นี่ถ้ามาถึงขนาดนี้แล้วก็หมายความว่า ไอ้ตัวกูนั้นสมบูรณ์ มันจะมีอายุกี่เดือนหรือกี่ขวบก็สุดแท้แต่ แต่ถ้ามันมีความรู้สึกถึงขนาดนี้แล้ว เรียกว่าไอ้ตัวกูหรือตัวตนนั้นน่ะมันสมบูรณ์ ตั้งรากฐานอยู่ในจิต ในสันดานของทารกนั้นแล้ว นั่นน่ะคือตัวปัญหา ทั้งที่มันเพิ่งเกิดหยก ๆ แล้วมันก็จะต้องการตามที่มันชอบนะ ความสวยงาม ความเอร็ดอร่อย ความหอมหวลนิ่มนวล อะไรก็ตาม เมื่อไม่ได้ตามต้องการมันก็โกรธแหละ ถ้าได้ตามต้องการมันก็หลงใหลยินดี ไอ้ความยินดี ยินร้ายนี่มันก็หล่อเลี้ยงไอ้ตัวกูของทารกนั้นให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนมีความเห็นแก่ตัวกูที่สมบูรณ์ ตัวกูเฉยๆ มันก็กลายเป็นความเห็นแก่ตัวกู

นี่ไปสังเกตดู มันไม่ได้ต้องคำนวณ หรือว่าใช้เหตุผลอะไรกันนัก ไปดูจากความรู้สึกของตนเอง ทีแรกมันมีความรู้สึกว่าตัวกู ตัวกู ซึ่งจะเป็นผู้กิน ผู้อิ่ม ผู้อร่อย ผู้สนุกสนาน แล้วความรู้สึกว่าตัวกู ตัวกู นี้มันจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัวกู ความเห็นแก่ตัวกู อีโก้ หรือ เอโก้ (ego) มันมีความหมายว่าเป็นตัวตน หรือเป็นตัวกู แต่ทีนี้มันมาเป็นไอ้เซลฟิช (selfish) อีโก้ มันกลายเป็น เซลฟ์ (self) มันเป็น เซลฟิช (selfish) เห็นแก่ตัวกู เซลฟิชเนส (selfishness) ความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวกู

นี่ตอนนี้มันเจริญมากแล้วเป็นความเห็นแก่ตัวกู เมื่อได้ตามที่ตัวกูต้องการ มันก็ยินดี เกิดราคะ เกิดโลภะ เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ มันก็เกิดโทสะ เกิดโกธะ เมื่อมันไม่รู้ว่าอะไร แต่มันยังหลงใหลว่าจะมีประโยชน์อยู่ มันก็หลงใหลอยู่นั่นแหละ นั่นแหละความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็เจริญขึ้นมา เจริญขึ้นมา เป็นไฟทั้งนั้นแหละ ไอ้ความโลภนั่นแหละ เมื่อไม่ได้ตามต้องการ มันก็หิว มันก็เป็นไฟ เมื่อได้มาตามต้องการ มันก็หลงรัก มันก็เป็นไฟ ความหลงรักมันก็เป็นไฟ ไอ้ความโกรธนะไม่ต้องพูดแล้ว มันเป็นไฟ ไอ้ความหลงนี่มันก็ทรมานใจ มันก็เป็นไฟ นั้นมันก็ร่ำรวยกันอยู่แต่ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็เป็นไฟ ต่อเมื่อไม่มีไฟเหล่านี้ มันจึงจะเย็นเป็นนิพพาน เมื่อไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ นั่นจึงจะเย็นเป็นนิพพาน

ปริญญาที่แท้จริงในพุทธศาสนา
ความว่างหรือความไม่มีราคะ โทสะ โมหะนี่ ในพระบาลีพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า ปริญญา ปริญญา 3 เป็นปริญญามีอยู่ 3 คืออะไร 3 คือความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ นี่คือปริญญา 3 คำว่าปริญญา ปริญญาของเดิมในพระบาลีมีอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวนี้เขายืมคำนี้มาใช้ เป็นชื่อของแผ่นกระดาษที่แจกให้เมื่อสอบไล่ได้ เรียกว่าปริญญาในมหาวิทยาลัย ทั้งที่คนเหล่านั้นยังเต็มปรี่ ด้วยราคะ โทสะ โมหะ แล้วก็ได้รับกระดาษปริญญาไปว่าเป็นปริญญานั้น ปริญญานี้ ดูเถอะว่ามันเป็นปริญญาอะไรกัน เป็นปริญญาโง่ หรือเป็นปริญญาฉลาด ที่อยากจะย้อนกลับไปหาคำว่าไม่มีตัวกู คำว่าไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะนั่นนะ มันต้องสิ้นความเห็นแก่ตนนะ ถ้าสิ้นความเห็นแก่ตน มันต้องสิ้นความรู้สึกว่ามีตัวตนนะ ดังนั้นไอ้ตัวตนมันหมดแล้ว มันตายแล้ว ไอ้ตัวตนมันหมดแล้ว มันตายแล้ว มันจึงเป็นปริญญาที่สมบูรณ์ ความไม่มีตัวตนนะเป็นปริญญาสมบูรณ์ เราเรียกปริญญาตายก่อนตาย ไอ้ตัวตนหรือตัวกูตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย ก็ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ นั้นเป็นปริญญาแท้จริง

ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า ปริญญาแท้จริง สิ้นไฟแห่งราคะ สิ้นไฟแห่งโทสะ สิ้นไฟแห่งโมหะ

นี้ลองไปเทียบดูว่าไอ้ตัวตนนั้น มันเหนี่ยวแน่น หนักสักเท่าไร มันตั้งต้นตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เพิ่งออกมาจากท้องแม่ พอรู้รสรู้อะไรได้ มันก็เริ่มมีตัวตน ตัวตน ตัวตน ตัวตน โตขึ้น ๆ เหนียวแน่นขึ้น ๆ จนมาเป็นเดี๋ยวนี้ อย่างนี้ ซึ่งมันมากเข้าแล้ว มันควรจะเรียกว่าตัวกู ของกูมากกว่า สิ่งนี้มันสะสมมากขึ้น สะสมมากขึ้น สิ่งที่เรียกว่าตัวกู ของกู มันเพิ่มมากขึ้น เพิ่มมากขึ้น เป็นเงาตามตัว ที่ไอ้เด็กทารกมันโตขึ้นมา ทุกวัน ทุกวัน เรียกเต็มที่ หรือเรียกชื่อของมันอย่างเต็มที่ เขาเรียกว่า อหังการะ มะมังการะ มานานุสัย ชื่อยาวเฟื้อยเลย อหังการะ มะมังการะ มานานุสัย อนุสัยคือตามนั่นแหละ คือ สะสม สะสม มานะ คือความสำคัญมั่นหมาย อหังการะว่าตัวกู มะมังการะว่าของกู สะสมความเคยชินแห่งความยึดถือว่าตัวกู ว่าของกู นั้นเรามีมาตลอดเวลา ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เริ่มรู้ รู้เรื่องรู้รสของความอร่อย ไม่อร่อย

เดี๋ยวนี้ อายุกี่สิบปีแล้วคิดดู มันสะสมไว้ได้อย่างความเหนียวแน่นเท่าไร อหังการะ มะมังการะ มานานุสัย ความเคยชินอย่างนี้ ความเคยชินต่อการสำคัญมั่นหมาย ว่าตัวกูของกูนี่ มันเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น จนบัดนี้ มันเพิ่งมี มันไม่ใช่มีมาแต่ในท้อง หรือมีมาแต่ชาติก่อน ใครจะว่ามีมาแต่ชาติก่อนก็ตามใจเขา เราบอกว่าตามหลักพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่ามีมาแต่ชาติก่อน มันเป็นเหตุ เป็นปัจจัยตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา มีขึ้นมา มีขึ้นมา มีขึ้นมา จนยากที่จะถอนได้ ยากที่จะบรรเทาได้ ยากที่จะลดลงได้ เราก็มีความรู้สึก ตัวตน ของตน คือตัวกู หรือของกู เมื่อมันเดือดจัด ต้องเป็นตัวกูของกู เมื่อมันยังธรรมดาก็เรียกตัวตนของตน นี่คือสิ่งที่จะต้องตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย ก็เลยเรียกว่าตายก่อนตาย

ตายก่อนตาย ให้ตัวตนตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย คนนั้นจะได้อยู่กับพระนิพพานตลอดชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ชีวิตที่ตัวกูตายหมดแล้ว เหลืออยู่แต่ชีวิตที่ปราศจากไอ้อุปาทานว่าตัวกู ก็เย็น เป็นชีวิตเย็น อยู่กับนิพพาน ไปจนกว่าร่างกายมันจะแตกดับ แล้วก็พอกันที ปัญหามันหมดแล้ว

ปัญหามันมีอยู่ที่ว่า มันมีความรู้สึกที่เป็นทุกข์เท่านั้นแหละ เราไม่ต้องการคิดให้มันมากเรื่อง มันจะโง่หนักขึ้นไปอีก สนใจแต่ปัญหาคือความทุกข์ที่มันมีอยู่จริง แล้วทำให้มันหมดไปเสีย ผมก็ควรจะถือว่าจบเรื่อง คิดมากไปกว่านั้นก็คือคนสมัครโง่ สมัครจะสร้างเรื่องขึ้นมาให้ไม่รู้จักสิ้นสุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "แต่ก่อนนี้ก็ดี หรือเดี๋ยวนี้ก็ดี ฉันบัญญัติแต่เรื่องความทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์เท่านั้น" คือท่านจะพูด จะสอน จะเกี่ยวข้องด้วยแต่เรื่องความทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์เท่านั้น เรื่องอื่นไม่พูดให้เสียเวลา เช่นเรื่องว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด อันที่เรียกว่าไอ้ทิฐิทั้งหลาย ไม่ต้องพูด ไม่ต้องพูด เอาแต่เพียงว่ามันไม่เป็นทุกข์ มันก็พอแล้ว อย่างอื่น เขาจะถืออย่างอื่น จะเชื่ออย่างอื่น ก็ตามแต่ใจเขา เราต้องการแต่เพียงว่าไม่มีความทุกข์ มันก็พอแล้ว เรียกว่าดับทุกข์สิ้นเชิงมันก็พอแล้ว มันมีชีวิตเย็นไปกว่าร่างกายจะแตกดับมันก็พอแล้ว

พุทธศาสนาสอนอะไร: ความทุกข์และความดับทุกข์
ดังนั้นท่านจึงสอนเฉพาะเรื่อง 2 เรื่อง ว่าความทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร กับความทุกข์จะดับลงไปอย่างไร 2 เรื่องนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท หรือที่เรียกให้มันกว้างขวางที่สุดก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตา แต่ในพระบาลี พระพุทธองค์ จะตรัสไอ้ 2 คำนี้ ควบ ๆ กันบ่อย ๆ ว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท คือ ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเกิดขึ้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงเกิดขึ้น เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงเกิดขึ้น อย่างที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ที่เราสวดกันอยู่ ก็อย่างนี้ อย่างนี้แหละเกิดขึ้น แล้วทุกข์จึงเกิดขึ้น

ทีนี้อีกทางหนึ่งตรงกันข้าม สวนทางกลับเพราะอวิชชาดับ สังขารก็ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณก็ดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปก็ดับ เพราะนามรูปดับ อาสนะก็ดับ ดับ ดับ จนทุกข์ดับ จึงมี 2 เรื่องเท่านั้น ความทุกข์เกิดขึ้นโดยกฏอิทัปปัจจยตา ความทุกข์ดับลงโดยกฎอิทัปปัจจยตา 2 เรื่องนี้เท่านั้นที่พระองค์ตรัสว่าฉันบัญญัติ คือเรื่องเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ และเรื่องดับลงแห่งความทุกข์

ขอให้เข้าใจแจ่มแจ้งประจักษ์ ไม่หลงไม่วนอะไร เกี่ยวว่าพุทธศาสนานี้สอนเรื่องอะไร ไม่ไปเสียเวลา ไปตั้งปัญหาชนิดที่มันไม่ใช่พุทธศาสนา เรื่องเกิดไม่เกิด เรื่องอะไรไปเกิดนี่มันไม่สำคัญนี่ มันสำคัญอยู่ที่ว่าเดี๋ยวนี้มันมีความทุกข์ แล้วจะดับมันอย่างไรนี่

ถ้ามันไม่ได้เกิดมาและมันไม่มีความทุกข์ แล้วมันไม่ต้องพูดกันนี่ ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องพูดกัน เดี๋ยวนี้มันเกิดมาแล้ว แล้วมันมีความทุกข์ทรมานอยู่ ก็ต้องดับมันเสีย มันมีเท่านั้นเอง นั้นถ้าจะไปเกิดอีกมันก็อย่างนี้อีก ก็มีปัญหาเดิมนั่นแหละติดเรื่อยไป ถ้ามันจะไปเกิดอีก นี่ถ้าว่าดับทุกข์เสียเสร็จเมื่อไรมันก็เรื่องว่าจบที่นั่น ถ้าพวกนั้นมันจะถือตายแล้วไปเกิดอีก ก็ไปเกิดอีก ก็ดับทุกข์ที่นี่ได้เสียตายไป ไปเกิดใหม่มันก็ดับทุกข์ได้อีกแหละ ถ้ามีความรู้พอที่จะดับทุกข์ที่นี่แล้ว ตายไปเกิดใหม่มันก็ดับทุกข์ได้ ถ้ามันมีอย่างนั้นจริง

เดี๋ยวนี้เราไม่บ้ามากถึงขนาดนั้น คือไม่บ้าพูดว่า ไอ้คนนี้มันตายแล้วมันไปเกิดอีก ตายแล้วมันไปเกิดอีก คำว่าความเกิดในพุทธศาสนานี้เป็นเฉพาะกรณี เฉพาะกรณี เกิดตัวกูเมื่อไร เกิดความรู้สึกในใจว่าตัวกูเมื่อไรเมื่อนั้นแหละมันเกิด อย่างนั้นมันเกิดได้วันละหลาย 10 ครั้ง หลาย 100 ครั้งก็ได้ กว่าจะตายมันเกิดเป็น 10,000 ครั้ง 1,000 ครั้ง 1,000 ครั้ง 10,000 ครั้งก็ได้กว่ามันจะตาย มันเกิดทุกที มันก็เป็นปัญหาของการเกิดทีนั้น ก็ดับมันเสียให้ได้ทุกทีที่มันเกิด ชาตินั้นมันไม่ใช่ของตัวตน ตามหลักพุทธศาสนาสิ่งที่เรียกว่าชาติ หรือความเกิดนั้นมันไม่ใช่ของตัวตน มันแต่เพียงของการปรุงแต่งตามกฏอิทัปปัจจยตา

คุณฟังเรื่องนี้ให้เข้าใจว่า พุทธศาสนาถือว่าเกิดนะ เกิดเป็นคน เกิดเป็นอะไรนะ มันจะเกิดต่อเมื่อมันมีความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู เด็กคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว ภาษาชาวบ้านเขาก็พูดว่าเด็กคนนั้นเกิดแล้วใช่มั้ย เมื่อเด็กมันคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว ทุกคนก็จะถือว่าเด็กคนนั้นเกิดมาแล้ว นั่นมันภาษาคนโง่ เป็นภาษาโลก ภาษาชาวบ้าน เป็นโลกียโวหาร เพราะว่าภาษาของธรรมะ ของสัจจะนั้นมันต่อเมื่อเด็กคนนั้นเกิดความรู้สึกว่าตัวกูโน่น จึงจะเป็นความเกิดที่สมบูรณ์ เด็กคนนี้เกิดออกมาจากท้องแม่แล้ว มันก็เกิดแต่ร่างกายเท่านั้นแหละ เกิดแต่ร่างกาย ความคิดว่าตัวกูยังไม่เกิด เด็กนั้นอยู่มา อยู่มา อายุ 4 วัน 5 วัน สัปดาห์ 2 สัปดาห์นี้มันไม่แน่หรอก จนกว่าเมื่อไหร่เด็กคนนั้นมันมีความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกูได้เมื่อนั้นน่ะเรียกว่ามันเกิด จึงจะเรียกเมื่อนั้นมันเกิดมาแล้วโดยสมบูรณ์ คือเกิดแล้วทั้งโดยร่างกาย เกิดแล้วทั้งโดยระบบจิต เกิดแล้วทั้งโดยระบบสติปัญญา หรือทิฐิ

เดี๋ยวนี้เขามีคำพูดที่เข้าใจกันได้ง่ายว่า ระบบฟิสิกส์ (Physics) ฟิสิคัล (Physical) ระบบ จิ เมนตัล (Mental) ระบบทิฐิ ความคิดเห็นเรียกว่า สปิริตชวล (Spiritual) เกิดโดยร่างกาย โดยฟิสิกส์นี้ยังไม่สมบูรณ์ มันต้องเกิดโดยจิต จิตทำอะไรได้ จึงสมบูรณ์ขึ้นมาครึ่งหนึ่ง แล้วมันเกิดโดยความคิดเห็น สำคัญมั่นหมายว่าตัวกู ว่าของกู โดยสมบูรณ์ นี้คือสมบูรณ์แท้ เกิดในระดับฟิสิกัลป์ เกิดในระดับเมนตัล เกิดในระดับสปิริตชวล จึงจะเรียกว่าเกิดโดยสมบูรณ์ ฉะนั้นเด็กเกิดมาหรือคนเกิดมาจากท้องแม่ เป็นเพียงเกิดทางเปลือก เกิดโดยเปลือก เกิดโดยร่างกาย จนกว่าระบบจิตจะทำงาน จึงเกิดโดยระบบจิต นี้ระบบวิญญาณ ระบบไอ้ทิฐิ ความคิดนึกสติปัญญาสมบูรณ์นี้จึงเรียกว่าเกิดในระบบสปิริตชวล นั่นแหละสมบูรณ์ อย่าถือว่าพอคลอดออกมาจากท้องแม่ ร้องแว้แล้วมันก็จะเป็นการเกิดที่สมบูรณ์ นั้นมันภาษาชาวบ้านพูด เป็นโลกียโวหาร ภาษาชาวบ้านพูด มันรู้เพียงแค่นั้น มันก็พูดได้เพียงแค่นั้น แต่ถ้าตามหลักของธรรมมะแล้ว มันจะต้องมากกว่านั้นแหละ คือสมบูรณ์ต่อเมื่อมันมีความรู้สึกว่าตัวกู มีตัวกู

ดังนั้นกระแสปฏิจจสมุปบาทได้ตั้งต้นขึ้นแล้วแม้เด็กนั้นยังเล็กอยู่ มันกระทบทางอายตนะ แล้วมันเกิดวิญญาณทางอายตนะ เกิดผัสสะทางอายตนะ แล้วเกิดเวทนา แล้วมันก็เกิดตัณหาตามสมควรแก่เวทนา เกิดอุปาทานว่าตัวกูผู้เสวยเวทนานั่นแหละ นั่นแหละคือจุดสมบูรณ์ของไอ้การเกิด ว่าเป็นตัวตน เป็นอุปาทาน แล้วก็เป็นภพ เป็นชาติ ชาติโดยสมบูรณ์ นี่ชาติโดยสมบูรณ์มันมาถึงนี่ มันต้องมาถึงนี่ คือให้มันโง่ถึงที่สุด มันจะได้ยึดเอาว่า ความเกิดของกู ความแก่ของกู ความเจ็บของกู ความตายของกู ตอนนี้แหละ ความเกิดมันถึงที่สุด นี่ควรรู้ไว้ด้วยว่าพุทธศาสนา ตามหลักพุทธศาสนาที่ว่า คนเกิด คนเกิดนั้นไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ นั้นมันยังเกิดแต่เปลือก มันไม่ฟักเป็นตัวก่อน จนกว่ามันจะมีความรู้สึกว่าตัวกู ของกู อัตตาหรืออัตนียา โดยสมบูรณ์น่ะ จึงจะเรียกว่ามันเกิด

อัตตาแปลว่าตัวตน อัตนียาแปลว่าของตน

อัตตาแปลว่าตัวตน อัตนียา แปลว่าเนื่องด้วยตนคือของตน ที่จริงมันไม่ได้มีตัวตนแหละ ไม่ได้มีของตน แต่จิตมันโง่ ปรุงขึ้นมาด้วยความโง่ ตามแบบของธรรมชาติแห่งความโง่ มันก็มีความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตน นี่คือเป็นปัญหาของมนุษย์ ที่โง่ มนุษย์ปุถุชน ต้องเป็นทุกข์ เพราะเหตุนี้ จนกว่าเขาจะละไอ้ทิฐิ ความคิด ความรู้อันโง่ ๆ นี้เสียได้ ไม่มีว่าตัวตน ไม่มีว่าของตน นั่นแหละเป็นพระอริยะเจ้า จะเป็นปุถุชนโง่ ๆ นี้ไปเรื่อย ๆ ทนทุกข์ไปเรื่อย ๆ ทนทุกข์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเป็นผู้รู้ แล้วก็เปลี่ยนสภาพเป็นพระอริยะเจ้า

วัฏฏะสงสารในพุทธศาสนาและบทสรุป
ทีนี้วัฏฏะสงสารในพุทธศาสนานะหมายความว่า พอมันโง่ คือมีกิเลสนั่นแหละ พอมันมีกิเลส มาจากความเห็นแก่ตน มีตัวตน มีความเห็นแก่ตนแล้วมันเกิดกิเลส โลภะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี แล้วมันก็ทำตามอำนาจของกิเลส เรียกว่ากรรม มีกิเลสเป็นเหตุให้กระทำ การกระทำนั้นจะเรียกว่ากรรม ครั้นมีกรรมแล้วมันก็มีผลกรรมเรียกว่าวิบาก เสวยวิบากแล้วมันก็หล่อเลี้ยงกิเลสใหม่ ปรุงแต่งกิเลสในกรณีอื่น ในกรณีแปลกออกไป ครั้นมันก็มีกิเลสที่แปลกออกไป มันก็ทำกรรมใหม่ ได้รับผลกรรมอีก หล่อเลี้ยงไปปรุงกิเลสใหม่ ทำกรรมใหม่ รับผลกรรมใหม่ เวียนอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องเข้าโลง ไม่ต้องเข้าโลงเลย

แล้วในวันหนึ่ง วันหนึ่ง อาจจะมีหลาย หลายรอบของวัฏฏะสงสาร ไม่เหมือนไอ้คำสอน ไอ้พวกอื่นที่ว่ามันตายแล้ว มันเข้าโลง แล้วมันไปเกิด ตายแล้ว มันเข้าโลง แล้วมันไปเกิด เวียนว่ายอย่างนั้นเป็นวัฏฏะสงสาร นั้นมันยาวมากเกินไป สมกับความโง่ที่มันทำให้ยาว มันที่นี่และเดี๋ยวนี้มันอาจจะวินาที 2 วินาที 5 นาทีก็ได้ มีกิเลส มีกรรม แล้วมีวิบาก มีกิเลสให้ทำมโนกรรม พอทำมโนกรรมเสร็จ มันก็ได้รับวิบากของมโนกรรม เป็นความเดือดร้อนใจอะไรอยู่ ก็เป็นวัฏฏะสงสาร 1 รอบแล้ว ก็อาจจะกินเวลาเพียง 2-3 นาทีก็ได้ นี่วัฏฏะสงสารในพุทธศาสนา ไม่ใช่วัฏฏะสงสารของพวกอื่นลัทธิอื่นที่มีอยู่ก่อนพุทธศาสนา แล้วมาสอนกันให้เป็นเรื่องของพุทธศาสนาไป

ใครทำผิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เอาเรื่องของพวกอื่นมาสอนให้เป็นพุทธศาสนาแล้วก็เชื่อกันอย่างนี้อยู่โดยมาก การเวียนเข้าจากโลง ออกจากโลง เข้าจากโลงออกจากโลง เป็นวัฏฏะสงสาร มันไม่ต้องอย่างนั้น มันไม่ทันเข้าโลงหรอก มันเป็นวัฏฏะสงสารได้ วันหนึ่งหลายครั้งก็ได้ หลายรอบก็ได้ นี่คือตัวตนที่โง่ เห็นแก่ตน แล้วเกิดกิเลส แล้วก็ทำกรรมไปตามอำนาจของกิเลส แล้วก็ได้รับผลกรรม แล้วก็วกกลับไปหล่อเลี้ยงกิเลสอีก แล้วก็ทำกรรมอีก รับผลกรรมอีก หล่อเลี้ยงกิเลสอีก ทำกรรมอีก รับผลกรรมอีก นี่คือวัฏฏะสงสารที่แท้จริง ที่รู้สึกได้กับจิตใจ แบบ สันทิฏฐิโก ถ้ามันไม่เป็น สันทิฏฐิโก มันก็ไม่ใช่หลักธรรมะในพระพุทธศาสนา เรื่องนี้เคยบอกกันหลายหนแล้วว่าต้องเป็น สันทิฏฐิโก รู้สึกโดยประจักษ์อยู่แก่จิตใจของตน ไม่ต้องคำนวณตามหลักปรัชญาบ้า ๆ บอ ๆ เป็นปรัชญาเฟ้อ ต้องคำนวณ ต้องตั้งสมมติฐาน และต้องคำนวณหาเหตุผลมา คำนวณอย่างนี้ไม่มีในพุทธศาสนา พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญาชนิดนั้น

พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ที่จะมองเห็นที่นี่เดี๋ยวนี้ เหมือนกับเอามาใส่ในฝ่ามือดูแล้ว ดู ดู ดู ตลอดเวลานั้นน่ะเป็นวิทยาศาสตร์ รู้แต่ว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ มีวิธีการปฏิบัติอย่างวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ปรัชญาหลับตาเพ้อเจ้อ ตั้งสมมติฐานว่านั่นมันมีอย่างนั้นขึ้นมาก่อน แล้วหาเหตุผลมาแวดล้อมว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ลงมติว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง อย่างนี้ไม่รู้จบ เพราะว่าหลักฐานหรือเหตุผลที่เอามาใช้เป็นเครื่องคำนวณนั้นมันผิดได้ แล้วมันไม่รู้จบ เรื่องของปรัชญาไม่รู้จบ ไม่ใช่สัจจะ เป็นเพียงทัศนะ ไปตามแบบของสิ่งแวดล้อม

ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักตัวพุทธศาสนาว่าสอนเรื่องอะไร สอนเรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น ความทุกข์เกิดจากการปรุงแต่งแห่งจิตโดยกระแสอิทัปปัจจยตาด้วยความโง่ในเบื้องต้น คืออวิชชา มันก็เป็นความทุกข์ ถ้าอบรมจิตใจจนมีความรู้ถูกต้อง ไม่เกิดอวิชชา มันก็ปรุงแต่งแบบที่ไม่มีอวิชชา แล้วก็ไม่มีความทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ฉันพูดแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องของวัฏฏะสงสาร อย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้ ก็เป็นเรื่องของกิเลส และเรื่องของความทุกข์ชัด ๆ เลย ดังนั้นวัฏฏะสงสารจึงเป็นความทุกข์ แล้วที่ความทุกข์ก็จะมีความดับทุกข์ จะดับทุกข์ดับที่ไหน คุณ คุณลองคิดดู จะดับทุกข์มันจะดับที่ไหน มันต้องดับที่ความทุกข์ ถ้าไปดับทุกข์ที่อื่นมันก็คือคนบ้านะ ถ้าไฟลุกอยู่ที่ตรงไหน มันก็ต้องดับที่ไฟนั่นแหละ ถ้าไม่ดับที่ไฟ มันจะดับไฟได้ยังไงนั้น ความทุกข์มันอยู่ที่ตรงไหน มันก็ต้องดับลงไปที่ตรงนั้น เราต้องมีความทุกข์ แล้วเราก็ดับลงไปที่ความทุกข์ แล้วเรียกว่าดับทุกข์เป็นนิพพาน

ความทุกข์อยู่ที่กรุงเทพฯ มาดับทุกข์ที่สวนโมกข์ มันก็บรมโง่ใช่มั้ย คุณคิดดู แล้วความทุกข์มันอยู่ที่บ้าน จะมาดับทุกข์ที่วัด มันก็เหลือที่จะโง่ มันมีไฟลุกขึ้นที่ตรงไหน มันก็ต้องดับที่ตรงนั้น

อิทัปปัจจยตาส่วนความทุกข์มันตั้งขึ้นที่ตรงไหน มันก็ต้องดับลงไปที่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตานั้น ดับที่ตอนต้นก็ดับอวิชชา ดับที่ตรงกลางก็ดับที่ตัณหา

เรามีสระนาฬิเกร์เพื่อจะสอนไอ้ความจริงข้อนี้ บางคนมาอยู่ตั้งหลายวันแล้วก็ไม่รู้ความหมายของสระนาฬิเกร์ ไอ้น้ำน่ะคือวัฏฏะสงสารความทุกข์ ต้นมะพร้าวแม้อยู่ที่ตรงนั้นมันก็ไม่ใช่ความทุกข์ หมายความว่าให้มองความดับทุกข์ที่ตัวความทุกข์นั่น ถ้าเห็นความทุกข์แล้วก็มองในสภาพที่ว่า ถ้าอันนี้ไม่มีจะเป็นอย่างไร ถ้าจะไม่ให้อันนี้มีจะต้องทำอย่างไร มันก็ตัดต้นเหตุของความทุกข์เสีย นั้นความทุกข์ก็ดับ นี่ก็ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความโง่ ว่าตัวตน ไม่มีกิเลส ราคะ โทสะ โมหะก็ดับทุกข์ ดับตัวตนเสียให้ได้ก่อนแต่ร่างกายตาย นี่เรียกว่าตายเสียก่อนตาย เป็นปริญญาของสวนโมกข์ ซึ่งไม่มีใครต้องการ แล้วผมตั้งใจจะพูดแต่คำนี้ ช่วยจำไว้ให้ดีว่าตายเสียก่อนตาย นั่นน่ะคือปริญญาของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ในพระบาลี

สิ้นราคะ โทสะ โมหะคือสิ้นตัวกู สิ้นตัวกู คือสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นั่นคือปริญญา

โดยสรุป การ "ตายก่อนตาย" คือการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา รู้เท่าทันธรรมชาติของจิตใจและร่างกาย ไม่ตกเป็นทาสของความยึดมั่นในตัวกู ทำให้จิตใจเป็นอิสระ ว่าง และเย็นจากไฟทุกข์ เข้าถึงนิพพานได้ในชีวิตปัจจุบัน

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7.นิพพานหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร

7.นิพพานหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร
เพราะความดับแห่งวัฏฏสงสาร
ก็ต้องมีวัฏฏสงสาร นั่นเอง.
เหมือนการดับของไฟ ก็ต้องมีไฟที่นั้นแหละ;
———
นิพพาน คือการดับแห่งวัฎฎสงสาร
จึงหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร ฉันใดก็ฉันนั้น.
นี่เป็นอภิธรรมที่ยิ่งกว่าอภิธรรม !
———
จิตว่างแท้จริงทางธรรมะ
ต่างจากจิตว่างจากอันธพาล
ซึ่งไม่รู้จักจิตว่างที่แท้จริง
แล้วกล่าวหาว่าจิตว่างไม่ทำอะไร
ไม่รับ ผิดชอบอะไร:
ทั้งที่จิตว่างแท้จริงนั้น
ทำหน้าที่ทุกอย่าง
ได้อย่างฉลาดเฉลียว
ถูกต้อง และไม่เห็นแก่ตัว.
จงรู้จักจิตว่างกันเสียใหม่เถิด.
———
นิพพานเป็นของให้เปล่า
โดยไม่ต้องเสียสตางค์
นั่นเป็นเพียงการเสียสละ
ความยึดถือว่าตัวตนออกไปเสีย,
เป็นความสงบเย็น สูงสุดแห่งชีวิต
ที่มีความเต็มสูงสุดแห่งความเป็น
มนุษย์กันที่นี่และเดี๋ยวนี้
———
แต่ก็ยังไม่เป็นที่สนใจ
ในหมู่พุทธบริษัทเอง
ต้องการแต่ชนิดในอนาคตกาลนานไกล
และต่อตายแล้ว โดยยอมเสียสตางค์มาก ๆ
เพื่อเตรียมสิ่งที่เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน.
———
#ขอยืนยันว่า…
นิพพานก็มิใช่ตัวตนของใคร
หรือแม้แต่ของนิพพานเอง
แล้วจะมาเป็นสมบัติของใครได้
เพียงแต่ทุกคนเปิดใจให้ถูกต้อง
เพื่อรับรัศมีเย็น อันเกิดมาจาก
ความไม่มีตัวตนของนิพพาน
จนตลอดชีวิตก็พอแล้ว
คือ ทำตนไม่ให้เป็นของใคร
หรือแม้แต่ของตนเอง
#อนุปาทิเสสนิพพาน
ไม่เกี่ยวกับความตาย
หากหมายถึงความดับเย็น
ถึงระดับเย็นสนิทของกิเลสและเบญจขันธ์
มีชีวิตอยู่เสวยรสแห่งความเย็นนั้น
จนกว่าจะสิ้นชีวิตเพราะหมดปัจจัย
———
ส่วนชีวิตหรือรูปนาม
ถือเป็นหลักได้ว่า…
"นิพพานในพุทธศาสนา
ในทุกความหมาย
ไม่เกี่ยวกับความตาย"
———

6. นิพพานในปัจจุบัน (เมื่อจิตว่าง) เรียกสามายิกนิพพาน เป็นสิ่งควรสนใจ

6. นิพพานในปัจจุบัน (เมื่อจิตว่าง) เรียกสามายิกนิพพาน เป็นสิ่งควรสนใจ
สามายิกนิพพาน หรือนิพพานชั่วคราว คือสภาวะที่จิตว่างจากกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) เป็นความเย็นใจที่สัมผัสได้ในปัจจุบันขณะเมื่อมีสติปัญญาเท่าทันอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุที่มุ่งเน้นการดับร้อน-เย็นลงในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องรอถึงหลังตาย เป็นสิ่งที่ปฏิบัติและตรวจสอบได้จริง 
ความหมาย: สามายิกนิพพาน แปลว่า นิพพานชั่วคราว เป็นสภาวะที่ใจเย็น ว่างจากกิเลสชั่วขณะหนึ่ง
นิพพานแบบใช้งาน: ไม่ใช่นิพพานแบบตายแล้วสูญ แต่เป็นการ "ดับร้อน" ได้ในชีวิตประจำวัน (ทิฏฐธัมมนิพพาน)
จุดสำคัญ: สภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อจิตว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ที่มากระทบ เป็น "นิพพานชั่วคราว" ที่นำไปสู่ "นิพพานถาวร" ได้
ประโยชน์: การสนใจสามายิกนิพพานช่วยให้เห็นว่านิพพานเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นอิสรภาพจากทุกข์ได้จริงในปัจจุบัน โดยเฉพาะในวิถีชีวิตที่วุ่นวาย 
การเข้าใจและปฏิบัติเพื่อให้เกิดสามายิกนิพพาน เป็นการฝึกจิตให้มีความสงบเย็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสิ่งควรรู้และปฏิบัติ 

5. นิพพานในความหมายของชาวบ้าน (นิพฺพุโต) ก็มีอยู่

5. นิพพานในความหมายของชาวบ้าน (นิพฺพุโต) ก็มีอยู่
นิพพานแปลว่าเย็น เย็นเพราะไม่มีไฟ เพราะไม่มีความร้อน นี้มันยืมคำของชาวบ้านธรรมดาๆ นี่ไปใช้ พูดกันมาก่อนศาสนา

ก่อนจะมีศาสนามนุษย์ก็รู้จักพูดคำว่า เย็น ว่าร้อน ต่อมาครั้นศาสนาเกิดขึ้นก็ยืมคำว่าเย็นนี่ไปใช้ในเรื่องของจิตใจ ก่อนนี้เขาใช้กันแต่ในเรื่องทางวัตถุ เช่นถ่านไฟแดงๆ ร้อน พอมันเย็นมันดำ ก็เรียกว่ามันนิพพาน

นิพพานแปลว่าเย็นเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายพิเศษๆ อะไร ข้าวแกงกับในครัวร้อนอยู่กินไม่ได้ ก็บอกว่าเดี๋ยวรอก่อนให้มันนิพพานก่อน นี่เหมือนกับพูดเล่น มันพูดจริงอย่างนั้น คำนั้นมันใช้อย่างนั้น เมื่อมันหมดความร้อนก็เรียกว่ามันนิพพาน

#นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย ถ้าตายจะมีประโยชน์อะไร เอาไปทำอะไรได้ถ้าตาย

เย็นไม่ถึงขนาดนิพพานก็เรียกว่า #นิพพุติ....ทุกคราวที่พระมาทำพิธีให้ศีลท่านจะต้องพูดคำนี้เสมอ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ คนทั้งหลายรวมทั้งท่านทั้งหลายด้วยว่าไม่ฟังหรือฟังไม่รู้ว่าอะไร ก็ว่าท่านจงมี นิพพุติ ด้วยศีล #ให้มีความเย็นแห่งชีวิตจิตใจด้วยศีล

#นิพพุติก็คือนิพพานที่ยังไม่สมบูรณ์ เย็นในตามขั้นตามระดับชาวบ้านธรรมดานี่ ถ้านิพพุติ มากขึ้น มากขึ้นเด็ดขาดไม่กลับร้อนได้อีกก็เรียกว่านิพพาน

นิพพานแปลว่าเย็น เราจงมีชีวิตอย่างเย็นเป็น นิพพุติ นิพพุติ เป็นชีวิตเยือกเย็นไม่มีความร้อนใจอะไร นี่ก็เรียกว่า นิพพุติ คือ นิพพานล่วงหน้า นิพพานตัวอย่าง นิพพานน้อยๆ

เมื่อได้ใช้เทคนิคของธรรมะสมบูรณ์ที่เรียกว่า #โภชชงค์ ๗ ประการแล้ว ผลที่ได้รับก็คือนิพพาน ไม่ใช่ตาย จะอยู่อย่างเย็น เย็น เย็น เป็นชีวิตเย็น

ชีวิตที่ไม่มีธรรมะเป็นชีวิตร้อน

ชีวิตร้อนอย่างนี้มันกัดเจ้าของ คนโง่ๆ ทั้งหลายมีชีวิตร้อนที่กัดเจ้าของทั้งนั้นแหละไม่ยกเว้นใคร ถ้ามันโง่แล้วมันก็มีชีวิตร้อน ชีวิตนั้นมันก็กัดเจ้าของ เลวกว่าหมาเสียอีก เพราะว่าหมามันยังไม่กัดเจ้าของ

ความไม่มีธรรมะนี้มันกัดเจ้าของ กัดด้วยความรักบ้าง กัดด้วยความโกรธบ้าง กัดด้วยความเกลียดบ้าง กัดด้วยความกลัวบ้าง กัดด้วยความตื่นเต้นบ้าง วิตกกังวลบ้าง อิจฉาริษยาบ้าง หึงหวง หวงหึงบ้าง ร้อนเป็นไฟอย่างไรก็รู้กันอยู่ดีแล้วไม่ต้องพูด เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้ชีวิตก็เย็น คือเรียกว่านิพพาน

ถ้ายังอยู่ในระดับธรรมดา ยังเปลี่ยนแปลงได้ก็เรียกว่านิพพุติ ถ้าถึงที่สุดก็เรียกว่านิพพาน

4. นิพพานเป็นของได้เปล่า เมื่อสลัดตัวกูออกไปเสีย

4. นิพพานเป็นของได้เปล่า เมื่อสลัดตัวกูออกไปเสีย

 นิพพานเปรียบเสมือนของได้เปล่าเมื่อสลัด "ตัวกู-ของกู" ออกไปได้หมดสิ้น เพราะเมื่อไม่มีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น กิเลสและความทุกข์ก็ดับลงโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องหาบหิ้วหอบอะไรอีกต่อไป นั่นคือสภาวะที่จิตว่างจากกิเลส ซึ่งเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยไม่ต้องซื้อหา 
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนิพพานและการสลัดตัวกู:
นิพพานคือการปล่อยวาง: เมื่อสลัด "ตัวกู-ของกู" หรือ อุปธิทั้งปวง ออกได้เมื่อไร ก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น
ไม่มีสิ่งใดให้หอบ: นิพพานไม่ใช่สิ่งของที่ต้องไปแสวงหา หรือแบกรับเอาไว้ แต่เป็นการว่างจากการยึดถือ
ไม่ใช่สถานที่: นิพพานไม่ใช่เมืองแก้วหรือสถานที่ แต่คือภาวะที่จิตเย็นและดับกิเลส
ว่างแบบไม่อสูญ: เป็นการดับกิเลสที่ยึดติด ไม่ใช่การดับสูญแบบหายไปเลย 
สรุปคือ นิพพานคือสภาวะที่จิตบริสุทธิ์ พ้นจากการปรุงแต่ง ไม่มีความเห็นแก่ตัวเหลืออยู่ ซึ่งเกิดได้จากการปฏิบัติจนสลัดความยึดมั่นใน "ตัวกู" ออกไปนั่นเอง 

3. นิพพานในทุกความหมาย ไม่เกี่ยวกับความตาย

3. นิพพานในทุกความหมาย ไม่เกี่ยวกับความตาย

พุทธทาสภิกขุ  นี่เป็นเรื่อง เป็นปัญหาขึ้นมาก็เพราะว่าเอาวัตถุเป็นหลัก ร่างกายเป็นหลัก และใช้คำแปล คำพูดก็ประหลาด คนถามเอานิพพาน คือ ความไม่มีอะไร นี่ผิดแล้ว นั่นมันผิดเรื่องแล้ว!


นิพพาน คือ ความเย็นที่หาความร้อนไม่ได้


บาลีก็มีอยู่ชัดๆว่า อายตนะที่เรียกว่า นิพพาน นั้นมีอยู่ จะเรียกว่าไม่มีอะไรไม่ได้ แล้วก็ว่านิพพานนี้ แปลว่า เย็น เมื่อไม่มีการปรุงแต่งแห่งกิเลสแล้วก็เป็นสภาพที่เย็น จิตเข้าถึงสภาพเย็นเช่นนั้นได้ นิพพานก็มีความเย็น พระอรหันต์ก็เหมือนกัน คือ บรรลุนิพพานก็ดับเย็นเหมือนกัน เย็นจนไม่ร้อนได้อีก ไม่ใช่ความไม่มีอะไรเสียเลย


แม้ว่าจะใช้คำว่า ว่าง-สุญญตา ว่างแต่พระนิพพาน ก็ไม่ได้หมายถึงความไม่มีอะไรเสียเลย มัน "ว่างจากความหมายแห่งตัวตน" ว่างจากการปรุงแต่งที่ทำให้เป็นทุกข์ นิพพาน


ว่าง คือ ว่างอย่างนี้ ไม่ใช่ความไม่มีอะไรเสียเลย


- - พระอรหันต์ไม่ดับ - -


พระอรหันต์ดับนี่หมายความว่ายังไง คนถามหมายความว่าร่างกายดับ หรือว่าอะไรดับ หมายความว่าพระอรหันต์ดับนี่คงไม่ถูก ถ้าร่างกายของพระอรหันต์ดับนี่ก็พอได้


(แท้จริงแล้ว) กิเลสน่ะมันดับ กิเลสดับล่ะก็เป็นความเป็นพระอรหันต์ ใน "ความเป็นพระอรหันต์" อย่างนี้ไม่ดับอีกแล้ว เพราะมันไม่มีเหตุปัจจัยเสียแล้ว ความเป็นพระอรหันต์นั้นดับอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์แท้ก็ไม่ตาย แต่เปลือกที่ร่างกายของพระอรหันต์นั้นมีอาการอย่างที่เราเรียกว่า ตาย


นี่ก็ขอให้ทุกคนรับรู้และจำไว้ด้วยว่า พระอรหันต์นั้นตายไม่ได้ ไม่ได้พูดอย่างลวกๆ อย่างสะเพร่าๆ อย่างเด็กๆ พูดล่ะก็พูดว่า พระอรหันต์ตายได้ พระพุทธเจ้าก็ตายได้ นั่นภาษาเด็กๆ ถ้าภาษาธรรมะโดยแท้จริงแล้ว ท่านตายไม่ได้ พระพุทธเจ้ายังอยู่เดี๋ยวนี้!


พระอรหันต์นั่นคือ ความสิ้นไปแห่งกิเลส เป็นภาวะแห่งความสิ้นไปแห่งกิเลส และภาวะนั้นมันมีอยู่ตลอดเวลาถึงเมื่อไหร่ก็ได้ ความเป็นพระอรหันต์นั้นจะดับอีกไม่ได้ แม้ว่าร่างกายมันจะดับไป ก็ดับไป เพราะร่างกายนั้นไม่ใช่องค์พระอรหันต์


สภาวะอันหนึ่ง คือ ความสิ้นไปแห่งกิเลส ความไม่มีกิเลสนั้นจะมีอยู่ จะดับอีกไม่ได้ เพราะมันไม่มีวัตถุสำหรับจะดับ ไม่มีสังขารที่จะดับ ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรที่จะดับ เพราะมันไม่ใช่ตัวเหตุ ตัวปัจจัย มันเป็นภาวะที่อยู่เหนือเหตุ เหนือปัจจัย ดังนั้นจึงดับไม่ได้


จะพูดให้จริงให้ถูกตามภาษา ผู้รู้ก็ต้องพูดว่าพระอรหันต์นั้นตายไม่ได้ พระอรหันต์นั้นดับไม่ได้ มันเป็นสภาพชนิดหนึ่งซึ่งอยู่เหนือห่าง เหนือความดับ เหนือการปรุงแต่งแห่งสังขาร ไม่เป็นสังขารที่ปรุงแต่ง คำถามนี้ก็ต้องตอบว่า นิพพาน ไม่ใช่ความไม่มีอะไร มีสภาพอย่างหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า นิพพาน และคิดถึงสภาพนั้นได้ นิพพานนั้นจึงได้นับว่า อายตนะ อย่างหนึ่งชนิดหนึ่งแต่เป็นอสังขตะ


พระอรหันต์ก็คือ ผู้ที่ถึงซึ่งนิพพาน ความเป็นพระอรหันต์คือ หมดกิเลส ก็ไม่ดับ ไม่ตาย มันตายไม่ได้นั่นเอง ส่วนร่างกายของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระอรหันต์ก็ดี ที่โดยสมมุติว่าเป็นของท่านนั้นน่ะ นี่มันก็แตกตามทำลายไปตามธรรมดาของสิ่งที่เป็นสังขารนั้นเฉพาะร่างกาย อย่าเอาไปปนกัน เดี๋ยวทำให้พระพุทธเจ้าตาย ทำให้พระอรหันต์ตาย ก็เลยหมดที่พึ่งกัน

2. พุทธะเป็นใครก็ได้ ถ้าเป็นผู้รู้ – ตื่น – เบิกบาน

 2. พุทธะเป็นใครก็ได้ ถ้าเป็นผู้รู้ – ตื่น – เบิกบาน

คำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังที่ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว และเป็นคำแปลที่เหมาะสมที่สุด ท่านเป็นผู้รู้ คือตรัสรู้สิ่งที่ควรจะรู้อย่างครบถ้วน. ท่านเป็นผู้ตื่น หมายความว่าด้วยอำนาจแห่งความรู้นั้นเอง จึงมีอาการเหมือนกับตื่นจากความหลับ ซึ่งหมายถึงกิเลส กล่าวคืออวิชชา อวิชชาเป็นเหมือนกับความหลับ เพราะปราศจากความรู้โดยประการทั้งปวง เมื่อทำลายอวิชชาได้ ก็เรียกว่าเป็นผู้ตื่น ส่วนผู้เบิกบานนั้นหมายความว่า ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง เพราะไม่มีความทุกข์รบกวน จึงมีความเบิกบาน ดังนั้นขอให้ถือเอาไว้เป็นหลักว่า คำแปลสามคำนี้ เป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคำว่าพุทธะ นี้เป็นการแปลโดยพยัญชนะ และโดยตรง


ที่นี้ ยังมีคำแปลที่เนื่องกันอยู่ ในฐานะเป็นสิ่งที่ผนวกกันได้ ก็ยังแปลได้ต่อไปว่า ผู้ปลุกให้ตื่น ความหมายว่า เมื่อพระองค์ตื่นจากหลับ คือกิเลสแล้ว ก็ปลุกผู้อื่นให้ตื่นจากหลับ คือกิเลสด้วย ไม่เสียทีที่เป็นผู้ตื่นก่อนใครๆ ในโลก การปลุกให้ตื่น ก็คือการช่วยให้เบิกบานกันทั่วๆ ไปทุกคนนั่นเอง ทั้งหมดนี้เรียกว่า คำแปล หรือ ความหมายของคำว่า "พุทธะ"

1. พระพุทธเป็นพ่อ พระธรรมเป็นแม่ พระสงฆ์เป็นพี่

 1. พระพุทธเป็นพ่อ พระธรรมเป็นแม่ พระสงฆ์เป็นพี่

พระพุทธเจ้านี่เป็นเหมือนกับบิดาหรือเป็นพ่อ พระธรรมนี่เป็นเหมือนกับแม่ พระสงฆ์นี่เป็นเหมือนพี่น้องของเราคือเป็นลูกของพระพุทธเจ้าด้วยกัน ใครกล้าพูดว่าเป็นลูกพระพุทธเจ้าด้วยความรู้สึกอันแท้จริง ไม่ใช่โกหกตัวเองแล้วพูดมา พูดออกมาว่า


ข้าพเจ้ามีคุณธรรมสมควรที่จะเรียกว่าเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ถ้ามันไม่มีอะไรสมควรจะเป็นลูกของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ มีพระธรรมเป็นแม่ มีพระสงฆ์เป็นพี่น้องกัน


เมื่อไรจะเป็นได้อย่างนี้ เมื่อไรจะขึ้นมาถึงระดับนี้ ระดับที่จะเรียกว่า พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระธรรมเป็นแม่ พระสงฆ์เป็นพี่น้องกัน


พุทธทาสภิกขุ

มหาทาน ยิ่งให้ยิ่งได้

มหาทาน ยิ่งให้ยิ่งได้

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม



นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย พระเวสสันดรตัดใจได้หมดทุกอย่าง

และก็ได้คืนหมดเช่นกัน ขอพรจากพระอินทร์

ได้อานิสงส์จากพระราชทานสองกุมารหนึ่ง

สองได้พระราชทานนางมัทรีต่อยาจกคือพระอินทร์

พระอินทร์ก็อนุโมทนาให้ศีลให้พร

ทศพรก็มีพร ๑๐ ประการ

ข้อสำคัญอยู่ข้อ ข้อที่ว่าให้ชาวเมืองที่โกรธเคือง ให้หายโกรธ

คิดว่าพระเวสสันดรตายไปหมด

ไปอยู่สิงห์สาราสัตว์กลายเป็นสามัคคี

ให้สองกุมารสิงห์สาราสัตว์ไม่กัดกิน ไม่ฆ่าสัตว์เห็นไหม

ทานอันนี้สำคัญมาก เรียกว่า มหาทาน



มหาทานได้บุญได้ทานการกุศล ทุกคนตัดใจไม่ค่อยจะได้ จะให้ทาน

อาตมามานึกดู เออยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงอด นี่จริงแน่นอน หมดไม่มาแน่นอน

ยิ่งไม่ให้ยิ่งไม่ได้ ไม่ให้ใคร ใครเขาจะได้อะไร

คิดว่าเราจะไม่ตายหรือ ไปอยู่ที่ชาติไหนก็ติดตามเราไป

พรอันสำคัญ คือ ถูกเนรเทศกลับไม่ได้ คืนคำไม่ได้

แต่ขอพรจากพระอินทร์ได้

พระอินทร์ก็บอกให้ขอพรมา

ขอให้ชาวเมืองที่โกรธเคืองหายโกรธเคือง

และขอให้ฝนโบกขรพัตร์

ฝนแก้วฝนเงินฝนทอง ตกมาอย่างที่ให้ทานไป

ตกหน้าบ้านใครให้บ้านนั้นเป็นเจ้าของ ไม่ต้องเก็บไม่ต้องแย่งกัน

ทานที่ให้แล้วกลับคืนมาได้แน่นอน ขอฝากโยมไว้



มารไม่มี บารมีไม่เกิด ประเสริฐไม่ได้

ถ้าคนไหนไม่มีมาร คนนั้นใช้ไม่ได้

ไปไหนเอาสบายอย่างเดียว เอาสบายอย่างเดียวไม่มีมาร

รับรองท่านจะไม่ปลอดภัย

ท่านจะมีแต่เสนียดจัญไรตลอดรายการ มารนั้นทำให้เราดี



อาตมาถึงพูดให้โยมฟัง วันไหนโยมถูกด่ามากวันนั้นเป็นมงคล

วันไหนโดยถูกป้อยอเขาจะล้วงไส้เราโดยไม่รู้ตัว

หลงเชื่อเราจะประมาท จะเสียท่าเสียทีต่อมารร้าย

และที่เขามาป้อยอกับเรา ระวังให้ดี เขาไม่ได้รักเราจริง

เพราะฉะนั้นก็ขอฝากไว้ มีอะไรระลึกเสมอ อย่าขาดสติ ท่องไว้

อย่าเสียสติกับขาดสติ เสียสติไม่มีสตางค์ เงินทองหมดไม่มีโอกาสดี

อย่าไปโลภมากอยากได้ของเขา ไม่โลภอยากได้

ยิ่งให้ยิ่งได้ มิใช่เป็นของเรา ถ้าของเราก็รักษาไว้ไม่ใช่โลภ



พระพุทธเจ้าสอน บางคนเข้าใจผิด อยากมีเงินมีทองเป็นของเราเอง

ถ้าเป็นของเราเองล่ะไม่ใช่เป็นโลภะ

หากินมาด้วยความสุจริต หากินมาด้วยความเหนื่อยยาก

อาบเหงื่อต่างน้ำได้มาด้วยปัญญา ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง

โลภอยากได้ของเราที่ไม่ได้เป็นทุจริต ผิดศีลธรรมก็เป็นใฝ่ดีเป็นกุศล

โลภอยากได้ของเขามิใช่เป็นของเรา เป็นอกุศลเท่านี้เอง

ฝากไว้ให้คิด ให้เรามีสติอย่าเสียสติ

ถ้าขาดสติท่านจะเสียสติ ท่านจะไม่มีโอกาสที่จะคิดดี

คิดแต่ทางที่เอาแต่ใจตัวเอง

ถ้าเรามีสติแล้วจะคิดโดยดุลพินิจพิจารณาด้วยเหตุผลข้อเท็จจริง

จะแสนลำบากอย่างไรก็ทน

นี่แหละถึงจะได้เป็นพระเอก นางเอกในเรื่องละครชีวิต

ในละครเห็นไหม พระเอกลำบากไหม นางเอกลำบากไหม

ตัวโกง ตัวเลวตัวร้าย มารร้าย มารไม่ดี ไม่มีปัญญา

ไร้เหตุผลดังกล่าวมาขั้นต้นทุกประการ



บางคนเป็นชาวพุทธเคยมานั่งเจริญพระกรรมฐาน

พอไปชอบกับอิสลาม รักเขาจนหมดตัวแล้วทิ้งศาสนา

เขาบอกว่าถ้ารักเราจริงเอาล็อคเก็ตพระมากระทืบได้ไหม

เพื่อนอยู่ตรงนั้นก็ถ่ายรูปไว้ แหมสามารถทำได้

ลูกศิษย์ที่ดีเรียนจบปริญญาโท

อาตมาเคยให้พระสุโขทัยสวยไปองค์หนึ่ง

คือ อาตมาไปธุดงค์ได้มา เหยียบเพราะรัก แล้วไม่น่าเหยียบย่ำศาสนา

หากเป็นไปได้ถ้าจะดีด้วยกัน ต่างคนต่างนับถือไม่ได้หรือ

แล้วทำไมถึงไปทำกันเช่นนี้ อาตมาไม่เคยเหยียบย่ำศาสนาใด

เป็นเรื่องที่เราต้องประทับใจจนมาทุกวันนี้



ขอฝากญาติโยมมีพระกรรมฐาน ก็จะทำให้กำหนดจิตได้ ไม่ไปโกรธเขา

เขาก็บาปเสียเอง เดี๋ยวนี้ไม่มีงานทำเลยก็ย่ำแย่ไปตามๆ กัน

ไม่มีกตัญญูกตเวทิตาธรรมเลย เราสอนไปยังไม่ดี

อุตส่าห์จบปริญญาโท มาหลายเป็นอย่างนี้ไป

ถ้าจะให้ดีต่างคนต่างนับถือไม่ได้หรือ ต้องทำกันอย่างนี้ด้วย



ให้ข้อคิดนะ โม่ง ๓ ตัวช่วยได้

นั่งเจริญพระกรรมฐานจะรู้ว่าโม่งดำคือใคร

โมงแดงคือใคร โม่งขาวคือใคร

ชายประหลาดเราไม่เห็นตัว คือบุญกุศลนั่นเอง...


ถูกชมคือธรรมดา ถูกด่าก็ไม่เลว

ถูกชมคือธรรมดา ถูกด่าก็ไม่เลว

โดย ท่าน ว.วชิรเมธี 



หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว;จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว กันมาบ้างแล้ว

คำกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจิต

หรืออีกนัยหนึ่งของความคิดได้เป็นอย่างดีว่า

จิตกำหนดวัตถุ หรือกายเป็นไปตามอำนาจของจิต

ผู้รู้ท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงความสำคัญของจิต หรือความคิดไว้ว่า



เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นการกระทำ


เธอจงระวังการกระทำ เพราะการกระทำจะกลายเป็นนิสัย


เธอจงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นบุคลิก


เธอจงระวังบุคลิก เพราะบุคลิกจะกำหนดชะตากรรมของเธอ



ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า

เรามีความคิดหรือวิธีคิดอย่างไร

ในทางพุทธศาสนานั้น ท่านให้ความสำคัญกับวิธีคิดเป็นอันมาก

พระนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้ประมวลวิธีคิดในพุทธศาสนาไว้ว่ามีมากกว่า ๑๐ วิธี



วิธีคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตก็คือ วิธีคิดเชิงบวก



วิธีคิดเชิงบวก หมายถึง การรู้จักเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ

ซึ่งโดยมากมักแสดงตัวให้เราได้สัมผัสในแง่ลบ

แต่พอเราพลิกมุมมองใหม่ เราจะได้อะไรดีๆ จากเรื่องลบๆ เหล่านั้น

เช่น ในชีวิตจริงของผู้เขียนซึ่งทำงานกับคนหมู่มาก

มักจะพบกับคำชมและคำด่าอยู่เสมอ ๆ

เมื่อแรกเผชิญกับคำชม ผู้เขียนก็ฟู ครั้นพบกับคำด่าก็แฟบ

แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคำชมและคำด่า

ก็รู้สึกว่า ได้คุณค่าจากคำด่าคำชมเป็นอันมาก



คำชมนั้น สำหรับคนที่ไม่คิดอะไรมาก

ดูเหมือนว่า ไม่ลำบากใจเลยที่จะน้อมรับ

แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว คำชมนั่นแหละคืออันตรายยิ่งกว่าคำด่า

เพราะหากเรารู้ไม่ทัน คำชมจะทำให้เราหลงตัวเองและมีโอกาสลืมตัวสูง

ส่วนคำด่า ถ้าพิจารณาไม่ดีก็ทำให้เราเสียศูนย์ได้ง่ายๆ

แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยวิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี

บางทีคำด่ากลับมีค่ามากกว่าคำชม



คำด่ามีค่ามากอย่างไร ?



(๑)คำด่า คือ กระจกเงาสะท้อนความบกพร่องของงานที่เราทำ


(๒)คำด่า มักแฝงคำแนะนำมาด้วยเสมอ



(๓)คำด่า บอกเราว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้น

หากมีคนที่คิดไม่เหมือนเราเขามองดูอยู่

เขาเห็นอะไรในสิ่งที่เรามองไม่เห็นบ้าง



(๔)คำด่า คือ กระดาษทรายอย่างดี

ที่คอยขัดสีฉวีวรรณให้เรามีความกลมกล่อมลงตัว

เหมือนพระประธานที่ต้องถูกกระดาษทราย ขัดสีฉวีวรรณจนผุดผ่อง



(๕)คำด่า ทำให้เราไม่ประมาทผลีผลาม

ทำอะไรด้วยความเชื่อมั่นมากเกินไป



(๖)คำด่า ทำให้รู้ว่า มีคนรักหรือเกลียดเรามากน้อยแค่ไหน



(๗)คำด่า ทำให้รู้ว่า อย่างน้อยก็มีคนสนใจในสิ่งที่เราทำ

หรืออย่างน้อย สิ่งที่เราทำมันกำลังส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

จึงมีคนอุทิศตนมาสนใจและด่าอย่างเป็นงานเป็นการ



(๘)คำด่า จะทำให้เราได้หันกลับมาดูภูมิธรรมของตนเองว่า

เข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน เมื่อทุกข์กระทบแล้วธรรมกระเทือน

หรือกิเลสกระเทือน ถ้า ธรรมกระเทือนแสดงว่าเราฝึกตนเองมาดี

แต่ถ้ากิเลสกระเทือนแสดงว่า

ต้องกลับไปฝึกจิตตัวเองใหม่ให้เข้มแข็งกว่านี้



(๙)คำด่า ทำให้เราได้รู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครหนีโลกธรรม ๘ ได้

(ได้ลาภ เสื่อมลาภ,ได้ยศ เสื่อมยศ,สรรเสริญ นินทา,สุข ทุกข์)



(๑๐)คำด่า คือ บทเรียนเรื่องการปล่อยวางตัวกูหรืออัตตาที่ดีที่สุด

เพราะหากเรายังปล่อยวางตัวกูไม่ได้ เราก็จะต้องหาวิธีด่าคืนอยู่ไม่สิ้นสุด

กาลเวลาไม่เคยหยุด

"กาลเวลาไม่เคยหยุด"
กาลเวลานี้ไม่เคยหยุด ไม่ว่าเรา จะหลับจะตื่น จะนอนจะพักอย่างไรก็ตามนี่ กาลเวลาไม่เคยหยุด เมื่อกาลเวลาก้าวไปตลอดเวลา ถ้าเราหยุด เราก็กลายเป็นคนประมาท ไม่เจริญก้าวหน้า เพราะฉะนั้น เป็นหน้าที่ของคนนี่ จะต้องก้าว อย่างน้อยก็แข่งกับกาลเวลา ให้ทันกาลเวลา

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ทำอยู่กับปัจจุบัน

"ทำอยู่กับปัจจุบัน"
ไม่พึง มัวหวนละห้อยความหลัง ไม่มัวเพ้อหวังอนาคต ว่างั้น สิ่งใดล่วงแล้วก็ผ่านไป สิ่งใดยังไม่ถึงสิ่งนั้นก็ทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือปัจจุบันนี้ ให้มองเห็น ให้พิจารณาให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เมื่อมองเห็นเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วทำ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ความเพียรชนะโชคชะตา

"ความเพียรชนะโชคชะตา"
ความเพียรของมนุษย์ เทวดาก็กีดกันไม่ได้ ว่างั้นนะ อันนี้ก็หมายความว่า พุทธศาสนาเนี่ยไม่ยอมแก่เรื่องโชคชะตา ให้มีความเพียรพยายามใช้สติปัญญากำลังความสามารถ แล้วจะสามารถเอาชนะแม้แต่โชคชะตาได้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


สังคมไทยกำลังถอยกลับ

"สังคมไทยกำลังถอยกลับ"
เวลานี้สังคมไทย กำลังถอยกลับ กำลังมองพระนี่เป็น สื่อของอำนาจเร้นลับ เป็นผู้วิเศษ เป็นสิ่งที่จะเข้าไปหวังพึ่ง แล้วก็ตกอยู่ในความประมาท ไม่พัฒนาตนเอง ก็เข้าสู่หลักลัทธิลักษณะของศาสนาโบราณที่พระพุทธเจ้าพยายามที่จะปลดเปลื้องถอนออกมา

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

มนุษย์ประเสริฐได้ด้วยการฝึก

"มนุษย์ประเสริฐได้ด้วยการฝึก"
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ ด้วยการฝึก ถ้าไม่ฝึกหาประเสริฐไม่ มนุษย์ที่ไม่มีการฝึก เป็นสัตว์ที่แย่ที่สุดกว่าสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น อันนี้เป็นหลักพระศาสนา เพราะฉะนั้น จึงมีพุทธพจน์ว่า ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ แปลว่า ในหมู่มนุษย์ผู้ที่ฝึกแล้วประเสริฐ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ร่วมรับผิดชอบพุทธศาสนา

"ร่วมรับผิดชอบพุทธศาสนา"
คนไทยเราชาวพุทธนี่ ไม่มีจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมรับผิดชอบพระพุทธศาสนา ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธนะ ฉันมีส่วนร่วมด้วย อย่างพระประพฤติไม่ดี ก็ว่าพระประพฤติไม่ดี ไม่ได้เรื่อง ก็วิจารณ์กันไป กลายเป็นเรื่องของคนอื่น แทนที่จะมองว่า เอ๊! แล้วฉันล่ะ จะต้องทำอะไร และฉันมีความรับผิดชอบอย่างไร

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ไม่มีที่ไหนในโลก

"ไม่มีที่ไหนในโลก"
คนทางใต้ พระทางใต้ ท่านก็เล่าให้ฟังบอกว่า ในภาคใต้เราที่เป็นมาสมัยก่อนเนี่ย คนไทยพุทธ คนไทยมุสลิมอยู่ด้วยกัน เวลาคนมุสลิมสร้างมัสยิด คนไทยพุทธไปช่วยสร้าง เวลาชาวพุทธสร้างโบสถ์ชาวมุสลิมก็เลยมาช่วยสร้างด้วย นี่อย่างนี้ป็นสภาพที่หาได้ยาก มันไม่มีที่ไหนใน

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ทำไมอยู่กันดีไม่ได้

"ทำไมอยู่กันดีไม่ได้"
การรบราฆ่าฟันเนี่ย ก็ยังมีกันมากมาย ในประเทศเดียวกันก็ เกิดสงคราม เกิดการฆ่ากันอย่างทารุณโหดร้าย ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ คนยังแบ่งแยกกัน อยู่ในสังคมเดียวกันนี่อยู่กันดีไม่ได้ ทำไมเป็นอย่างนี้ทั้งๆที่ว่า เจริญขึ้นมามีอารยธรรมมากแล้ว

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


สุขสบายแล้วอย่าประมาท

"สุขสบายแล้วอย่าประมาท"
คนเรานี่ เวลามีภัยคุกคาม มีทุกข์บีบคั้นก็ลุกขึ้น ดิ้นรนขนขวาย พอสุขสบายก็นอนต่อไป พระพุทธศาสนาก็จึงต้องย้ำเรื่องความไม่ประมาท เพราะว่าเมื่อสบายแล้วคนโน้มเอียงจะประมาท ใครทั้งๆที่สุขสบาย ก็ไม่ประมาทได้ คนนั้นแหละเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมได้ผล

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


สังคมขาดศีลห้า"

"สังคมขาดศีลห้า"
เวลานี้ ที่เป็นปัญหากันมากก็คือ สังคมนี้ขาดศีล 5 เป็นอย่างยิ่ง ผู้ถือศีล 5 ก็เป็นผู้ไม่เบียดเบียนคนอื่น ดำรงชีวิตที่ดีงาม ใครตั้งในศีล 5 ก็ทำให้ที่นั่นมีความปลอดภัยและถ้าหากว่าทุกคนรักษาศีล 5 ได้สังคมของเราก็ร่มเย็นเป็นสุข

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


หลักพุทธศาสนา

"หลักพุทธศาสนา"
พุทธศาสนาเนี่ย ให้หวังผลจากการกระทำด้วยความเพียรพยายาม แล้วก็ไม่ประมาทไม่ให้ปล่อยเวลาผ่านไปเพียงด้วยการรอคอย แล้วก็ไม่ทำอะไร ให้ฝึกฝนตนเอง เจริญศีล สมาธิปัญญาทำตัวเองให้ดีขึ้น พึ่งตนเองได้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


ครอบครัวดีสังคมดี

"ครอบครัวดีสังคมดี"
ครอบครัวนี่เป็นรากฐาน เป็นฐานของสังคม สังคมทั้งหมดก็มาจากครอบครัว ถ้าหากว่าแต่ละครอบครัวดีแล้ว สังคมของเราจะดี ถ้ามองในแง่นี้ครอบครัวสำคัญมาก เราต้องการให้สังคมประเทศชาติของเราเจริญมั่นคงมีความร่มเย็นเป็นสุขก็ทำได้ โดยทำครอบครัวแต่ละครอบครัวนี้ให้ดี

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


น้ำใจของพ่อแม่

"น้ำใจของพ่อแม่"
อย่างพ่อแม่ก็เสียสละเพื่อลูก แม้แต่ตัวเอง อย่างได้ขนมมา ตอนเด็กเล็กๆ ลูกขอเอาหมด แม่ต้องยอมอดทั้งหมดเลย แต่ก็อยากให้ลูกเป็นสุขก็ยอมได้ ให้ลูกทั้งหมดเลย ลูกอยากกินหมดก็ให้เขากินไป ถ้าพ่อแม่ไม่มีความรักแบบที่ว่าอยากให้ลูกเป็นสุขเนี่ย พ่อแม่ก็ทำไม่ได้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


ต้องฝึกตน

"ต้องฝึกตน"
คนเรานั้น มีชีวิตที่เจริญงอกงามได้ ต้องมีการฝึกตน คนไหนไม่ฝึกก็เจริญยาก เพราะฉะนั้นคนที่เจริญ ก็จะเอาอะไรต่ออะไรมาเป็นเครื่องฝึกตนหมด เจอสถานการณ์ใหม่เจออะไรใหม่ๆ มองว่าจะได้โอกาสฝึกตน เจอทุกข์เจอปัญหา ก็คือแบบฝึกหัดในการฝึกตัวเองนั่นเอง

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


การรู้จักปรับตัว

"การรู้จักปรับตัว"
ความสามารถของคนอย่างหนึ่ง พิสูจน์ได้ด้วยการรู้จักปรับตัว ในการที่จะอยู่ด้วยดีในโลกนี้ การปรับตัวปรับใจนั้น ต้องใช้ความเข้าใจ ไม่ใช่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้ความรู้สึก ใช้ความเข้าใจพยายามเข้าใจคนอื่น แม้ยังไม่เข้าใจก็พยายามเข้าใจโดยใช้วิธีการของปัญญา

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ไม่เป็นไปตามใจเรา

"ไม่เป็นไปตามใจเรา"
สิ่งทั้งหลายนี่ มันเป็นไปตามใจอยากของเราไหม? ทีนี้ถ้าท่านเอาความอยากของใจ ไปกำกับมัน อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ มันก็ต้องเจอกับการขัดแย้งตลอดเวลาใช่ไหม เพราะสิ่งทั้งหลายมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย มันไม่เป็นตามชอบใจ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ความสุขจากธรรมชาติ

"ความสุขจากธรรมชาติ"
คนเราก็สามารถมี ความสุขกับธรรมชาติได้ ความสุขจากธรรมชาตินั้น ไม่ต้องจ่ายสตางค์ แต่เดี๋ยวนี้ต้องจ่ายแล้วนะ เดี๋ยวนี้ธรรมชาติมันหายาก บางทีต้องไปอยู่ไกลๆ ต้องเสียเงิน ขับรถกันไปไกลกว่าจะได้ไปเจอธรรมชาติ คนสมัยนี้ก็ขาดแคลนความสุขด้านนี้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

มีก็ดีไม่มีก็ได้

"มีก็ดีไม่มีก็ได้"
คนที่เอาความสุข ไปฝากไว้กับวัตถุภายนอกหมดนี่ ไปไหนก็ไม่เป็นอิสระ และไม่มีสิ่งเหล่านั้นแล้วอยู่ไม่ได้ มีแต่ความทุกข์ ต้องมีอันนั้นถึงจะอยู่ได้ถ้าไม่มีฉันตายแน่ อะไรอย่างนี้นะ ถ้าคนที่ยังมีอิสรภาพอยู่บ้างจะต้องสามารถพูดอย่างนี้นะว่า มีก็ดีไม่มีก็ได้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ทำเพื่อตนเองมากไป

"ทำเพื่อตนเองมากไป"
สังคมของเราเวลานี้ ไปหนุนเรื่องการเอาเพื่อตัวเอง กันมากไป ก็เลยเห็นแก่ตัว และก็เบียดเบียนแย่งชิงกัน ฉะนั้นปัญหามันก็มาก ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่า เป็นมนุษย์เหมือนเราจะมองแต่ในแง่เขา แง่เรา แบ่งแยกกันแย่งชิงกัน มันก็ยิ่งยุ่ง

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ปัญญายังไม่สมานฉันท์

"ปัญญายังไม่สมานฉันท์"
ที่จริงคนไทยเราก็มีปัญญา ทั้งไม่ว่า คนเหนือ คนกลาง คนใต้ คนไหนหรอก แต่ตอนนี้ปัญญามันไม่สมาน ปัญญามันแตกแยก เราก็เอามาทำร้ายกัน เพียงแต่แค่คิดมันก็คิดไม่ดีกันเสียแล้ว ฉะนั้นเปลี่ยนใหม่ ต้องเอาปัญญานี่มาใช้ในทางที่สมาน มาใช้รวมกัน แล้วก็จะสร้างสรรค์ ประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

สมานฉันท์"

"สมานฉันท์"
สมานฉันท์ นั้นก็เรื่องสามัคคีนั่นแหละ ก็แปลว่ามีฉันทะ มีความต้องการตรงกัน พูดง่ายๆก็คือ มีความต้องการตรงกันเรียกว่า สมานฉันทะ นี่เป็นภาษาบาลี ถ้ายังต้องการไม่ตรงกันก็สมานฉันท์ก็เกิดไม่ได้ แล้วเวลานี้มีความต้องการตรงกันหรือยังล่ะ ? ถ้ายังไม่ตรงมันก็ ไม่มีสมานฉันท์

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

อย่าดีแต่วิจารณ์

"อย่าดีแต่วิจารณ์"
สังคมไทยเรานี่ ถ้าจะให้เป็นการสร้างสรรค์นะ เมื่อมีการพิจารณาปัญหาต่างๆ นอกจากไปวิจารณ์ว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้วนี่ มันต้องมาถึงตัวเองว่า แล้วเราจะทำอะไรกัน นี่สำคัญที่สุดเลย มันไปอยู่แค่ว่าเขา ว่าพวกนั้นไม่ดีอย่างนั้น ว่าพวกนั้นแย่ อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่มาถึงซักทีว่า เราจะทำอะไร นี่จุดอ่อนที่สุดเลย

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ก้าวไปกับปีใหม่

"ก้าวไปกับปีใหม่"
วันนี้เป็นอันว่า เรามาพูดกันถึงเรื่องปีใหม่ วันนี้ก็ขอให้กำลังใจ สนับสนุนแก่ทุกท่าน ในการ ที่จะสร้างความพร้อม ในการที่จะก้าวไป เมื่อกาลเวลาก้าวไป เราก็กำลังจะก้าวด้วย แล้วเราจะก้าวอย่างดีที่สุด ให้ประสบความดีงามความสำเร็จ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


หลักการพึ่งตนเอง 2

"หลักการพึ่งตนเอง 2"
เพราะว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นหลักพึ่งตนเอง ที่ในหลวงพระราชทานไว้ แล้วก็หลัก อะไรก็แล้วแต่ที่เราสอนกัน พระศาสนา ก็พูดมาตลอดเวลาให้พึ่งตน และเราก็ย้ำกันตลอด เวลาว่าให้พึ่งตัวเอง แต่ว่า อย่าลืมว่าจะพึ่งตนนั้นต้องมีตนที่พึ่งได้ ทีนี้ จะมีตนที่พึ่งได้ ก็ต้องฝึกศึกษาพัฒนาตนนั้นขึ้นไป

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ทำอยู่กับปัจจุบัน

"ทำอยู่กับปัจจุบัน"
ไม่พึง มัวหวนละห้อยความหลัง ไม่มัวเพ้อหวังอนาคต ว่างั้น สิ่งใดล่วงแล้วก็ผ่านไป สิ่งใดยังไม่ถึงสิ่งนั้นก็ทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือปัจจุบันนี้ ให้มองเห็น ให้พิจารณาให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เมื่อมองเห็นเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วทำ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


ทำอยู่กับปัจจุบัน

"ทำอยู่กับปัจจุบัน"
ไม่พึง มัวหวนละห้อยความหลัง ไม่มัวเพ้อหวังอนาคต ว่างั้น สิ่งใดล่วงแล้วก็ผ่านไป สิ่งใดยังไม่ถึงสิ่งนั้นก็ทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือปัจจุบันนี้ ให้มองเห็น ให้พิจารณาให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เมื่อมองเห็นเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วทำ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


ยกย่องคนดี

"ยกย่องคนดี"
ถ้าคนในสังคมมีค่านิยมที่บูชา ยกย่องให้เกียรติคนดี ในทางพระศาสนา พระพุทธเจ้าก็ย้ำเรื่องนี้ มีคาถาหนึ่งที่บอกว่า บูชาคนที่ฝึกตนแล้ว แม้เพียงครู่เดียว ดีกว่าเซ่นสรวงเทพเจ้า ร้อยปี ว่างั้น นี่เอาขนาดนี้เลยนะ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ความเพียรชนะโชคชะตา

"ความเพียรชนะโชคชะตา"
ความเพียรของมนุษย์ เทวดาก็กีดกันไม่ได้ ว่างั้นนะ อันนี้ก็หมายความว่า พุทธศาสนาเนี่ยไม่ยอมแก่เรื่องโชคชะตา ให้มีความเพียรพยายามใช้สติปัญญากำลังความสามารถ แล้วจะสามารถเอาชนะแม้แต่โชคชะตาได้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

มนุษย์ประเสริฐได้ด้วยการฝึก

"มนุษย์ประเสริฐได้ด้วยการฝึก"
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ ด้วยการฝึก ถ้าไม่ฝึกหาประเสริฐไม่ มนุษย์ที่ไม่มีการฝึก เป็นสัตว์ที่แย่ที่สุดกว่าสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น อันนี้เป็นหลักพระศาสนา เพราะฉะนั้น จึงมีพุทธพจน์ว่า ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ แปลว่า ในหมู่มนุษย์ผู้ที่ฝึกแล้วประเสริฐ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


ความรักอย่างปุถุชน

"ความรักอย่างปุถุชน"
ความรักประเภทที่หนึ่ง ที่เริ่มต้นของปุถุชน ที่มันจะมีข้อเสียคือว่า ที่รักเขานั้น เพื่อให้เขาเนี่ยมาเป็นเครื่องบำเรอความสุขแก่ตน ถ้าหากว่า ผู้นั้นเขาไม่อยู่ในภาวะที่จะให้เรามีความสุข เราก็จะเบื่อหน่าย แล้วก็อาจจะรังเกียจ จะเห็นได้ว่า ไม่ยั่งยืน

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ยกย่องคนดี

"ยกย่องคนดี"
ถ้าคนในสังคมมีค่านิยมที่บูชา ยกย่องให้เกียรติคนดี ในทางพระศาสนา พระพุทธเจ้าก็ย้ำเรื่องนี้ มีคาถาหนึ่งที่บอกว่า บูชาคนที่ฝึกตนแล้ว แม้เพียงครู่เดียว ดีกว่าเซ่นสรวงเทพเจ้า ร้อยปี ว่างั้น นี่เอาขนาดนี้เลยนะ

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

ความคิดเห็นกับความรู้

"ความคิดเห็นกับความรู้"
การแสดงความเห็นนั้น มันต้องมาคู่กับการหาความรู้ อย่างการศึกษาปัจจุบันเนี่ย บอกว่า เอ้อ เด็กไทยนี่ไม่ค่อยชอบแสดงความคิดเห็น ต้องสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็น อย่าลืมว่าการแสดงความคิดเห็นนั้นต้องตั้งอยู่บนฐานของความรู้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 

คนไทยไม่รังเกียจใคร

"คนไทยไม่รังเกียจใคร"
คนไทยนี่ ไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์ คนผิวเผ่าไหน ลัทธิศาสนาไหน ก็อยู่กันได้ดี เป็นอย่างนี้มาตลอด เป็นเวลายาวนานแล้วนะ ปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ แล้วที่เป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะพระพุทธศาสนา

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


พระสงฆ์ต้องรักษาธรรม

"พระสงฆ์ต้องรักษาธรรม"
ธรรมดาทหาร ต้องมีความกล้าหาญ ถ้าทหารไม่มีความกล้าหาญ ก็ไม่ควรเรียกว่าเป็นทหาร แต่ในทำนองเดียวกัน พระสงฆ์ก็มีหน้าที่ต้องรักษาธรรม ถ้าพระสงฆ์ไม่รักษาธรรม ก็เรียกไม่ได้ว่า เป็นพระสงฆ์

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์


ความคิดเห็นกับความรู้

"ความคิดเห็นกับความรู้"
การแสดงความเห็นนั้น มันต้องมาคู่กับการหาความรู้ อย่างการศึกษาปัจจุบันเนี่ย บอกว่า เอ้อ เด็กไทยนี่ไม่ค่อยชอบแสดงความคิดเห็น ต้องสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็น อย่าลืมว่าการแสดงความคิดเห็นนั้นต้องตั้งอยู่บนฐานของความรู้

 โดย พระพรหมคุณาภรณ์

 ดาวน์โหลดแอพฯ สาระธรรม (ฟรี!) ได้แล้ววันนี้ ที่ Google Play https://naritasoft.page.link/Anr5

เปิดโปงความชั่วของโน้ตนุ่นจี้คุณทวีและภรรยาคุณทวี

คุณแม่ได้เตรียมหลักฐานและพยานในการแจ้งความกลับดำเนินคดีหลายข้อหาดังต่อไปนี้ คุณทวีและภรรยา สร้างความน่ารำคาญกับเพื่อนบ้านเพราะในช่วงที่โน้ตแ...