วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

19. ที่มาแท้จริงของสุขและทุกข์ คือการทำผิดหรือทำถูก ต่อกฎอิทัปปัจจตา

19. ที่มาแท้จริงของสุขและทุกข์ คือการทำผิดหรือทำถูก ต่อกฎอิทัปปัจจตา

มีอิทัปปัจจยตาในฐานะเป็นปรมัตถธรรม นั่นแหละมาเป็นรากฐานแห่งศีลธรรม ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่เป็นชาวนาหรือว่าจะบรรลุพระนิพพานอันเป็นโลกุตตรธรรม
คำว่าชาวนานี้เป็นคำแทนตลอดสายว่า ถึงชาวสวน พ่อค้า ข้าราชการ เศรษฐีมหาศาลอะไรก็ตาม คือทุกระดับกิจการงานของมนุษย์ในโลกเรา ใช้อิทัปปัจจยตาหรือปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน บางคนจะไม่เชื่อ ว่า "โลกุตตรธรรม" จะเอามาใช้เป็นรากฐานของศีลธรรมในระดับชาวนาได้อย่างไร นี่ขอให้อดทนฟัง และทำความเข้าใจกันต่อไป
ความมุ่งหมายนั้นมีอยู่ว่า ทุกคนจะต้องทำให้งานสนุก และมีความสุขเมื่อกำลังทำงาน...
แต่ขอทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ความสนุกนี้มันมีอยู่ ๒ ชนิด : 
สนุกแบบกิเลส สนุกด้วยอำนาจของกิเลส นี้ก็มี
สนุกด้วยแบบของธรรมะ มีโพธิปัญญาเป็นเครื่องทำให้สนุก นี้ก็มี
ถ้าสนุกอย่างกิเลส ก็ต้องเอาเหยื่อของกิเลสมา แล้วก็จะวินาสกันหมด เหมือนที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ ถ้าสนุกด้วยธรรมะ ก็ต้องเอาปัญญาในระดับโพธิ คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มาใช้เป็นรากฐาน
คำว่าสนุกในที่นี้ อาตมาหมายถึงสนุกชนิดที่มีโพธิธรรมะปัญญาเป็นรากฐาน ทำงานนั้นให้สนุก, ทำงานอยู่ตัวเป็นเกลียว ก็มีความสุขเมื่อกำลังทำงานนั้นเอง
อิทัปปัจจยตาคือกฎของธรรมชาติ กฎของความจริงอันเด็ดขาด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นลำดับไปๆ ทุกแขนงของการเปลี่ยนแปลง.
อิทัปปัจจยตา เป็นธรรมะสูงสุดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ แล้วก็ท่านทรงเคารพเป็นสิ่งสูงสุด. ความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา ทำให้มองเห็นว่า อะไรเป็นอะไร. อะไรเป็นอะไร, อะไรส่งเสริมกันอย่างไร แล้วเกิดผลอะไรขึ้นมา. นี้ก็หมายความว่า เห็นว่า การทำงานด้วยโพธิปัญญานั้น ทำให้เกิดความสุข.
ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือทำให้เรา มีความเห็นชัดลงไปว่า สิ่งที่เรียกว่างานหรือการงานนั่น มันเป็นหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องทำหน้าที่ ไม่อย่างนั้นมันตาย : คนไม่ทำหน้าที่ก็ตาย, สัตว์เดรัจฉาน ไม่ทำหน้าที่ก็ตาย, แม้แต่ต้นไม้ต้นไล่ ถ้าไม่ทำหน้าที่ของมัน มันก็ต้องตาย. ฉะนั้นการงานคือหน้าที่ของชีวิต, หน้าที่ของชีวิตนั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ; ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่, นี้เราไม่ค่อยมองกัน.
รู้กฎอิทัปปัจจยตา จะทำงานได้สนุก.
เดี๋ยวนี้เรามีกฎของอิทัปปัจจยตาเป็นเครื่องกระตุ้น มันก็เท่ากับว่า เป็นความกระตุ้นในทางจิต เป็นความกระตุ้นในทางธรรม มีพระเจ้าเป็นเครื่องกระตุ้น พระเจ้าสูงสุดคือกฎอิทัปปัจจยตา มาเป็นเครื่องกระตุ้น, มี motive เป็นทางธรรม ไม่ใช่ทางกิเลส  กิเลสมันก็กระตุ้นได้เหมือนกัน แต่มันกระตุ้นลงไปในนรก
ธรรมะสูงสุดกระตุ้นไปในทางที่เราปรารถนา หรือทางฝ่ายดีฝ่ายสูง. นี่ก็คือมีความแน่ใจหรือ มีศรัทธา ในสิ่งที่กระทำ, มีความพอใจ หรือ ฉันทะ ในสิ่งที่กระทำ มีกำลังใจ พละในสิ่งที่กระทำ, มีความตั้งใจมั่น คือสมาธิ ในสิ่งที่กระทำ เพราะอำนาจของการที่มีอิทัปปัจจยตา เป็นเครื่องกระตุ้น ล้วนแต่ทำให้เกิดความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ความพอใจ
ฉันทะ ในสิ่งที่กระทำ มีกำลังใจ พละในสิ่งที่กระทำ, มีความตั้งใจมั่น คือสมาธิ ในสิ่งที่กระทำ เพราะอำนาจของการที่มี อิทัปปัจจยตา เป็นเครื่องกระตุ้น ล้วนแต่ทำให้เกิดความสุข, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ความพอใจ ฉันทะ พอใจในสิ่งที่กำลังกระทำ นั่นแหละทำให้เกิดความสุข; แม้จะทำงานอย่างเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่
เมื่อทำงานแล้วถ้าพลาดหรือสมหวังก็ตาม ก็หัวเราะได้ด้วยปัญญา : สมหวังก็หัวเราะว่าเอ้อ…มันเป็นเช่นนั้นเอง ตามกฎอิทัปปัจจยตา นี้คือไม่มีความทุกข์ ถ้าพลาดก็ทำเสียใหม่ให้ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา ฝ่ายที่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้มันไปเป็นฝ่ายที่ผิดพลาด มันก็ต้องผิดพลาด, ไม่เกิดยินดียินร้าย เมื่อผิดพลาดหรือสมหวัง  แต่อีกทางหนึ่งก็ไม่หัวเราะไม่ร้องไห้ ด้วยความโง่ ตามแบบของคนทั่วไป ที่เมื่อสมหวังก็หัวเราะ เมื่อผิดหวังก็ร้องไห้. นี้มันเป็นการกระทำด้วยความโง่ ไม่รู้ว่าผิดพลาดหรือสมหวังนี้มันก็เป็นของธรรมดา  กำไรหรือขาดทุนมันก็เหมือนกัน ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง ได้มาหรือเสียไป มันก็เช่นนั้นเอง.
ถ้าจะพูดให้รุนแรงที่สุด ก็ต้องพูดว่า ชั่วหรือดี ล้วนแต่อัปรีย์เท่ากัน ชั่วถ้าไปหลงกับมันก็อัปรีย์, ดีถ้าไปหลงกับมันก็อัปรีย์, อัปรีย์ คำนี้ตามตัวหนังสือ แปลว่าไม่น่ารัก, อะ แปลว่า ไม่ ปรีย์ แปลว่า น่ารัก, อัปรีย์ แปลว่า ไม่น่ารัก : ไปหลงกับมันแล้วมันกัดเอาทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าชั่วหรือดี. อันธพาลในท้องถนนทั้งหลาย เขาก็หลงดีตามแบบของเขา เขาจึงทำอันธพาล  คนไม่อันธพาลลองไปหลงดี จะต้องนั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าอยู่บ่อยๆ ถึงกับฆ่าตัวตายก็มี ฉะนั้นอย่าไปหลงกับมันทั้งชั่วทั้งดี ให้เดินตามกฎของอิทัปปัจจยตา, มองเห็นอยู่โดยอิทัปปัจจยตา แล้วจะไม่หลงชั่วหรือไม่หลงดี.
เมื่อทำได้อย่างนี้ การงานก็เป็นของที่ให้ผลอันน่าปรารถนาหลายอย่าง : การทำงานเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ก็ตาม, จะเป็นการศึกษาให้รู้จักโลก ให้รู้จักชีวิต, จะเป็นการกีฬามันก็เล่นสนุก เพราะพอใจ. จะเป็นศิลปะที่สอนให้เราทำงานอันประณีต, จะเป็นอาชีพที่ทำให้เราดำรงอยู่ได้, เป็นเกียรติของมนุษย์ เกียรติสูงสุดของมนุษย์ก็อยู่ที่การงาน, จะเป็นอนามัยคือทำให้มีสุขภาพอนามัยดี เป็นตัวชีวิตนั่นเอง รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น มันก็เป็นการเดินทางไปนิพพาน.
ดูซิการทำงานนั่นแหละเป็นการเดินทางไปนิพพาน มันช่ำชองชำนาญในเรื่องของชีวิต มันก็ก้าวหน้าสูงๆ ขึ้นไป; ถูกแล้วมันไม่ไปไหน มันก็ต้องไปนิพพาน
ปฏิจจสมุปบาท’ บทสวดมนต์เพื่อพัฒนาปัญญา
ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร

‘ปฏิจจสมุปบาท’ เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดง ‘ปฐมพุทธภาสิตคาถา’ ไว้ในคราวตรัสรู้ แต่การสอนธรรมนี้แก่พระสงฆ์สาวกต้องอาศัยความพร้อมของผู้ฟัง ดังปรากฎเป็นบทสวดมนต์ ‘ปฏิจจสมุปาโท’ ที่มีความละเอียดลออยิ่ง   

 

‘ปฏิจจสมุปบาท’ มีชื่อเต็มว่า ‘อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท’ ซึ่งแสดงถึงวงจรที่ทุกข์เกิดและทุกข์ดับอันเป็นธรรมชาติของจิต ซึ่งเกิดอยู่ทุกขณะลมหายใจ ซึ่งหากเราเข้าใจธรรมชาติของจิตเช่นนี้ และฝึกให้มีลมหายใจแห่งสติหรืออานาปานสติภาวนา จะทำให้รู้ทันสภาวธรรมขณะ กระทบ กระเทือน กระแทก จิตปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป

คัมภีร์วินัยปิฎก 1727 เล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นเมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ กำลังทรงเสวยวิมุตติสุข และพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดยอนุโลม (กระบวนการเกิดทุกข์) และโดยปฏิโลม (กระบวนการดับทุกข์) ตลอดเวลา 1 สัปดาห์ ครั้นสิ้นระยะเสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์แล้ว เมื่อปรารภการที่จะทรงประกาศธรรมแก่ผู้อื่นต่อไป ทรงพระดำริว่า

“ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นของลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ฯลฯ สำหรับหมู่ประชา ผู้เริงรมย์ รื่นระเริงอยู่ในอาลัย ฐานะอันนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ หลักอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท ; แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยากนักกล่าวคือ...นิพพาน” 1728

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์

ในยุคสมัยของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ท่านใช้การเผยแผ่ธรรมะที่ลึกซึ้งต่างๆ ในรูปแบบของปาฐกถาหรือธรรมบรรยายโดยใช้ภาษาที่สื่อความเข้าใจง่าย แตกต่างจากธรรมเนียมการแสดงพระธรรมเทศนาแบบเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา ทำให้เป็นที่สนใจของคนในสังคมบางเรื่องถึงกับสร้างกระแสเป็นที่กล่าวถึงทั้งด้านชื่นชมและวิพากษ์วิจารณ์

รูปแบบหนึ่งคือการเรียบเรียงหนังสือชุด ‘ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส’ ได้พิมพ์เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา ที่ใช้ชื่อเช่นนี้ ปรารภเหตุว่าในปัจจุบันทุกสิ่งมักจะสำเร็จได้ด้วยการโฆษณา คนเชื่อโฆษณากันมาก การเผยแผ่ธรรมเฉยๆ อาจไม่สามารถกระตุ้นให้คนเกิดสนใจในธรรมะได้เท่ากับการต้อง “โฆษณาธรรม” กันเลยทีเดียว หนังสือชุด ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส 5 หมวด จำนวน 82 เล่ม โดย หมวดที่ 1 ชุด จากพระโอษฐ์  เป็นเรื่องที่ค้นคว้าจากพระไตรปิฎก เฉพาะที่ตรัสเล่าไว้เอง จำนวน 5 เล่ม ได้แก่ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์  อริยสัจจากพระโอษฐ์(ต้น)  อริยสัจจากพระโอษฐ์(ปลาย) ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์  และ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ 

 



ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ยังได้เรียบเรียงหนังสือที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นสำหรับบุคคลทั่วไป คือ ‘หลักปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท’ โดยกล่าวว่า

“...ปฏิจจสมุปบาทในลักษณะอย่างนี้คือ ปฏิจจสมุปบาทที่่อยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้ ปฏิบัติได้ มีสติถูกต้องป้องกันได้ ทันควันในขณะที่อารมณ์มากระทบ เป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่มีประโยชน์ที่เป็นหลักของการปฏิบัติ ถ้าถามว่าปฏิบัติอย่างไร? ไม่มีคำตอบอย่างอื่นนอกจากว่ามีสติ เมื่ออารมณ์มากระทบ อย่าเผลอสติ อย่าเผลอให้เกิดอวิชชา ปรุงสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ...

การสอนปฏิจจสมุปบาทโดยแม่ชีศันสนีย์

การสวดมนต์เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างปัญญาให้เกิดความเข้าเรื่องปฏิจจสมุปบาท  แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้ออกแบบวิถีชีวิตของการปฏิบัติธรรมในหลักสูตร ‘ศิลปะการพัฒนาชีวิตด้วยอานาปานสติ’ ให้มีการสวดมนต์ ‘ปฐมพุทธภาสิตคาถา’ และ ‘ปฏิจจสมุปาโท’ ก่อนที่ท่านจะมีการบรรยายธรรมเรื่อง ‘ปฏิจจสมุปบาท’  รวมทั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้บุคคลทั่วไปมีความเชื่อมั่นว่า ‘มนุษย์ทุกคนพ้นทุกข์ได้ด้วยการฝึกตน’  ในช่วงบรรยายธรรมท่านจึงสอดแทรกเรื่อง ‘ผู้เอาตัวรอดได้เพราะสังวรด้วยความรู้’ จากหนังสือธรรมโฆษณ์ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ และเรื่อง ‘การเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย’  จากหนังสือธรรมโฆษณ์ อริยสัจจากพระโอษฐ์  ร่วมด้วย

ปฏิจจสมุปบาท เพื่อการพ้นทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตาย

แม่ชีศันสนีย์ ขยายการสอนปฏิจจสมุปบาทจากผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นผู้ใหญ่ ไปสู่เด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา เด็กปฐมวัย วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนกระทั่งผู้สูงวัย และการเตรียมตัวตาย โดยเจาะไปที่ การเห็นทุกข์เพื่อพ้นทุกข์ ในวัยต่างๆ เพื่อให้ทุกข์นั้นเป็นประสบการณ์ตรงในการปฏิบัติธรรมตามวัย โดยใช้เครือข่ายอาสาสมัครสหวิชาชีพพัฒนาเทคนิคต่างๆ ที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของคนวัยต่างๆ ด้วยทักษะการเป็นนักประชาสัมพันธ์ของท่านและเป้าหมายคืองานเพื่อลดอัตตาตัวตน  ท่านจึงเน้นการสอนแบบ ‘ทำของยากให้ง่าย’ เหมือน ‘ปรุงยาหม้อให้เป็นแคปซูล’  ทำให้ ‘ปฏิจจสมุปบาท’ และ ‘จ๊ะเอ๋...บ๊ายบาย’ เผยแพร่ไปในหลายรูปแบบ

ปฐมพุทธภาสิตคาถา

หันหะ มะยัง ปะฐะมะพุทธะภาสิตะคาถาโย ภะณามะ เส.
เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาสวดคาถาปฐมพุทธภาษิตกันเถิด.

อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง,
เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ ;

คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง,
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้ปลูกเรือน คือตัณหาผู้สร้างภพการเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ร่ำไป ;

คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ,
นี่แน่ะ นายช่างผู้ปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป ;

สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง,
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว ;

วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัซฌะคา.
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา (คือถึงนิพพาน).

บทสวดมนต์ ปฏิจจสมุปปาทธัมมะ

(อิทัปปัจจยตา)

(หันทะ มะยัง ปะฏิจจะสะมุปปาทะธัมเมสุ อิทัปปัจจะยะตาทิธัมมะปาฐัง ภะณามะ เส)

กะตะโม จะ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ปฏิจจสมุปบาท, เป็นอย่างไรเล่า

(๑) ชาติปัจจะยา ภิกขะเว ชะรามะระณัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชรา มรณะย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, ชาติปัจจะยา ภิกขะเว ชะรามะระณัง

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชรา มรณะย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

Top of Form

 

(๒) ภะวะปัจจะยา ภิกขะเว ชาติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะภพเป็นปัจจัย, ชาติย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, ภะวะปัจจะยา ภิกขะเว ชาติ

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะภพเป็นปัจจัย, ชาติย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๓) อุปาทานะปัจจะยา ภิกขะเว ภะโว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย, ภพย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, อุปาทานะปัจจะยา ภิกขะเว ภะโว

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย, ภพย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๔) ตัณหาปัจจะยา ภิกขะเว อุปาทานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะตัณหาเป็นปัจจัย, อุปาทานย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, ตัณหาปัจจะยา ภิกขะเว อุปาทานัง

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะตัณหาเป็นปัจจัย, อุปาทานย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)


(๕) เวทะนาปัจจะยา ภิกขะเว ตัณหา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเวทนาเป็นปัจจัย, ตัณหาย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, เวทะนาปัจจะยา ภิกขะเว ตัณหา

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะเวทนาเป็นปัจจัย, ตัณหาย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๖) ผัสสะปัจจะยา ภิกขะเว เวทะนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, เวทนาย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, ผัสสะปัจจะยา ภิกขะเว เวทะนา

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, เวทนาย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๗) สะฬายะตะนะปัจจะยา ภิกขะเว ผัสโส

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย, ผัสสะย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, สฬายะตะนะปัจจะยา ภิกขะเว ผัสโส

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย, ผัสสะย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๘) นามะรูปะปัจจะยา ภิกขะเว สะฬายะตะนัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย, สฬายตนะย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, นามะรูปะปัจจะยา ภิกขะเว สะฬายะตะนัง

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย, สฬายตนะย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๙) วิญญาณะปัจจะยา ภิกขะเว นามะรูปัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย, นามรูปย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, วิญญาณะปัจจะยา ภิกขะเว นามะรูปัง

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย, นามรูปย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๑๐) สังขาระปัจจะยา ภิกขะเว วิญญาณัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะสังขารเป็นปัจจัย, วิญญาณย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, สังขาระปัจจะยา ภิกขะเว วิญญาณัง

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะสังขารเป็นปัจจัย, วิญญาณย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด, ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

 

(๑๑) อวิชชาปัจจะยา ภิกขะเว สังขารา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย, สังขารทั้งหลายย่อมมี

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม

ฐิตา วะ สา ธาตุ

ธรรมธาตุนั้น, ย่อมตั้งอยู่แล้ว, นั่นเทียว

ธัมมัฏฐิตะตา

คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา

ธัมมะนิยามะตา

คือความเป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา

อิทัปปัจจะยะตา

คือความที่เมื่อมีสิ้งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ, ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ, ซึ่งธรรมธาตุนั้น

อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา

ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว

อาจิกขะติ เทเสติ

ย่อมบอก, ย่อมแสดง

ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ

ย่อมบัญญัติ, ย่อมตั้งขึ้นไว้

วิวะระติ วิภะชะติ

ย่อมเปิดเผย, ย่อมจำแนกแจกแจง

อุตตานีกะโรติ

ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

ปัสสะถาติ จาหะ, อะวิชชาปัจจะยา ภิกขะเว สังขารา

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย, สังขารทั้งหลายย่อมมี

อิติโข ภิกขะเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุดังนี้ แล

ยาตัตระ ตะถะตา

ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น, อันเป็นตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น

อะวิตะถะตา

เป็นอวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

อะนัญญะถะตา

เป็นอนัญญถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

อิทัปปัจจะยะตา

เป็นอิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมนี้, เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

อิติ

ดังนี้แล

18. นรกสวรรค์ในพุทธศาสนา มีอยู่ที่อายตนะนั่นแหละ

18. นรกสวรรค์ในพุทธศาสนา มีอยู่ที่อายตนะนั่นแหละ

นรก-สวรรค์ ตามหลักของพระพุทธเจ้า
ทีนี้อยากจะให้รู้เสียเลย ที่เกี่ยวกับ ทวารเหล่านี้นะ
พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า
นรกทางอายตนะ ฉันเห็นแล้ว
สวรรค์ทางอายตนะ ฉันเห็นแล้ว

เมื่อก่อน เขาพูดกัน ถึงเรื่อง นรกอยู่ใต้ดิน
อย่าง ภาพเขียนฝาผนัง นั่นมันคือ นรกทางกาย นรกทางวัตถุ
ก็หมายถึง ร่างกาย ถูกกระทำ อย่างนั้น เป็นนรกใต้ดิน ตามที่ว่า
แล้วสวรรค์ ก็อยู่ข้างบน บนฟ้า ข้างบนโน้น
มีวิมาน มีผู้เสวยสวรรค์ เป็นบุคคล
มีนางฟ้า ส่งเสริม ความสุข เป็นร้อยๆ ร้อยๆ นั้นคือ
สวรรค์ข้างบน แต่ เป็นเรื่อง ทางกาย หรือ ทางวัตถุทั้งนั้น

นรกกับสวรรค์ ชนิดนั้น เขาพูดกัน อยู่ก่อนพระพุทธเจ้า
เขาสอนกันอยู่ก่อน แต่คุณจับใจความให้ได้ มันเรื่องทางกายนี้
เจ็บปวดทางกายอยู่ใต้ดิน คือนรก
เอร็ดอร่อยทางกายอยู่ข้างบน นั่นแหละสวรรค์

ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสเสียใหม่ว่า
นรกที่อายตนะฉันเห็นแล้ว ก็คือที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; นี่นรก
เมื่อทำผิด มันร้อนขึ้นมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
มันนรกที่ไม่ใช่วัตถุ ที่ไม่ใช่กาย มันเป็นนามธรรม
เป็นความรู้สึก เป็นทุกข์ร้อน อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
นี่นรกฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้ ฝ่ายวิญญาณ

ทีนี้ สวรรค์ก็เหมือนกัน เมื่อถูกต้อง เขาก็จะเป็นสุข
สนุกสนาน อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็นั้นแหละ คือ สวรรค์
เป็น สวรรค์ทางวิญญาณ มันคู่กัน อย่างนี้ มันคู่กันมา อย่างนี้

ถ้าเอาวัตถุ เอาร่างกายเป็นหลัก นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า
แล้วก็เป็นไปตามเรื่องนั้น

แต่ถ้าเอาเรื่อง นามธรรม ฝ่ายวิญญาณ เป็นหลักแล้ว
ทั้งนรก ทั้งสวรรค์ มันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
คือ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้น ที่นั่น
พูดอย่างนี้ ชี้ไปยังที่ตัวจริง
พูดอย่างโน้น มันอุปมา เหมือนกับว่า ถูกฆ่า ถูกเผา ถูกอะไรอยู่
หรือว่า เสวยอารมณ์ อันเป็น กามคุณอยู่
นั้นควรจะเป็นอุปมา แต่เขากลับเอามา เป็นตัวจริง

ทีนี้ ผม อธิบายตาม พระบาลี เรื่องตัวจริง ว่า
ร้อนอยู่ที่ อายตนะทั้ง ๖ นี้ มันเป็นนรก สบายอย่างนี้ เป็นสวรรค์
เขากลับหาว่า นี้อุปมา นี่มัน กลับกัน อย่างนี้ ใครโง่ ใครฉลาด?
คุณก็ไปคิดเอาเอง

แต่ผมยืนยันว่า ตามหลักของพระพุทธเจ้าว่า นี้คือ จริง :
นรกที่อยู่ที่อายตนะ ๖ นี้ คือ นรกจริง
สวรรค์ที่อยู่ที่อายตนะ๖ นี้คือ สวรรค์จริง
ท่านจึงตรัสว่า ฉันเห็นแล้วๆ

ก็ไม่ได้พูด ตามที่เขาพูดกัน อยู่ก่อนพระองค์
ที่เขาพูดกัน อยู่ก่อนพระองค์ นั้น เขาพูดกันว่าอย่างนั้น
มันจะเป็น เรื่องคาดคะเน หรือ เป็นเรื่องอะไร ก็ตามใจเขา
เราจะไม่แตะต้อง เราจะไม่ไปคัดค้าน

นี่คุณช่วยจำไว้ข้อหนึ่ง ด้วยนะ แทรกให้ได้ยินว่า
เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ตรงกับ ลัทธิของเรา
พระพุทธเจ้า ท่านว่า อย่าไปคัดค้าน แล้วก็ไม่ต้องยอมรับ
เมื่อเราไม่เห็นด้วยเราก็ไม่ยอมรับ แต่แล้ว อย่าไปคัดค้าน
อย่าไปด่าเขา อย่าไปอะไรเขา ก็บอกว่า คุณว่าอย่างนั้น
ก็ถูกของคุณ เราไม่อาจจะยอมรับ แต่เราก็ไม่คัดค้าน
แต่เรามีว่าอย่างนี้ๆ เราก็พูดของเราไป ก็แล้วกัน

นี่ควรจะถือเป็นหลัก กันทุกคน
ถ้าลัทธิอื่น เขามาในแบบอื่น รูปอื่น
เราก็ไม่คัดค้าน เราไม่ยอมรับ
แต่เราบอกว่า ของพุทธศาสนานี้ เป็นอย่างนี้ๆ ก็ว่าไป
ไม่ต้องทะเลาะกัน
ที่มันจะไป ทำลายของเขา ยกตัวของตัว ขึ้นมา
นี้มันจะได้ทะเลาะกัน จะทำอันตรายกัน เพราะหลักธรรมะ นั้นเอง
พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่พูด ถึงเรื่องอะไรๆ ที่เขาพูดกันอยู่ก่อน
ในหลายๆเรื่อง รวมทั้งเรื่อง นรก สวรรค์ นี้ด้วย

แต่ท่านพูด ขึ้นมาใหม่ว่า ฉันเห็นแล้ว คือ อย่างนี้ๆ

ฉะนั้น เรามี นรก สวรรค์
ทั้งที่เป็นการกล่าวกันอยู่ตาม ทางวัตถุ ทางกาย
มาสอนใน ประเทศไทย ตั้งแต่ ก่อนพุทธศาสนาเข้ามา
ฝ่ายพุทธศาสนาเข้า
เขาก็ไม่ได้เอาคำของพระพุทธเจ้าข้อนี้มาสอน
ประชาชนก็ยังถือตาม ก่อนโน้นๆ นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า

นรก สวรรค์ อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสนี้
ไม่ค่อยมีใครสนใจ
พอเอามาพูดเข้า เขาเห็นเป็น เรื่องอุปมา ไปเสียอีก

มันกลับกัน เสียอย่างนี้

17. เรื่องดี – ชั่ว สุข – ทุกข์ บุญ – บาป ยังมิใช่ความสงบ

17. เรื่องดี – ชั่ว สุข – ทุกข์ บุญ – บาป ยังมิใช่ความสงบ

ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป สุขหรือทุกข์
มันก็ยังเป็นสิ่งที่ต้อง“แบก”อยู่นั่นเอง
“...ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ไม่น่าเอาน่าเป็น เช่น เป็นคนดีก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนดี เป็นคนชั่วก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนชั่ว ดังนั้น การไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเสียเลย คือไม่เป็นอะไรทั้งคนดีและคนชั่ว นี่แหละ จึงจะไม่มีทุกข์
ถ้าเป็นคนมีบุญ ก็ต้องเป็นทุกข์ไปตามประสาของคนมีบุญ ซึ่งแตกต่างกันมากไปจากความทุกข์ของคนมีบาป แต่เป็นทุกข์เหมือนๆกันก็ตรงที่ว่า มันเป็นการแบกของหนักเอาไว้ทั้งนั้น 
ผิดกันแต่ว่าของหนักของอีกคนหนึ่งนั้นกำลังลุกเป็นไฟ แต่ของหนักของอีกคนหนึ่งนั้นหอมหวนเยือกเย็น แต่มันก็หนักอย่างเดียวกัน
อีกทีหนึ่ง ซึ่งสูงขึ้นไปก็ว่า เกิดมาเป็นผู้มีความสุข ก็ยังต้องทุกข์ไปตามแบบตามประสาของคนมีความสุข ไม่แพ้บุคคลที่เกิดมามีความทุกข์ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า ความสุขนั้นมันก็ยังเป็นสิ่งที่ต้อง“แบก”อยู่นั่นเอง
เพราะว่าความสุขนั้นตั้งรากฐานอยู่บนความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บนความเปลี่ยนแปลง และบนอารมณ์ทั้งหลายที่เป็นมายาที่สุด จึงเป็นของหนักหรือภาระหนัก จึงกล่าวว่ามีความทุกข์ไปตามประสาคนมีสุข สู้ไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้ นี่แหละ จึงว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็น
คำนิยาม ถูก ผิด, ดี ชั่ว, บุญ บาป, คุณ โทษ, ควร ไม่ควร

            การศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ก็เพื่อให้เข้าใจและสามารถดำเนินชีวิตโดยไม่ผิดพลาดทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะในแต่ละวันมนุษย์มีเรื่องให้ต้องตัดสินใจ เมื่อต้องประสบกับปัญหาเราจะต้องตัดสินใจได้เด็ดขาด ถ้าตัดสินใจไม่ได้ ก็จะทำงานต่อไปไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เรามักถูกบังคับให้ต้องตัดสินใจทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ การคิดแยกแยะเหตุผล มีความจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจศัพท์ทางพระพุทธศาสนาอยู่หลายคำที่เกี่ยวข้องอย่างขาดเสียมิได้ เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องกฎแห่งกรรมแล้วจะต้องโยงไปถึงคำเหล่านี้ทุกครั้ง ได้แก่

1) ถูก หรือชอบ คือ ทำถูก หมายถึง การกระทำใดๆ ก็ตามทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจมาก่อน แต่ว่าเมื่อทำลงไปแล้วเกิดแต่ประโยชน์ ไม่เกิดความเสียหาย ไม่เกิดโทษ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ติดตามมาในภายหลังทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

2) ผิด คือ ทำผิด หมายถึง การกระทำด้วยความประมาทพลาดพลั้ง ทำให้เกิดความเสียหาย เป็นโทษ เป็นความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หย่อนปัญญา

3) ดี คือ ทำดี หมายถึง นอกจากจะทำถูกแล้วจะต้องทำดีด้วย หมายความว่า การกระทำที่รู้อยู่เต็มอกก่อนจะทำแล้วว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วตั้งใจทำด้วยความระมัดระวัง เอาใจจดจ่อ ทำด้วยความมั่นใจ ผลที่ได้รับก็คือ ยิ่งทำยิ่งสุขกายสุขใจ เป็นทางมาแห่งบุญ

4) ชั่ว คือ ทำชั่ว หมายถึง รู้ทั้งรู้ว่าผิดแล้วยังฝืนทำ รู้ด้วยว่าทำไปแล้วจะเกิดความเสียหาย ความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ผลที่ได้รับก็คือ ยิ่งทำยิ่งทุกข์ ยิ่งทำยิ่งเดือดร้อน เป็นทางมาแห่งบาปอกุศล

5) บุญ ว่าโดยเหตุ หมายถึง ความผ่องแผ้ว ความบริสุทธิ์ ความดีงาม สิ่งที่เป็นเครื่องชำระล้าง กาย วาจา ใจ ให้ปราศจากมลทิน ว่าโดยผล บุญ หมายถึง ความสุขกายสุขใจ ดังพุทธภาษิตที่ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข22) บุญเกิดเมื่อประพฤติกุศลกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ หรือที่เรียกว่า บุญกุศล บุญกรรมเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีใจสูงส่ง

6) บาป ว่าโดยเหตุ หมายถึง ความเศร้าหมองขุ่นมัว ความเลวทราม ความสกปรก ทำให้กาย วาจา ใจมีมลทิน ว่าโดยผล หมายถึง ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความเศร้าโศกเสียใจ ความเดือดร้อนใจ บาปเกิดเมื่อประพฤติอกุศลกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ หรือที่เรียกว่า บาปอกุศล บาปกรรม เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีใจตกต่ำ

7) คุณ หมายถึง ประโยชน์หรือผลที่ได้รับ จากการทำถูก ทำดี ทำไปแล้วได้รับการสรรเสริญยกย่อง

8) โทษ หมายถึง ผลที่ได้รับจากการทำผิด ทำชั่ว ทำไปแล้วถูกตำหนิติเตียน

9) ควร คือ รู้สิ่งใดควรทำ หมายถึง สิ่งที่ทำลงไปนั้น ถ้าไม่ทำก็ไม่ผิด ไม่เสียหาย แต่รู้ว่าถ้าทำแล้วจะเกิดคุณงามความดี ความถูกต้อง แล้วเราก็ตั้งใจทำสิ่งนั้นไปด้วยความเต็มใจ

10) ไม่ควร คือ รู้สิ่งใดไม่ควรทำ หมายถึง สิ่งที่ทำลงไปนั้น ถ้าทำไปแล้วก็ไม่ถึงกับผิด ไม่เสียหาย แต่เรารู้ว่าถ้าทำไปแล้วอาจจะขัดอกขัดใจ ถูกตำหนิได้ เราก็จะไม่ทำสิ่งนั้น

เมื่อได้ทำความเข้าใจกับนิยามของคำเหล่านี้ดีแล้ว จะทำให้เกิดความชัดเจน เมื่อจะต้องตัดสินใจคิดพูดทำอะไรสักอย่าง เพื่อจะได้ตอบตนเองได้ว่าสิ่งที่กระทำไปนั้นทำไปแล้วจะเกิดอะไร มีผลกระทบอย่างไรในการดำเนินชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนตั้งอยู่บน พื้นฐานของการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจทั้งสิ้น

16. เหนือความหมายแห่งของคู่ทุกชนิด คืออิสระ

16. เหนือความหมายแห่งของคู่ทุกชนิด คืออิสระ
"เหนือความหมายแห่งของคู่ทุกชนิด คืออิสระ" เป็นหลักธรรมคำสอนของ พุทธทาสภิกขุ หมายถึง การที่จิตอยู่เหนือสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม (คู่บวก-คู่ลบ) เช่น ดี-ชั่ว, บุญ-บาป, สุข-ทุกข์, ได้-เสีย 
สาระสำคัญของคำสอน:
อยู่เหนือสิ่งที่เป็นคู่ (Dualism): คือภาวะที่จิตไม่ยึดติดกับสิ่งที่ตรงข้ามกัน ไม่ติดใจในสุข ไม่จมปลักในทุกข์
โลกุตระ (เหนือโลก): เมื่อจิตไม่ถูกครอบงำโดยสิ่งคู่ตรงข้าม จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "จิตว่าง"
อิสระที่แท้จริง: คือความสะอาด สว่าง สงบ หรือคือ "นิพพาน" ซึ่งเป็นอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นทุกประการ  
กล่าวโดยสรุปคือ อิสระสูงสุดตามหลักนี้ไม่ใช่แค่การทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่เป็นการที่จิตใจหลุดพ้นจากการติดอยู่ในความหมายของของคู่ตรงข้าม นำไปสู่ความสงบเย็นที่แท้จริง

15.ตัวกู – ของกู จอมศัตรูตัวร้ายกาจ


15.ตัวกู – ของกู จอมศัตรูตัวร้ายกาจ


"ตัวกู-ของกู" (อัตตา) คือรากเหง้าของความทุกข์ที่รุนแรงที่สุดตามหลักคำสอนของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งท่านเน้นย้ำว่าเป็น "จอมศัตรู" เพราะมันทำให้เรายึดติดจนเกิดความโลภ โกรธ และหลง 
ศึกษาที่มา: ทำความเข้าใจว่าความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) สร้างความทุกข์อย่างไรผ่าน
ฝึกสติรายวัน: เริ่มฝึกวิปัสสนากรรมฐานเพื่อเห็นความจริงของกายและใจผ่าน คอร์สปฏิบัติธรรมของวัดสวนโมกขพลาราม 
สรุปวิธีการฝึกจิต เพื่อลด "ตัวกู-ของกู" ในชีวิตประจำวัน
การลด "ตัวกู-ของกู" ไม่ใช่การทำลายตัวเองทิ้ง แต่คือการฝึกจิตให้ "ฉลาด" จนไม่หลงไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา หรือของเราจนเป็นทุกข์ สรุปวิธีการฝึกในชีวิตประจำวันตามแนวทางของ ท่านพุทธทาสภิกขุ มีดังนี้
1. ฝึกสติหยุดการปรุงแต่ง (ผัสสะ)
คอยจับจ้องที่ "ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ": เมื่อมีการกระทบ (เช่น มีคนมาด่า) ให้หยุดที่แค่ "รู้" อย่าปล่อยให้จิตปรุงแต่งต่อไปว่าเป็น "กูถูกด่า"
ใช้คาถา "อิทัปปัจจยตา": ท่องไว้ในใจว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" เพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่ได้มีใครมาทำอะไรเรา 
2. ทำงานด้วย "จิตว่าง"
ทำงานเพื่อหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อผลงานของกู: ให้ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด (วิปัสสนากรรมกร) โดยไม่เอาความสำเร็จหรือความล้มเหลวมาผูกติดกับตัวตน
ลดการเปรียบเทียบ: ฝึกทำงานโดยไม่มีความรู้สึกว่าต้องเด่นกว่าใคร หรือต้องเป็นที่รักมากกว่าคนอื่น เพราะความกังวลเหล่านั้นคือการสร้าง "ตัวกู" ขึ้นมาแข่งขัน 
3. ฝึกอานาปานสติ (สติปัฏฐาน)
ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ: ฝึกหายใจเข้า-ออกอย่างมีสติ เพื่อระงับความฟุ้งซ่านของอารมณ์ เมื่อจิตสงบ สติจะไวพอที่จะเห็นการก่อตัวของกิเลส "ตัวกู" ได้ทัน
สะสมความเย็น: เมื่อความโกรธหรือความอยากเกิดขึ้น ให้กลับมาอยู่กับลมหายใจจนความร้อนจากกิเลสจางไป 
4. พิจารณาความ "ว่าง" (สุญญตา)
มองทุกอย่างเป็นของยืม: ฝึกมองว่าร่างกาย ทรัพย์สิน หรือตำแหน่ง เป็นเพียงของที่ยืมโลกมาใช้ชั่วคราว ไม่ใช่ "ของกู" ที่ถาวร
เป็นขบถต่อกิเลส: เมื่อจิตเริ่มรู้สึกอยากครอบครองหรืออยากเอาชนะ ให้บอกตัวเองว่า "กูไม่ยอมเป็นทาสมึงอีกต่อไป
การปฏิบัติที่หยุดการเกิดแห่งตัวกู
การปฏิบัติเพื่อหยุดการเกิดแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในทัศนะของ ท่านพุทธทาสภิกขุ คือการเข้าไปหยุดยั้งที่ ต้นเหตุของความรู้สึก โดยเน้นไปที่วงจร ปฏิจจสมุปบาท (กระบวนการเกิดทุกข์) สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้ครับ:
1. ปิดประตูที่ "ผัสสะ" (การสัมผัส)
จุดที่ "ตัวกู" จะเกิดได้ง่ายที่สุดคือตอนที่ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง หรือใจคิดนึก: 
วิธีปฏิบัติ: เมื่อมีอะไรมากระทบ (ผัสสะ) ให้มี สติ เข้ามาคั่นกลางทันที ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกยินดี (ชอบ) หรือยินร้าย (ไม่ชอบ) พัฒนาไปเป็นความอยาก (ตัณหา) และความยึดมั่น (อุปาทาน) ว่าเป็น "ตัวกู"
หัวใจสำคัญ: "เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน" 
2. ใช้ "วิชชา" ตัดวงจร "อวิชชา"
"ตัวกู" เกิดจากความไม่รู้ (อวิชชา) ที่คิดว่ามีตัวตนจริงๆ อยู่ในกระบวนการของชีวิต: 
วิธีปฏิบัติ: ฝึกมองทุกอย่างด้วยสายตาแห่ง อิทัปปัจจยตา คือเห็นว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" ทุกอย่างเป็นเพียงเหตุปัจจัยที่ไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา 
3. ฝึกฝนด้วย "อตมฺมยตา" (ความไม่สำเร็จด้วยสิ่งนั้น)
นี่คืออาวุธระดับสูงสุดที่ท่านพุทธทาสแนะนำ: 
วิธีปฏิบัติ: ปลูกฝังความรู้สึกว่า "กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป" ต่ออารมณ์ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ หรือแม้แต่ความสงบ เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าไปยึดถือเอามาเป็น "ของกู" 
4. การทำงานคือการปฏิบัติธรรม
วิธีปฏิบัติ: ฝึกทำหน้าที่ให้บริบูรณ์โดยไม่มีความหวังในผลตอบแทนเพื่อ "ตัวกู" ให้จิตอยู่กับงาน (หน้าที่) จนลืมความรู้สึกว่ามี "ผู้ทำ" เมื่อความรู้สึกว่า "กูเป็นคนทำ" หายไป "ความทุกข์" ก็เกิดไม่ได้
การปิดวงจรปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน
การปิดวงจร ปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องรอไปทำที่วัด แต่คือการ "ดักคอ" กิเลสในทุกวินาทีที่ชีวิตสัมผัสกับโลกครับ โดยมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ท่านพุทธทาสเน้นย้ำคือ "ช่วงรอยต่อระหว่าง ผัสสะ และ เวทนา" ดังนี้ครับ:
1. มี "สติ" ไวเท่าแสงที่ผัสสะ
วงจรจะเริ่มทำงานเมื่อ ตาเห็นรูป หรือ หูได้ยินเสียง (ผัสสะ) หากเราเผลอ สติไม่มา อวิชชาจะเข้าเสียบแทนทันที
วิธีปฏิบัติ: เมื่อถูกตำหนิ หรือได้รับคำชม ให้ระลึกว่า "มันคือคลื่นเสียงที่มากระทบหู" อย่าเพิ่งรีบรับเอาความหมายนั้นมาปรุงแต่งเป็นตัวเรา ศึกษาเรื่องผัสสะจากหอจดหมายเหตุพุทธทาส
2. หยุดที่ "เวทนา" อย่าให้ลามไป "ตัณหา"
เมื่อเกิดความรู้สึกพอใจ (สุขเวทนา) หรือไม่พอใจ (ทุกข์เวทนา) ขึ้นมาแล้ว ให้หยุดแค่ที่ความรู้สึกนั้น
วิธีปฏิบัติ: บอกตัวเองว่า "อ๋อ ความรู้สึกไม่พอใจมันเกิดขึ้นแล้วนะ" (เห็นมันเป็นแค่สภาวะ) อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นความอยาก เช่น อยากจะด่ากลับ หรืออยากให้ความรู้สึกนี้หายไป เพราะนั่นคือจุดเริ่มของ "ตัวกู" ที่เป็นผู้ทุกข์
3. ใช้ "ปัญญา" ตัดวงจรด้วยอิทัปปัจจยตา
มองให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นเพียง "กระแส" ของเหตุปัจจัย
วิธีปฏิบัติ: ท่องในใจว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง" (ตถตา) สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ไม่ใช่มีใครแกล้งเรา หรือเราซวย แต่มันคือธรรมชาติ ทำความเข้าใจอิทัปปัจจยตาได้ที่นี่
4. ฝึก "จิตว่าง" ในขณะทำงาน
การปิดวงจรที่ทำได้ทั้งวันคือการ "ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่"
วิธีปฏิบัติ: ขณะล้างจาน ให้มีจิตอยู่ที่การล้าง ขณะพิมพ์งาน ให้มีจิตอยู่ที่ปลายนิ้ว อย่าให้มี "ผู้ล้าง" หรือ "ผู้พิมพ์" ที่คอยหวังคำชมหรือกลัวความลำบาก เมื่อไม่มี "ผู้ทำ" (ตัวกู) วงจรปฏิจจสมุปบาทก็ขาดสะบั้นลง
การดูจิตในขณะที่ผัสสะกระทบ
การดูจิตในขณะที่ ผัสสะกระทบ คือหัวใจของการปฏิบัติธรรมแบบ "ช็อตคัท" เพราะถ้าคุณหยุดมันได้ตรงนี้ "ตัวกู" ก็ไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากครับ
นี่คือเทคนิคการฝึก สติที่ไวเท่าทันผัสสะ ในชีวิตประจำวัน:
1. ฝึก "ดักคอ" ที่ทวารทั้ง 6
ให้จินตนาการว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือประตูบ้าน และ สติ คือยามหน้าประตู
เมื่อตาเห็นรูป: เห็นคนที่เราไม่ชอบเดินมา สติบอกว่า "แค่รูปกระทบตา" อย่าเพิ่งปล่อยให้ใจกระโดดไปปรุงแต่งว่า "นั่นคือศัตรูของกู" ศึกษาการฝึกสติเบื้องต้นที่วิมุตติ
เมื่อหูได้ยินเสียง: ได้ยินเสียงตำหนิ สติบอกว่า "แค่คลื่นเสียงกระทบหู" ยังไม่มีความหมายอะไรจนกว่าคุณจะไปหยิบมาเป็น "ของกู"
2. แยก "ตัวกู" ออกจาก "อาการของจิต"
เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้วเกิด เวทนา (รู้สึกชอบ/ไม่ชอบ) ให้ใช้ปัญญาแยกแยะ:
เทคนิค: อย่าพูดว่า "กูโกรธ" แต่ให้พูดว่า "ความโกรธกำลังปรากฏ"
การเปลี่ยนคำพูดในใจจะช่วยสร้างระยะห่าง (Space) ทำให้คุณเห็นว่าความโกรธเป็นแค่ "แขกแปลกหน้า" ที่ผ่านมาแล้วก็ไป ไม่ใช่ตัวตนของคุณจริงๆ ฟังคำสอนเรื่องการดูจิตโดยหลวงพ่อปราโมทย์
3. คาถาหยุดโลก: "มันเป็นเช่นนั้นเอง" (ตถตา)
ในวินาทีที่ผัสสะแรงๆ กระทบจิต จนเริ่มจะสั่นคลอน ให้รีบสวนกลับด้วยความจริงของธรรมชาติ:
วิธีใช้: เมื่อรถคันข้างหน้าปาดหน้า (ผัสสะ) ใจเริ่มเดือด (เวทนา) ให้มองว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง" ตามเหตุปัจจัยของมัน (เขาอาจจะรีบ หรือเขาเป็นคนนิสัยแบบนั้น) การยอมรับความเป็นจริงตามธรรมชาติจะช่วยให้ "ตัวกู" ที่อยากจะเอาชนะสลายตัวไป
4. สังเกต "ความว่าง" หลังการกระทบ
เมื่อผัสสะผ่านไปแล้ว ให้ลองสังเกตดูว่า ถ้าเราไม่กระโดดเข้าไปงับอารมณ์นั้น จิตจะกลับมาสู่สภาวะปกติที่เรียกว่า "จิตว่าง"
การปฏิบัติ: ฝึกเห็นบ่อยๆ ว่าความรู้สึกเหล่านั้นเกิดเอง ดับเอง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันเลย ความเป็น "ตัวกู" จะค่อยๆ จางลงเอง
คุณสามารถหาอ่านเทคนิคการเจริญสติในชีวิตประจำวันเพิ่มเติมได้จาก หนังสือของหอจดหมายเหตุพุทธทาส เพื่อขัดเกลาปัญญาให้แหลมคมขึ้น
เทคนิคการกำจัดตัวกู
การกำจัด "ตัวกู" ไม่ใช่การฆ่าตัวตายทางกาย แต่คือการ "ทำลายความโง่" ที่เผลอไปยึดสังขารร่างกายและอารมณ์ว่าเป็นเราครับ นี่คือ 4 เทคนิคพิฆาตอัตตาที่คุณนำไปใช้ได้ทันที:
1. ฝึก "ถอนชื่อ" ออกจากทุกสิ่ง
"ตัวกู" มักมาพร้อมกับการตีตราจอง (Labeling)
เทคนิค: เปลี่ยนสรรพนามในใจ จาก "รถของกู" เป็น "รถคันนี้", จาก "งานของกู" เป็น "งานชิ้นนี้", จาก "ความโกรธของกู" เป็น "สภาวะโกรธที่ผ่านมา"
ผลลัพธ์: เมื่อไม่มีคำว่า "ของกู" เวลาสิ่งนั้นพัง เสียหาย หรือโดนตำหนิ จิตใจจะเจ็บปวดน้อยลงอย่างน่าอัศจรรย์ตามหลัก สุญญตา (ความว่าง)
2. เทคนิค "ปรมาณูลงที่ผัสสะ"
นี่คือวิธีที่แรงและเร็วที่สุดในการหยุดตัวกู
เทคนิค: ในเสี้ยววินาทีที่โดนด่า หรือได้ลาภยศ ให้รีบสวนด้วยปัญญาว่า "ไม่มีกูอยู่ในที่นั้น" มีเพียงเสียงกระทบหู หรือรูปกระทบตาตามธรรมชาติ
เป้าหมาย: หยุดการก่อตัวของ "อุปาทาน" (ความยึดมั่น) ไม่ให้พัฒนาเป็น "ภพ" และ "ชาติ" (การเกิดของตัวกู) ในใจ ศึกษาปฏิจจสมุปบาทที่วัดสวนโมกข์
3. ทำงานแบบ "วิปัสสนากรรมกร"
ใช้การทำงานในชีวิตประจำวันเป็นเครื่องขูดเกลา
เทคนิค: ตั้งใจทำงานให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อ "หน้าที่" (Duty for Duty's sake) โดยไม่ต้องมี "ตัวกู" รอรับคำชมหรือผลประโยชน์
คติเตือนใจ: "ทำงานด้วยจิตว่าง" คือทำงานเต็มที่แต่ไม่ยึดถือผลงานว่าเป็น "ของกู"
4. ใช้คาถา "กูไม่เอากับมึง" (อตมฺมยตา)
เมื่อกิเลสเริ่มเย้ายวนให้เราอยากเด่น อยากดัง หรืออยากเอาชนะ
เทคนิค: บอกตัวเองสั้นๆ ว่า "กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป" หมายถึงจิตนี้จะไม่ยอมตกเป็นทาสของอารมณ์นั้นๆ อีก
อานุภาพ: นี่คือจุดที่จิตอยู่เหนืออำนาจการปรุงแต่ง เป็นอิสระจากจอมศัตรูตัวร้าย ฟังธรรมบรรยายเรื่องอตมฺมยตา

14. เพชรในหัวคางคก (ความรู้ที่ทุกข์สอนให้) นั้นมีอยู่

14. เพชรในหัวคางคก (ความรู้ที่ทุกข์สอนให้) นั้นมีอยู่
"เพชรในหัวคางคก" เป็นคำสอนของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ที่หมายถึง "ความดับทุกข์" ที่พบได้ในความทุกข์ เปรียบเสมือนการหาเพชรที่มีค่ามหาศาลจากคางคกที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือการหาทางดับไฟได้จากที่ที่ไฟกำลังลุกไหม้ โดยเป็นความรู้แจ้งที่สอนให้เห็นความจริงของชีวิต เพื่อให้ใจปล่อยวางและเป็นอิสระ 
สาระสำคัญของ "เพชรในหัวคางคก":
ทุกข์คือที่ตั้งของปัญญา: เมื่อเกิดความทุกข์ (เช่น หงุดหงิด เศร้า พยาบาท) ให้กำหนดรู้และมองเข้าไปที่ความทุกข์นั้นเพื่อหา "เหตุ"
ดับทุกข์ที่จุดกำเนิด: ไม่ใช่การหนีทุกข์ แต่เป็นการดับความทุกข์ตรงจุดนั้น เหมือนดับไฟที่ต้นเหตุ
ความล้ำค่าที่หาพบได้: หากรู้จักวิธีมอง ความทุกข์จะกลายเป็นครูที่มอบความรู้แจ้งล้ำค่า (เพชร)
อตัมมยตา: แนวคิดการไม่ยึดติด ไม่อะไรกับความทุกข์หรือความวุ่นวายทั้งปวง 
การพบ "เพชร" นี้คือการเข้าใจในธรรมและมีสติจนเห็นความจริงว่าทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง 

13. มีสติเมื่อผัสสะ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดทุกข์

13. มีสติเมื่อผัสสะ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดทุกข์

การมีสติเมื่อผัสสะ (การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) คือหัวใจของการปฏิบัติธรรมตามแนวทางพุทธศาสนา เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ โดยหากมีสติและปัญญาตระหนักรู้ในขณะที่ผัสสะเกิดขึ้น ย่อมไม่ปรุงแต่งให้เกิดกาม เวทนา หรือตัณหา ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ทำให้ความทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นที่จิตได้ 
แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการมีสติเมื่อผัสสะ (พุทธทาสภิกขุ):
ผัสสะคือจุดกำเนิด: โลกทั้งหมด ทุกข์ทั้งหมดล้วนมีต้นเหตุมาจากผัสสะ หรือการกระทบ
เมื่อมีสติ: เมื่อผัสสะกระทบแล้วมีสติปัญญาประกอบ (ผัสสะที่ถูกต้อง) จะไม่นำไปสู่ความโง่เขลา ไม่ปรุงแต่งเป็นทุกข์
เมื่อขาดสติ: ผัสสะที่ไม่รู้เท่าทันจะนำไปสู่ความทุกข์ (ผัสสะโง่)
ความทุกข์เกิดที่จิต: การทำผิดเรื่องผัสสะ (ไม่มีสติ) ทำให้จิตเกิดความทุกข์ หากเข้าใจเรื่องผัสสะ ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น 
การฝึกฝนสติในการรู้ทันการกระทบของผัสสะ จึงเป็นการยับยั้งกระบวนการของความทุกข์ตั้งแต่ต้นเหตุ 

12. กิเลสกับโพธิ์ ล้วนแต่เป็นสังขารธรรมด้วยกัน

12. กิเลสกับโพธิ์ ล้วนแต่เป็นสังขารธรรมด้วยกัน

คำสอนของพุทธทาสภิกขุที่ว่า "กิเลสกับโพธิ์ ล้วนแต่เป็นสังขารธรรมด้วยกัน" หมายความว่าทั้งความเศร้าหมอง (กิเลส) และความรู้แจ้ง (โพธิ์/ปัญญา) ล้วนเกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ทั้งคู่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นทั้งสองสิ่ง เพื่อให้เข้าถึงความว่าง (สุญญตา). 
หลักคิดสำคัญของพุทธทาสภิกขุ:
สังขารธรรม: สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ทั้งฝ่ายดี (โพธิ์, ธรรมะ) และฝ่ายชั่ว (กิเลส).
กิเลส: ความเร่าร้อน การปรุงแต่งที่ผิด, โพธิ์: ความรู้แจ้ง การปรุงแต่งที่ถูก.
เป้าหมายสูงสุด: อยู่เหนือการปรุงแต่งทั้งหมด (วิสังขาร) ไม่ยึดติดแม้กระทั่งความดีหรือกิเลส. 
สรุปคือ ให้ทำความเข้าใจว่ากิเลสและความดี (โพธิ์) เป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมาและผ่านไป การยึดติดในโพธิ์อาจทำให้เกิด "กิเลส" ชนิดละเอียดได้. 
มนุษย์เรามีปัญหาเป็นทุกข์ เพราะว่า
.
- ต้องเลี้ยงชีวิต มันก็เผชิญกับความทุกข์
- แล้วมนุษย์เราต้องอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา แล้วก็ต้องเป็นทุกข์
- แล้วมนุษย์เราจะต้องเผชิญกับธรรมชาติ ภัยร้ายกาจของธรรมชาติ ก็ต้องเป็นทุกข์
- มนุษย์เราต้องเผชิญกับกิเลส ก็ต้องเป็นทุกข์
- มนุษย์เราจะต้องเผชิญกับเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องเป็นทุกข์
.
ใน ๕ ตัวอย่างนี้เรามีธรรมะแก้ได้ เราจะเสนอแก่นักศึกษาสังคมในโลกนี้ว่า เรามีธรรมะที่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
.
พระอรหันต์ก็เกิด ก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตาย แต่ท่านก็ไม่เป็นทุกข์ ส่วนคนธรรมดานั้นนะมันเป็นทุกข์ เพราะมันเอาเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็น #ของตน ตลอดเวลา
.
เดี๋ยวจะเข้าใจผิดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในบาลีทั่วไปทุกแห่งว่า
.
ความเกิดเป็นทุกข์
ความแก่เป็นทุกข์
ความเจ็บเป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์
.
อันนี้สำคัญมาก มีความหมายลึกลับ ซ่อนเร้นอยู่ คือที่ แทนที่ท่านจะพูดให้เต็มเสียว่า
.
ความเกิดนั้นเป็นทุกข์
แก่บุคคลผู้ยึดถือว่าความเกิดของกู
ความแก่เป็นทุกข์
สำหรับบุคคลที่ยึดถือว่าความแก่ของกู
.
ท่านตรัสในความหมายธรรมดาสามัญที่สุด ว่าคนธรรมดามัน #ยึดถือ อยู่แล้วนี่ คนปกติธรรมดาจะยึดถือความเกิดเป็นของเรา ความแก่เป็นของเรา ความตายเป็นของเรา อยู่เป็นปกติแล้ว มันก็เป็นทุกข์
.
ฉะนั้นพูดได้สั้นๆ ว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ที่จริงมันของบุคคลผู้ยึดถือจึงจะเป็นทุกข์
.
พระอรหันต์จึงไม่เป็นทุกข์ เพราะท่านไม่ยึดถือว่าของตน หรือว่าสัตว์เดรัจฉานที่มันไม่รู้จักยึดถือว่าของตน มันก็ไม่เป็นทุกข์เหมือนกัน มันยึดถือไม่เป็น แต่ถ้ามนุษย์ธรรมดาแล้ว มันจะถือว่าเป็นของตนตลอดเวลา
.
ถ้าจิตมันสูง ไม่มีตัวตนเสียแล้ว มันก็ไม่เป็นทุกข์หรอก
.
ทีนี้อื่นๆ ก็เหมือนกันแหละ พลัดพรากจากของรักเป็นทุกข์ ประสบกับของไม่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาแล้วไม่ได้เป็นทุกข์ นี่มันเป็นเรื่องของคนมีตัวตนทั้งนั้น ฉะนั้นธรรมะนี้สำหรับแก้ปัญหาของคนที่สามารถจะศึกษาเข้าใจ แล้วก็บรรเทาความรู้สึกว่าตัวตนออกไปเสียได้
.
ถึงเรื่องกรรมก็เหมือนกันแหละ #มีกรรมเป็นของตัว ไม่ๆๆ เราพ้นกรรมไปได้ ท่านก็มีสอนเอาไว้ พอกรรมนี้มันจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อๆ ถอนอัสมิมานะ ตัวอัตตา ตัวตนเสียได้ ถอนอัตตาตัวตนเสียได้เมื่อไหร่ กรรมหรือผลกรรมจะสิ้นสุดลงทันที
เกิดมาทำไม?
"ปัญหานี้สำคัญที่สุด ถ้าเรารู้ว่าเกิดมาทำไม เราจะได้ปฏิบัติให้มันถูกต้อง แล้วปัญหามันก็จะไม่มี 
เดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม และมันก็ไม่แน่ใจด้วยว่าเกิดมาทำไม จะเอาอะไร จะได้อะไรเท่าไหร่
ถ้าถามว่าเกิดมาทำไมนี่ มันเป็นคำถามที่ประหลาดแหละ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเกิดมานี่...บิดามารดาทำให้เกิดมา ไม่ใช่ความต้องการของเรา...ถึงเราไม่ตั้งใจจะเกิดมา แต่มันก็ต้องรู้ว่าเกิดมาแล้วจะต้องทำอะไร
เรื่องโบรงโบราณ เรื่องทำนองนิยายนี่ ก็มีทั้งฝ่ายตะวันออก ฝ่ายตะวันตก ฝ่ายอินเดีย ฝ่ายอียิปต์ ซึ่งเป็นชาติชนชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่เป็นพันๆ ปี แสดงว่าเขาสนใจเรื่องนี้ว่าเกิดมาทำไม
อย่างอียิปต์...เขาก็มีสิ่งที่เป็นพยานหลักฐานปรากฏชัดอยู่ว่าเขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่าเกิดมาทำไมนี่ให้ถูกต้อง 
เมื่อมนุษย์เกิดมาแล้วเดินผ่านไปนี่ จะพบสฟิงซ์ สฟิงซ์ก็จะถามว่าเกิดมาทำไม ถ้าตอบได้ตอบถูกต้องเป็นที่พอใจ สฟิงซ์ก็จะหลีกทางให้หรือยอมแพ้หรือฆ่าตัวตายไปเลย ถ้าตอบไม่ได้ ตอบไม่ถูก สฟิงซ์นี่มันจะกินเสีย 
นี้มันแสดงว่าเขาต้องการให้เด็กๆ หรือยุวชนหรือคนทั้งหลายคิด คิดกันให้มากๆ อย่าให้ถูกสฟิงซ์กิน ให้ชนะ 
ที่ว่ามันมีรูปร่างเหมือนสิงโตก็หมายความว่ามันดุร้าย แต่หน้าตามันยังเป็นคน มันยังมีเมตตากรุณา แล้วมันมีปีกหมายความว่าบินไปที่ไหนได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เราไม่มีทางหลีกเลี่ยง หมายความว่าเราไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาอันนี้นะ 
ระวังไว้นะ #เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาอันนี้ที่ว่าเกิดมาทำไม
ฝ่ายตะวันออกเราก็มีคล้ายๆ กันแหละ ก็มียักษ์ที่ถามว่ารู้ธรรมะไหม ถ้าไม่รู้ก็จะกินเสีย ถ้ารู้ยักษ์ก็ตายเอง 
หมายความว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดคือกิเลสหรือความทุกข์อย่างยิ่งนั้นมันเหมือนกับยักษ์กับมารอย่างนั้นแหละ ถ้าไม่รู้จักมัน มันก็กินเรา ถ้าเรารู้จักมัน มันก็ตาย ง่ายนิดเดียวที่จะเข้าใจ
ถ้าเรารู้เรื่องกิเลส เรารู้เรื่องกิเลสอันนี้ เราก็ควบคุมกิเลสได้ ก็เท่ากับมันตายแล้ว แต่ถ้าเราไม่รู้ เราก็ลำบากเหลือประมาณเหลือแสน ตกนรกทั้งเป็นตลอดชาติ คือมันกินเรา 
เป็นอันว่าเราจะปฏิเสธไม่ได้ ในข้อที่ว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา จะให้ฉันรับผิดชอบอย่างนี้ไม่เอา ฉันไม่เอา มันไม่มีทางจะทำได้ คือ ธรรมชาติมันไม่ยอม
เมื่อแกไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรแกก็ต้องเป็นทุกข์อย่างนั้นแหละ แกจะต้องจัดการให้มันถูกต้องว่า #มาจากไหนหรือจะไปที่ไหน
เราจะตอบยักษ์เหล่านั้นว่า
'ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมานี่
ทำไมจะมาถามฉันอย่างนี้
จะต้องให้ฉันรับผิดชอบ'
มันไม่ได้ ไม่มีทางจะบิดพลิ้วอย่างนั้นได้ ในที่สุดมันก็ต้องหาความรู้หรือคำตอบที่ตอบให้ได้   
คำถามรายละเอียดของยักษ์หรือสฟิงซ์นี้มันมีว่า
#แกมาจากไหน #แกจะไปไหน
นี่คุณลองคิดดู ถ้าคุณถูกถามอย่างนี้ คุณเกิดมาจากไหน แล้วคุณจะไปทางไหน จะไปจบกันที่ไหน
ถ้าตอบถูกก็หมายความว่ามันรู้ว่า 
'มาจากปัญหา
แล้วจะไปสู่ความไม่มีปัญหา
ดับทุกข์สิ้นเชิง'
มาจากกิเลสตัณหาคือความทุกข์อย่างยิ่งแล้วฉันก็จะไปนิพพาน จะตอบถูกก็ตอบอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เรารู้สึกอย่างนี้กันหรือเปล่า ว่าเรามันมาจากไหน ฉันจะไปไหน
ก็ตอบโดยที่ว่า
ฉันมาจากปัญหาเรื่องความทุกข์ ความอยาก ความโง่ ความอะไรที่ทำให้ฉันต้องเกิดมา แล้วฉันก็จะไปสู่ความไม่ต้องเกิดคือนิพพาน
ที่ว่าเกิดมาเพราะบิดามารดา มันก็เพราะความไม่รู้เหมือนกันแหละ มันเกิดทางกายมาจากบิดามารดา ก็มันไม่รู้ เกิดมาจากกิเลสตัณหาอุปาทานมันก็ไม่รู้ มันเกิดมาจากความไม่รู้ เกิดมาจากอวิชชา แล้วก็จะไปสู่ความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ดับทุกข์ได้ เป็นนิพพาน
ถ้ามันมีหลักที่ชัดเจนอย่างนี้มันง่ายนะ มันจะง่ายในการที่จะปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และจะทำให้มันรู้แจ้งยิ่งขึ้น รู้แจ้งยิ่งขึ้นจนหมดความไม่รู้ และเมื่อมันรู้ก็ทำอะไรถูกต้อง นี่เรียกว่าปัญหามันหมด"

11. ปากอย่างใจอย่าง หนทางแห่งยอดสุข

11. ปากอย่างใจอย่าง หนทางแห่งยอดสุข
มีปากอย่าง ใจอย่าง หนทางศุข
ไม่เกิดทุกข์ เพราะยึดมั่น ฉันแถลง
ว่าคำพระ พุทธองค์ ทรงแสดง
อย่าระแวง ว่าฉันหลอก ยอกย้อนเลย
อย่ายึดมั่น สื่งใดๆ ด้วยใจตู
ว่าตัวกู ของกู อยู่เฉยๆ
ปากพูดว่า ตัวกู อยู่ตามเคย
ใจอย่าเป็น เช่นปากเอ่ย เหวยพวกเราฯ

10.ทุกเรื่องและทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับจิตสิ่งเดียว

10.ทุกเรื่องและทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับจิตสิ่งเดียว

"สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปในอำนาจของสิ่งๆ เดียว คือจิต"

ที่ว่าธรรมะครองโลกนี้ อยากจะขอย้ำไว้เสมอว่า ธรรมะนั้นครองใจคน, เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับแห่งโลกก็ดี อยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยังเป็นๆ คือยังมีทั้งสัญญา มีทั้งใจ เอาละ สิ่งที่เรียกว่าโลกโดยแท้จริงนั้นอยู่ในคน อยู่ในคนด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ว่าที่ตัวคนที่ยาววาหนึ่ง แต่มันอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าคน ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนั้น.

เมื่อธรรมะจะครองโลก ก็ต้องครองอยู่ที่สิ่งนั้น คือที่อยู่ในคนที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงตัวโลกทางวัตถุ ที่เห็นด้วยตาที่ใหญ่โตกว้างขวางนี้. แต่ถึงอย่างนั้น ก็จะหมายถึงตัวโลกทางวัตถุที่ใหญ่โตกว้างขวางนี้ด้วยก็ได้ เพราะว่าโลกวัตถุหรือโลกทางกายนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับโลกทางจิตใจ มันเป็นไปตามความเจริญของจิตใจ

เห็นได้ง่ายๆว่ามนุษย์นี้ ก็จัดอะไร ทำอะไรไปตามจิตใจ ตามความต้องการของตน สิ่งต่างๆจึงเกิดขึ้นในโลกอย่างนี้ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ทำอะไรไปตามจิตใจ หรือไปตามความประสงค์ของมัน มันจึงเกิดนั้นเกิดนี่ขึ้น เพราะสัตว์เดรัจฉานมันขวนขวายกระทำไปตามความต้องการในจิตใจของมัน

แม้แต่ต้นไม้ ซึ่งเป็นโลกๆ หนึ่ง ซึ่งก็มีจิตใจ แต่มันน้อยมาก มันต่ำมาก มันสลัวมาก จนไม่เรียกกันว่าจิตใจ. แต่ที่ถูกนั้นก็เป็นนามธรรมอันหนึ่ง ซึ่งมันรู้สึกได้ เมื่อมันรู้สึกได้มันก็มีความต้องการได้ ฉะนั้นต้นไม้จึงมีความต้องการ และวิวัฒนาการไปตามความรู้สึก เช่น เติบโตได้ เปลี่ยนแปลงอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ยืดออกไปทางนั้นได้ หดเสียทางนี้ได้ อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นไปตามความต้องการ ซึ่งที่แท้ก็เป็นความรู้สึก ซึ่งเราเรียกกันว่า เป็นเรื่องของจิตใจ

ท่านผู้รู้ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จึงได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปในอำนาจของสิ่งๆเดียว คือจิต" แต่ขอให้รู้ว่า จิตนี้มีอยู่หลายระดับ แต่ก็คงเรียกว่าจิตเหมือนกัน สิ่งทุกสิ่งเป็นไปในอำนาจของสิ่งสิ่งเดียวคือจิต
การบรรยายในตอนนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อที่ว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียว คือ จิต เพื่อว่าผู้ที่จะลาสิกขาออกไปเผชิญโลกอย่างสมบูรณ์แบบนี้ จะได้รู้จักสิ่งซึ่งสำคัญที่สุดซึ่งเป็นต้นตอหรือว่าเป็นตัวการหรือเป็นผลสุดท้ายก็ตามแห่งสิ่งทั้งปวง ขอเตือนว่าเราได้พูดกันมาแล้วว่า การลาสิกขาออกไปนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือจะไปเผชิญโลกอย่างสมบูรณ์แบบซึ่งทำอย่างไรเสียก็ต้องให้ดีกว่าที่แล้วมา เพราะว่าก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้เรื่องทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณกี่มากน้อย ทีนี้พอบวชแล้วสึกออกไปมันพาเอาความรู้เรื่องทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณนี้ออกไปมาก ก็เลยจะต้องเผชิญโลกได้ดีกว่าเดิมจึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบ และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าก่อนนี้เขาให้อภัยแก่เรา เราจะทำผิดพลาดไปบ้าง ทีนี้มาบวชแล้ว สึกแล้วนี้เขาไม่ให้อภัยถ้าทำผิดก็จะชี้หน้าว่าบวชเสียผ้าเหลือง นี่คือข้อที่ต้องนึกอยู่เสมอ

ทีนี้ใจความสำคัญของไอ้เรื่องนี้มันก็คือว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือ จิต นี่มันเป็นต้นตอของความสำเร็จหรือความล้มละลาย เราจะต้องรู้เรื่องที่เกี่ยวกับจิตทุกเรื่องที่ควรจะรู้ จะรู้ไปทั้งหมดมันก็ไม่สามารถจะรู้ แต่ว่าทุกเรื่องที่ควรจะรู้นี้ต้องรู้ เพื่อว่าเราจะได้ จะได้ใช้จิตให้ถูกต้อง แล้วเราก็จะสามารถมีฆราวาสธรรม สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ นี้ได้โดยสะดวก โดยง่ายและครบถ้วน ฉะนั้นขอให้ทุกคนสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าจิตกันจริง ๆ จัง ๆ

ผมคิดว่าที่แล้วมาพวกคุณไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เรียกว่าจิต โดยตรงหรืออย่างถูกต้องหรือไม่อาจจะ อาจจะไม่ได้สนใจว่า มีสิ่งที่เรียกว่าจิต อยู่เป็นพิเศษหรือสำคัญอีกด้วย โดยถือเสียว่าเอาตามอารมณ์ ทำอะไรไปตามอารมณ์ จิตจะอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันเอาแต่ตามอารมณ์ที่ต้องการ อย่างนี้มันเป็นความเขลา เพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิต มันออกมาจากจิต แต่ทีนี้เรามาเอาปลายเหตุของมัน ไอ้ที่เรียกว่าอารมณ์ ๆ นี้ ที่เรียกกันว่า ที่เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า AWAKE AWAKE EMOTION  นี้มันเป็นปลายเหตุ หรือผลของจิตหลังจากที่คิดนึกอะไรไปตามสิ่งที่มากระทบ ซึ่งเรียกว่าอารมณ์อีกเหมือนกัน ตรงนี้ให้ระวังให้ดี ภาษาไทยดิ้นได้กำกวมปนเปกันยุ่งไปหมด ภาษาธรรมะอารมณ์นั้นก็หมายถึง สิ่งที่จะมากระทบจิต ภาษาที่พวกคุณพูดกันตามสมัยใหม่นี้อารมณ์หมายถึงพื้นเพของจิตหลังจากที่มันมีอารมณ์มากระทบแล้ว จึงไม่รู้เรื่องจิตพอสมควรที่จะจัดการกับมันได้คือจะควบคุมจิตได้อะไรเหล่านี้

เดี๋ยวนี้เรามามองกันให้เห็นชัดเป็นพื้นฐาน เป็นหลักฐานทั่วไปก่อนว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับสิ่งๆ เดียวคือ จิต ในส่วนที่จะเป็นต้นเหตุคือความคิดนึกที่จะกระทำมันก็อยู่กับจิต ขึ้นอยู่กับจิต การกระทำมันก็ขึ้นอยู่กับจิต ผลของการกระทำมันก็อยู่กับจิต ฉะนั้นไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ ความ ที่ไม่ใช่หน้าที่การงานของจิต ถ้านั้นเราจะต้องรู้จักไอ้สิ่งนี้ ซึ่งรวมความว่าเราจะต้องมีจิตที่เหมาะสม เราจะต้องมีจิตที่เหมาะสม ฟังดูให้ดี คล้าย ๆ กับผมบอกว่าที่แล้วมาคุณมีจิตที่ไม่เหมาะสม ก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรนักเรื่องเกี่ยวกับจิต มันก็ตกไปฝ่ายวัตถุ คือไปบูชาวัตถุ รู้จักแต่วัตถุ เกี่ยวข้องอยู่แต่กับวัตถุ จัดการอยู่แต่กับวัตถุ มันก็เกิดเป็นไอ้วัตถุนิยม MATERIALISM  ขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว เกิดลัทธิวัตถุนิยมขึ้นมาหนาแน่นในโลก เต็มไปทั้งโลก

กระทั่งที่รุนแรงก็เป็น DIALECTIC MATERIALISM  เพราะอะไร ๆ ขึ้นอยู่กับวัตถุ ถ้าทำวัตถุให้ดีแล้วอะไรก็ดีหมด กระทั่งจิตนี้เป็นเพียงผลพลอยได้จากวัตถุ เป็นเพียงปฏิกิริยาของวัตถุ ไม่ต้องนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าจิต คือจัดเรื่องวัตถุให้ดีแล้วจิตมันก็ดีเอง ปัญหามันก็หมดไป เขาคิด เขาคิดกันอย่างนั้น จึงระดมกันแต่เรื่องวัตถุ ให้จิตนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาของวัตถุ หรือของการจัดการทำทางวัตถุ เช่นร่างกายอย่างนี้มันจะให้เกิดความคิดนึกรู้สึกอย่างนี้ ที่เราปรับปรุงร่างกายนี้ให้ดีไปกว่านี้มันก็เกิดความรู้สึกคิดนึกที่ดีกว่านี้ จนกระทั่งมีความสุขเป็นที่พอใจแล้วเรื่องก็เลิกกันจบกัน ไม่ต้องพูดถึงมรรคผลนิพพานอะไรที่ไหนอีกแล้ว

อย่างนี้เป็นวัตถุนิยมเป็นหัวใจของลัทธิคอมมิวนิสต์ แล้วคุณดูให้ดีคุณกำลังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่แล้วเต็มประตู เต็มตัว โดยไม่รู้สึกตัว พวกคุณกำลังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว อย่างเต็มตัว เพราะบูชาวัตถุ แล้วก็ปากก็พูดว่า ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องที่น่าหัว เป็นคอมมิวนิสต์นั่นไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องจะฆ่าคน หรือเผาบ้านเผาเมืองอะไร หัวใจของมันอยู่ที่บูชาวัตถุเป็นพระเจ้า แรงเกินกว่าพวกอื่น ๆ พวกอื่น ๆ มันก็บูชาวัตถุ แต่ไม่หวังพึ่งวัตถุอย่างเดียวล้วน ๆ เหมือนลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาไปพึ่งพระเจ้า พึ่งอะไรกันบ้างแต่ในที่สุดมันก็เหลวทั้งนั้น พึ่งพระเจ้าแต่ปาก มีพระเจ้าแต่ปาก พระเจ้าก็ตายไปแล้วมันก็เป็นลูกน้องของคอมมิวนิสต์ชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นอย่าอวดดีไป พวกที่ว่าตั้งตัวเป็นศัตรูของคอมมิวนิสต์ จะปราบคอมมิวนิสต์ ที่แท้มันก็เป็นคอมมิวนิสต์ชนิดหนึ่งอยู่โดยไม่รู้สึกตัว เพราะฉะนั้นมันจึงปราบไม่ได้ มันจึงปราบคอมมิวนิสต์ให้หมดไปจากโลกไม่ได้ นี่คือโทษอันตรายเกิดมาจากการเข้าใจผิดในเรื่องเกี่ยวกับจิต ฉะนั้นขอให้ตั้งอกตั้งใจศึกษาให้ดีเป็นพิเศษในข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต คือว่าหลักพระพุทธศาสนามีหลักอย่างนี้ คือให้ร่างกายหรือวัตถุนี้อยู่ใต้อำนาจของจิต ให้จิตอยู่เหนือวัตถุ อย่าไปกลับกันเสียอย่างพวกคอมมิวนิสต์ว่าไม่มีจิต หรือจิตถ้าจะมีก็เป็นเพียงปฏิกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆเกิดมาจากการงาน จากผลงานของวัตถุ

ทีนี้เมื่อเราเห็นว่าทุกอย่างมันสำคัญอยู่ที่จิต ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิตเพียงสิ่งเดียวอย่างนี้ เราก็ต้องจัดการกับจิต ในเรื่องที่เกี่ยวกับจิตนั้นน่ะเป็นหลักสำคัญ ซึ่งสรุปความสั้น ๆ ว่าเราจะต้องมีจิตที่เหมาะสม ถ้าเรามีจิตไม่เหมาะสม แล้วเราจะเป็นอะไร เราจะเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ เกิดมาก็เรียกว่าเป็นคนหรือเป็นมนุษย์กันทั้งนั้นน่ะ ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นอย่างอื่น แต่แล้วมันยังมีจิตไม่เหมาะสมที่จะเป็นมนุษย์ นี่ต้องระวังให้ดี ต้องพัฒนาจิตให้เป็นจิตที่มีความเหมาะสม นี่ถ้าพูดกว้าง ๆ ที่สุดก็คือเหมาะสมแก่การที่จะเป็นมนุษย์ พูดรายละเอียดปลีกย่อยออกไปก็เหมาะสมแก่การที่จะทำการงาน แก่การที่จะมีชีวิตอยู่ การที่จะคบหาสมาคม อะไรเยอะแยะไปหมด แต่รวมความแล้วก็เพื่อความเหมาะสมในการที่จะเป็นมนุษย์ ที่มีการได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ มนุษย์ที่ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้นไม่ควรจะเรียกว่ามนุษย์

 ทีนี้ในทางตรงกันข้ามก็ขอให้มองอีกเพื่อรู้เห็นแจ้งเห็นจริงว่า ไม่มีศัตรูใด ๆ ที่จะร้ายยิ่งไปกว่าจิตที่ตั้งไว้ผิด จิตที่ตั้งไว้ผิดนั้นเป็นศัตรูและเป็นศัตรูที่ร้ายที่สุดกว่าศัตรูใด ๆ  อย่าไปคิดว่าศัตรูข้างบ้านหรือว่าศัตรูข้างประเทศเรา หรืออะไรทำนองนี้มันเป็นศัตรูหรือศัตรูที่ร้ายที่สุดนั้นออกจะโง่มากไปหน่อย ศัตรูที่ร้ายที่สุดอยู่ข้างใน คือ จิตที่ตั้งไว้ผิด พอตั้งจิตไว้ผิดเท่านั้นทุกอย่างจะกลายเป็นศัตรูไปหมด เพราะว่าตัวจิตเองมันกลายเป็นศัตรูไปเสียแล้ว จึงไม่สามารถจะปราบศัตรูใด ๆ หรือเอาชนะบุคคลใดได้เลย แม้แต่สุนัขหรือแมวสักตัวหนึ่งที่เลี้ยงไว้เองนี้ก็เอาชนะมันไม่ได้ คือทำให้มันเป็นไปตามความประสงค์ของเราไม่ได้ เพราะเราตั้งจิตไว้ผิด ไม่ชนะแก่กิเลส ไม่ชนะแก่ตัวเองเสียก่อน

ถ้าเราตั้งจิตไว้ถูกก็หมายความว่า มีความรู้ความเข้าใจ สติปัญญา สามารถ อำนาจ กำลัง ที่จะจัดการกับสิ่งทั้งปวงให้ราบเรียบ ให้เรียบร้อยไปได้ มันเป็นอันว่าเราจะต้องรู้จักจิตที่ตั้งไว้ผิดนี่กันก่อนเพราะปัญหามันเกิดจากสิ่งนี้ แม้ที่ทำให้คุณต้องมาบวชนี่ มันก็เกิดมาจากปัญหานี้ คือจิตที่ตั้งไว้ผิดทำให้เกิดความเดือดร้อนยุ่งยากลำบาก คิดหาทางแก้ไขจึงได้มาบวชเพื่อมาศึกษาหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ตามแบบที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ดังนั้นเราจึงมาบวช เพื่อหาความรู้อันนี้ คือตั้งจิตให้ถูกแล้วก็ไปเผชิญโลกอย่างสมบูรณ์แบบดังที่กล่าวมาแล้วนั้น

จิตที่ตั้งไว้ผิดมันเนื่องมาจากการปรุงแต่งที่ปราศจากสติสัมปชัญญะ เมื่อตามากระทบ เมื่อรูปมากระทบตา เสียงมากระทบหู กลิ่นมากระทบจมูกเป็นต้นนี้ และในขณะนั้น ในเวลานั้นมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะ จะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม จะเป็นด้วยคนนั้นมันโง่ไป หรือมันเผลอไป หรือมันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมันไม่รู้อะไรเสียเลยก็ตามใจ ในขณะนั้นมันไม่มีสติสัมปชัญญะเกิดขึ้น นี่ก็เกิดการปรุงแต่งทางจิตไปตามลำดับ ลำดับ ลำดับ จนมีผลเป็นความเข้าใจผิด ความรู้ที่ผิดที่เรียกกันว่ากิเลสนั้นน่ะ นี่คือจิตที่ตั้งไว้ผิด เต็มอยู่ด้วยกิเลส มันเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความโลภก็คือจะเอาเข้ามาด้วยความโง่ ความหลงก็คือจะตีกลับออกไป ความโกรธก็คือต้องการจะทำลายหรือจะตีกลับออกไปด้วยความโง่อีกเหมือนกัน ส่วนความหลงนั้นมันไม่รู้อะไรได้แต่วนเวียนมัวเมา วนเวียนอยู่รอบ ๆ นี้เรียกว่าลักษณะของจิตที่ตั้งไว้ผิด มีอาการเป็นกิเลส มีเค้าเงื่อนใหญ่ ๆ คือ โลภ โกรธ หลง

จิตที่ตั้งไว้ถูกก็หมายความว่ามีสติสัมปชัญญะ มีความรู้ในสิ่งต่าง ๆ อย่างถูกต้องก่อน แล้วความรู้นั้นวิ่งมาทันท่วงทีเสมอ เราเรียกว่าสติสัมปชัญญะ ในขณะที่ตาเห็นรูป หูกระทบเสียงเป็นต้น เมื่อมีสติสัมปชัญญะนี้แล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดการปรุงแต่งที่ผิดได้เพราะสติสัมปชัญญะมันเป็นปัญญา มันเป็นวิชชา การปรุงแต่งไปตามลำดับของจิตก็เป็นไปในทางที่ไม่ผิด คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและควรจะจัดการกับมันอย่างไร ไม่ต้องมีความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้น แล้วทำสิ่งต่าง ๆ ไปในลักษณะที่เรียกว่า ที่ถูกที่ควร ที่เป็นธรรม ประกอบไปด้วยธรรม ไม่มีความทุกข์

ทีนี้ขอให้มองศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เราคือจิตที่ตั้งไว้ผิด เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกกำลังรับบาปหรือรับผลของการที่ตั้งจิตไว้ผิดเดือดร้อนวุ่นวายระส่ำระสายไปทุกหัวระแหง ทั้งที่มันเป็นสงครามและไม่เป็นสงคราม หมายความว่า แม้ไม่มีสงครามไอ้คนมันก็เดือดร้อนเพราะกิเลสของตัวเอง เผาผลาญตัวเองให้เร่าร้อนเป็นนรก หิวกระหายเป็นเปรต อยู่ด้วยความรู้สึกที่หวาดกลัวระแวง เป็นอสูรกาย นี่เรียกว่าโง่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน นี่เรียกว่าไม่มีสงครามมันก็มีศัตรูร้ายกาจนี่ย่ำยีอยู่อย่างนี้ ทีนี้ถ้ามันเผลอไปทำไม่ดีไม่ถูกไม่ควรในทางสังคมมันเกิดสงครามขึ้นทั่วไปหมด มันก็มีผลเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอย่างอื่นอีกมาก ล้วนแต่มาจากจิตตั้งไว้ผิดทั้งนั้น ถ้าจิตตั้งไว้ถูกแล้วสิ่งเหล่านี้เกิดไม่ได้ สงครามเกิดขึ้นในโลกไม่ได้ มันเกิดมาจากการที่จิตตั้งไว้ผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย คนละอย่าง คนละทาง ทีนี้เราเรียกตัวเรานี้ว่า โลก ตามแบบพระพุทธเจ้าก็ได้เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไอ้โลกก็ดี ไอ้เหตุให้เกิดโลกก็ดี ดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติว่ามันมีอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งที่ยังมีจิตใจ คือยังเป็น ๆ ยังไม่ตาย คนที่กำลังเป็น ๆ อยู่คนหนึ่ง เขามีอะไรทุกอย่างที่เกี่ยวกับโลกของเขา แต่รวมความแล้วมันคือปัญหา ปัญหาคือความทุกข์ ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักจัดการกับตัวปัญหาคือสิ่งที่มีอยู่ในร่างกายนี้ ในโลกนี้ให้ดี ๆ ให้ถูกต้อง และที่สำคัญก็คือสิ่งที่เรียกว่าจิตที่เนื่องกันอยู่กับกายนี้ ที่จะหาพบได้จากการมองดูหรือการกระทำที่เกี่ยวกับร่างกายนี้ ทุกคนจะต้องมองเห็นศัตรูตัวนี้เสียก่อนมันจึงจะดำเนินเรื่องไปได้ ถ้าไม่มีศัตรูมันก็ไม่มีปัญหา มันก็ไม่ต้องมาทำอะไรให้เสียเวลา เดี๋ยวนี้เรามองเห็นศัตรูตัวนี้เราจึงมีปัญหาที่จะต้องกำจัดมัน มาบวช มาเรียน มาศึกษา มาปฏิบัติเพื่อจะกำจัดศัตรูตัวนี้คือจิตที่ตั้งไว้ผิดให้กลายเป็นจิตที่ตั้งไว้ถูก นี้โดยเฉพาะฆราวาสมันก็มีช่องทางที่จะให้เกิดการตั้งจิตไว้ผิดอีกมากมายเหลือเกินยิ่งกว่าพระเณร ยิ่งกว่าบรรพชิต เพราะว่าฆราวาสมันอยู่กลางดงของสิ่งที่จะยั่วให้เกิดการปรุงแต่งที่ผิด ๆ ขึ้นมาในทางจิต มันจึงมีผลเหมือนว่าอยู่กลางดงไฟที่กำลังลุกอยู่รอบด้าน เดี๋ยวร้อนเพราะราคะเดี๋ยวร้อนเพราะโลภะ เดี๋ยวร้อนเพราะโทสะ เดี๋ยวร้อนเพราะโมหะนี่ เรียกว่าอยู่กลางดงไฟยิ่งกว่าเพศบรรพชิตโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่จะกลับออกไปเป็นฆราวาสก็เตรียมตัวสำหรับไปต่อสู้ที่กลางดงไฟ ให้ไฟนั้นมันหมดไป มันก็จะเกิดความเย็นขึ้นมาแทนที่อย่างตรงกันข้าม ถ้าร้อนมากก็เย็นมาก ถ้าร้อนน้อยก็เย็นน้อย ร้อนถึงที่สุดมันก็เย็นได้ถึงที่สุด ขอให้ทำมันให้ถูกในลักษณะที่เอาไอ้ส่วนที่มันเป็นความร้อนออกไป ความเย็นก็เหลืออยู่ที่นั่น ไม่ต้องสร้างอะไรมันขึ้นมา เอาไอ้สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาออกไป สิ่งที่ควรปรารถนามันก็เหลืออยู่ที่นั่น คือการตั้งจิตไว้ให้ถูก เอาไอ้ความผิด ๆ นั้นออกไปเสีย ความถูก ๆ มันก็เหลืออยู่ที่นั่น

พูดอย่างนี้เพื่อให้เรื่องมันสั้นเข้าหรือให้มันง่ายเข้า อย่าให้มีพิธีรีตองมากมายเป็นภูเขาเลากาท่วมตาท่วมหู ท่วมไปเสียหมดแล้วมันจะล้มเหลว ให้มองเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้มันจึงจะเกิดกำลังใจในการที่จะทำ ถ้าความรู้สึกแท้จริงในภายในมันว่า นี่เหลือวิสัยเสียแล้ว มันก็ไม่มีความคิดที่จะทำ เช่นไปเกิดมีความคิดว่าไอ้ความโลภนี้มันเหลือวิสัยที่เราจะละมันได้ ความโกรธนี่เหลือวิสัยที่เราจะละมันได้ ความโง่นี่เหลือวิสัยที่เราจะละมันได้ อย่างนี้มันก็ไม่ต้องละกัน มันปิดประตูเสียตั้งแต่ทีแรก ถ้าถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลักก็ต้องถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละได้ ถ้าละไม่ได้พระพุทธเจ้าก็ไม่ตรัสสอนวิธีที่จะละ เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนวิธีที่จะละ หรือจะทำลายก็ตามนี้ไว้มากมาย ในลักษณะที่ทุกคนจะปฏิบัติได้ ถ้าหากว่าเขาเป็นคนธรรมดาสามัญนี่ อย่าเป็นคนบ้า คนบอ คนโง่ คนหลง คนมิจฉาทิฐิเกินไป หรืออาภัพอย่างอื่น ระบอบของพรหมจรรย์นี้หรือศาสนานี้วางไว้สำหรับคนธรรมดาสามัญที่มีสัญชาติแห่งความเป็นมนุษย์ คือสัตว์ที่จะมีจิตใจสูง หรือว่าสัตว์ที่มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะอยู่ในตัว ยังไม่เบิกบาน แล้วทำให้มันเบิกบานขึ้นมา อย่าได้ถือว่าไอ้การที่จะตั้งจิตไว้ให้ถูกนี่เป็นสิ่งเหลือวิสัย มันเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญ คู่กันมากับมนุษย์ตามธรรมชาติ

ความเจริญนั่นแหละทำให้เป็นปัญหา ถ้ามนุษย์ไม่เจริญยังมีสภาพอย่างเดียวกับสัตว์เดรัจฉานปัญหาก็ไม่มี คุณลองคิดดูสิ สัตว์กำลังนอนสบาย ในเมื่อคนเดือดร้อนอยู่ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างกับว่าอยู่กลางกองไฟ นี่ก็เพราะว่าคนมันเจริญ มันพัฒนาการไปในทางที่เจริญ รกรุงรังมากขึ้นเท่านั้นเอง คิดมากเกินกว่าเหตุ ทำมากเกินกว่าเหตุ คือเกินกว่าที่ธรรมชาติต้องการ มันจึงได้รับบาป ให้มีความทุกข์มาก แล้วมันต้องการเท่าที่ธรรมชาติต้องการมันก็ไม่มีความทุกข์หรือปัญหามากเหมือนอย่างนี้ ฉะนั้นใครตั้งจิตไว้ผิดนี่มันเป็นผลเกิดมาจากการที่เจริญนั่นเอง มันเจริญไปในทางผิด แต่เขาก็เรียกกันว่ามันเจริญไปในทางที่ถูก ที่แท้ความเจริญแบบนี้เป็นความเจริญไปในทางที่ผิด อย่างน้อยก็ผิดความต้องการของธรรมชาติ ธรรมชาติไม่ต้องการให้คนเรายุ่งมากเหมือนอย่างนี้ ความเจริญมาจากความต้องการ สัตว์ที่มันแยกทางกันเดิน มาเป็นมนุษย์นี่เพราะมัน มันต้องการ พอมันเป็นสัตว์เดรัจฉานมันต้องการอยู่เท่านั้นมันก็ไม่มีปัญหา ทีนี้สัตว์บางสายมันต้องการเจริญอย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งมาเป็นสัตว์อย่างมนุษย์เข้า และเป็นสัตว์มนุษย์ที่รู้จักคิดจักนึกมากออกไป ยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีเรื่องชั่วมากเกินไปจึงมีสภาพอย่างที่ทนทรมานที่สุดเลยอย่างเดี๋ยวนี้ จะกินมันก็กินอย่างเกินธรรมชาติต้องการ จะนุ่งจะห่มมันก็นุ่งห่มอย่างที่เกินธรรมชาติต้องการ หรือว่ากลับตรงกันข้ามไปเสียจากที่ธรรมชาติต้องการ

เดี๋ยวนี้เขาหลอกให้ผู้หญิงแต่งตัวอย่างที่เรียกว่าธรรมชาติไม่ต้องการ คือมิได้ปกปิดในสิ่งที่ควรจะปกปิด ป้องกันหนาวร้อนหรืออะไรอย่างถูกต้อง ไปเป็นเหยื่อของกิเลส ต้องการจะยั่วให้เกิดกิเลสแก่กันและกันมากขึ้น อย่างนี้มันเดินไกลไปจากความต้องการของธรรมชาติ ก็เรียกว่าทำผิด แต่เขาว่าทำถูก และเรียกมันว่าเป็นความเจริญ ดังนั้นความเจริญนั้นน่ะเป็นไฟขึ้นมา แล้วจะเรียกว่าความเจริญที่ถูกต้องได้อย่างไรกัน มันก็เป็นเรื่องความเจริญรกรุงรังไปด้วยกิเลส ฉะนั้นก็มีปัญหาเกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้

ทีนี้การอยู่อาศัยก็เหมือนกันน่ะ มันทำเกินจำเป็น ที่อยู่ที่อาศัยทำเกินจำเป็น เกิดทำผิดเรื่องกิน เรื่องนุ่งเรื่องห่ม เรื่องอยู่อาศัยแล้วมันก็เกิดโรคแปลก ๆ ออกมาเกินจำเป็น ให้หยูกยามันก็เฟ้อเหลือเฟือไปในทางเกินจำเป็น ในที่สุดก็มีความทุกข์ เพิ่มขึ้น เพิ่มมากขึ้นเท่ากับความเจริญ ความเจริญมากขึ้นเท่าไรความทุกข์แปลก ๆ เกิดขึ้นเท่านั้น ขอให้ไปมองดูในข้อนี้กันให้มาก ที่กรุงเทพมองง่ายที่สุด อยู่ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรจะมอง

แล้วทีนี้เราก็เป็นอันว่าได้หลักในข้อที่ว่า จะต้องดำรงจิตไว้ในสภาพที่ถูกต้องเพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต ดำรงไว้ผิดแล้วมันก็เป็นความเจริญของศัตรู ตั้งจิตไว้ผิดแล้วจะเป็นความเจริญของความทุกข์ ของกิเลสซึ่งเป็นศัตรู เมื่อมีหัวข้อว่าจะต้องมีจิตที่เหมาะสม ก็มีการอบรมจิต ตามวิธีอบรมจิต ให้เราได้รับความสำเร็จในการที่เราจะมีธรรมะหรือมีความสงบสุข

เราได้พูดกันมาแล้วในตอนก่อนว่า ฆราวาสจะต้องมีฆราวาสธรรม  คือ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ และฆราวาสธรรม ๔ ประการ  นี้มีความสำคัญไปทุกอย่างที่เกี่ยวกับฆราวาส ซึ่งสรุปได้เป็นเพียงสองอย่าง ไอ้ที่เราจะต้องปฏิบัติธรรมะนี่มันสรุปได้เป็นเพียงสองอย่างคือ การสร้างขึ้นมากับการสละออกไป สิ่งที่เราจะต้องสร้างก็หมายความว่าไอ้ความดี ความงาม ความถูกต้องที่เราจะต้องทำให้มันเกิดขึ้น ทีนี้ไอ้ที่เป็นอุปสรรค เป็นศัตรู เป็นกิเลส เป็นความทุกข์นั้นจะต้องสละออกไป ก็หมายความว่าให้สร้างความถูกต้องขึ้นมา สละความผิดพลาดออกไป จิตที่ตั้งไว้ถูกมันจะต้องสร้างขึ้นมา ส่วนจิตที่เคยตั้งไว้ผิด ๆ นั้นจะต้องสละออกไป นี่คือหน้าที่ซึ่งมีอยู่สองอย่าง สร้างไอ้ที่มันต้องสร้างแล้วก็สละไอ้สิ่งที่มันต้องสละ ทีนี้ฆราวาสธรรมสี่ประการนั้นจะต้องใช้ทั้งสองกรณี

เราก็พูดกันมามากแล้วในส่วนที่จะต้องสละ นับตั้งแต่จะต้องทิ้งบุหรี่ หรือว่าอบายมุขใด ๆ กระทั่งถึงกิเลส หรือความรู้สึกที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตในใจให้ออกไปนี้ต้องสละก็ด้วยฆราวาสธรรม มีสัจจะในการที่จะสละมัน แล้วก็บังคับตัวเองให้สละอยู่เสมอตามสัจจะนั้น แล้วก็อดทนกันฟันทนรอได้ คอยได้กว่ามันจะสละออกไปได้ แต่พร้อมกันนั้นก็มีการระบายเป็นรูรั่ว ทีนี้มันรั่วไปทีละนิดทีละหน่อย ทีละนิดทีละหน่อย ช่วยการเสียสละนั้นน่ะให้มันเร็วขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ในที่สุดก็ชนะไอ้กิเลส คือสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนได้ ทั้งทางกาย ทั้งทางจิตใจ หรือการพูดจาด้วยก็ได้ สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในการกระทำ หรือในการพูดจา หรือในการคิดการนึก คือทั้งทางกาย ทางวาจา ทางจิตนี้มันก็ออกไปได้ เรียกว่าใช้ฆราวาสธรรมนี้เป็นเครื่องมือ

ทีนี้ในการสร้างสรรค์ก็ใช้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสารพัดนึกใช้ได้ทุกอย่างเลย จะสร้างสรรค์อะไรมาต้องมี สัจจะ  ในการสร้าง มี ทมะ  บังคับใจให้มันทำการสร้างอยู่ แล้วก็ทนได้ รอได้กว่าไอ้การสร้างมันจะเป็นไปถึงที่สุด พร้อมกันนั้นก็ระบายอุปสรรคของการสร้าง สิ่งที่มันเป็นทางรั่วทางใจ อุปสรรคนี้ก็ต้องสละออกไปเหมือนกัน การสร้างก็สำเร็จได้ในเวลาอันควร นี้เป็นหัวข้อใหญ่ที่จะต้องจำไว้แล้วไปหารายละเอียดเอาเอง มันไม่ยาก เพราะว่าไอ้รายละเอียดนั้นมันมีมาก แต่รวมแล้วมันมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันหมดว่าจะต้องทำอย่างนี้

นี่เราพูดกันถึงหัวข้อใหญ่ ๆ เท่านั้นคือ การสร้างขึ้นมากับการสละออกไป ทีนี้แม้แต่การที่จะบริโภคผลของมัน จะบริโภคผลงานของมันนี่ก็ต้องยังมีสติสัมปชัญญะบริโภคผลของมัน มิฉะนั้นมันจะกลับไปสู่ความผิดอีก จะต้องมีสติสัมปชัญญะ บริโภคผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่บริโภคด้วยกิเลสและตัณหา มันจะกลับไปผิดอีก เดี๋ยวจะมีหน้าที่ ๆ จะต้องทำอีก ไม่มีที่สิ้นสุด

ทีนี้เราก็พิจารณาฆราวาสธรรมกันโดยละเอียดออกไปอีกหน่อยว่าเราจะมี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ถึงขนาดที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบหรือเป็นเทคนิคสมบูรณ์ได้อย่างไรกัน เราก็จะพูดกันข้อแรกคือ สัจจะ  นี่ก่อน ถ้าเราต้องมี ความจริง ตัวเอง เป็นประธานของสัจจะทั้งหลาย ทีนี้ก็จะเกิดเครื่องมือที่จะช่วยให้สัจจะนี้สมบูรณ์ขึ้นมา หรือทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์ สิ่งที่ให้เกิดความสำเร็จโดยแท้จริงนั้นพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้โดยชื่ออย่างอื่นเรียกว่า อิทธิบาท แปลว่ารากฐานแห่งความสำเร็จ อิทธิ แปลว่าความสำเร็จ บาท นี่แปลว่าฐานหรือรากฐาน อิทธิบาท แปลว่ารากฐานแห่งความสำเร็จ ระบุเป็น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา และเป็นเครื่องมือให้เกิดความสำเร็จทุกชนิดเลย แม้แต่หากว่า ถ้าพระองค์ต้องการจะอยู่สักกัปหนึ่งก็ทำได้ จะมีชีวิตอยู่สักกัปหนึ่งก็ทำได้ด้วยอำนาจของอิทธิบาทนี้ นี่กล่าวไว้ให้มันหมดจดสิ้นเชิงอย่างนี้ว่ามันเป็นให้เกิด เป็นเครื่องให้เกิดความสำเร็จทุกชนิดเลย ทีนี้คุณตั้งสัจจะให้มันจริง ๆ ลงไปสิ มันจะเกิดอิทธิบาทขึ้นมา จนจะเรียกว่า อิทธิบาทนี้มันก่อรูปขึ้นมาในสัจจะ หมายความว่าจะแยกไอ้สัจจะออกไปเป็น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ได้ คือเมื่อเราตั้งใจจริง มีความจริง จริง จริง มันต้องมีไอ้ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จึงจะเรียกว่าจริง

ฉันทะ แปลว่า ความพอใจ หมายถึงพอใจในสิ่งที่ทำนั่นแหละ กำลังทำสิ่งใดพอใจในสิ่งนั้น ทีนี้เราตั้งสัจจะที่จะละอะไร หรือจะสร้างอะไร เราก็พอใจในการกระทำนั้น ให้เป็นอย่างยิ่ง มากเหมือนกับที่พอใจอะไร ๆ ด้วยกิเลส รักผัว รักเมีย รักลูก รักแก้วแหวนเงินทองด้วยกิเลสมากเท่าไรนี่ เดี๋ยวนี้ขอให้มีความรักในสัจจะหรือในสิ่งที่กำลังทำนี้มากเหมือนอย่างนั้น เท่านั้น ภาพอุปมาในปริศนาธรรมเขาเขียนเป็นดวงแก้ว เทวดาได้แก้วแล้วก็ดีใจมากนี้เป็นอุปมาของฉันทะในที่นี้ แล้วก็มีฉันทะมากขนาดนั้น นี่มันก็จริงไปอย่างแล้ว จริงในความรักความพอใจในสิ่งที่จะทำ นี่เรียกว่าจริงที่หนึ่งขึ้นมาแล้ว

ทีนี้จริงที่สอง วิริยะ แปลว่า ความเพียร ตัวหนังสือนี่แปลว่าความเพียร แต่มันรวมอะไร ๆ ที่เนื่องกับความเพียรไว้ด้วยเสร็จ เช่นความกล้าหาญ ความบากบั่น ความอดทนอะไรก็ตาม มันรวมอยู่ในนี้ได้ด้วย เป็นความพากเพียรบากบั่นไม่ถอยหลัง นี่คือการต่อสู้ ลงมือต่อสู้ เป็นการต่อสู้อยู่ในตัวมันเองด้วยสิ่งที่เรียกว่า วิริยะ และจริงไม่จริงคุณลองคิดดู คุณลองมองดู จะเห็นว่าวิริยะนั่นแหละคือสัจจะที่กำลังแสดงบทบาท นี้กลัวว่าเรามันจะไม่จริงขนาดนั้น ความพากเพียรของคนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ รู้แต่จะพากเพียรไปในการตามใจกิเลสเสียตั้ง ๘๐ – ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไอ้ความพากเพียรในการงานนั้นมันทำเป็นจำเป็น บังคับไม่อยากทำ มาทำงานสาย เลิกทำงานก่อนเวลา แล้วก็ไปเที่ยว FLIRT เที่ยวอะไรที่ไหนก็ไม่รู้ คือมันไม่จริง มันไม่มีสัจจะในทางธรรม ไปมีสัจจะในทางกิเลสเสียตั้ง ๘๐ – ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี้ มันเหลือแต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์สำหรับมาเป็นสัจจะในทางธรรมมันไม่คุ้มกัน นี่วิริยะมันไม่มีในข้อนี้เพียงพอ สัจจะที่สองมีไม่พอ คือวิริยะนี่มันมีไม่พอ ไปสร้างสัจจะที่สองคือวิริยะนี่กันเสียให้เต็มที่ ให้กลับกันเสีย พากเพียรในหน้าที่การงานสัก ๘๐ – ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็พากเพียรที่จะหนีการงานไปเที่ยว FLIRT เที่ยวเล่นนั้นสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้กลับกันเสีย มันก็มีอิทธิบาทข้อที่สองคือ วิริยะ

นี่หลังจากวิริยะท่านตรัสถึง จิตตะ แปลว่า ความเอาใจใส่เต็มที่ ความเอาใจใส่ในที่นี้ก็หมายถึงการระดมทุ่มเทกำลังจิตลงไปหมดในสิ่งนั้น จิตมีหน้าที่คิดนึกพิจารณาหรือรู้สึกในสิ่งนั้น ๆ ฉะนั้นเมื่อระดมกำลังจิตลงไปหมดมันมีการคิดนึกพิจารณาถึงที่สุด นี่ก็คือความจริง สัจจะหรือความจริงที่สาม จริงในการที่จะเอาใจใส่จดจ่ออยู่แต่สิ่งนั้นไม่ภักดีต่อสิ่งอื่นแล้ว เรื่องมันก็ก้าวหน้าไปมากมาย เราเอาใจใส่แต่สิ่งนั้นไม่เอาใจใส่สิ่งอื่น นี่หมายความว่า มันมี ในชีวิตของคนเรามันมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธานอยู่ สิ่งนอกนั้นจัดให้เป็นเรื่องฝอย เรื่องเบ็ดเตล็ดเรื่องฝอย ฉะนั้นสิ่งใดที่เรากำลังจะทำ เป็นปัญหาเฉพาะหน้าจะต้องทำ เช่น ฆราวาสธรรม ของเรามีอย่างไร เราจะต้องทำ นี่เป็นเรื่องใหญ่นอกนั้นเป็นเรื่องเล็กมากมายหลายร้อยเรื่อง เป็นบริวารของเรื่องใหญ่ ทีนี้ความเอาใจใส่ทั้งหมดมันก็ระดมอยู่ที่เรื่องใหญ่ ทำด้วยชีวิตจิตใจ ทำการงานด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น คืออิทธิบาทข้อนี้ เดี๋ยวนี้เราไม่ทำอย่างนั้น เอาจิตใจไปอยู่กับสิ่งที่สวยงามเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ไปบูชาสิ่งเหล่านั้น ไอ้ตัวการงานแท้ ๆ ตัวธรรมะแท้ ๆ ไม่ได้ให้ความสนใจหรือไม่ ไม่บูชามากเท่า นี่เรียกว่าไม่มีจิตตะในสิ่งนั้น และขอให้เปลี่ยนเสียใหม่ ถ้ามันเป็นอย่างที่ว่านั้นขอให้เปลี่ยนเสียใหม่ ให้บูชาสิ่งที่กำลังกระทำนั้นน่ะเหมือนบูชาพระเจ้า บูชาพระธรรม บูชาพระพุทธ เพราะว่าการปฏิบัติธรรมนั้นคือการทำการงานนั่นเอง การทำการงานนั่นเองคือการปฏิบัติธรรม นี่มันเป็นจริงที่สามคือจิตตะ มอบชีวิตจิตใจไปกับสิ่งนั้น

อันสุดท้ายเรียกว่า วิมังสา วิมังสา แปลว่า การใช้สติปัญญาสอดส่องไปอย่างทั่วถึง นี้มารั้งท้ายในลักษณะที่จะเป็นผู้แก้ไขอุปสรรคทุกประการด้วย แล้วก็หาช่องทางที่จะก้าวหน้าต่อไปจนถึงที่สุดด้วย วิมังสาเป็นชื่อของปัญญา ปัญญาแปลว่ารอบรู้ รู้ในสิ่งที่ควรรู้ แต่ในที่นี้เขาเอามาสำหรับสอดส่องเพื่อจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้หมดไป ให้มันเจริญก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร รวมความแล้วก็อยู่ในคำพูดคำเดียวว่าแก้อุปสรรคนานาชนิดได้ เมื่อแก้อุปสรรคได้แล้วไม่ต้องกลัว ความก้าวหน้ามันเป็นไปเองเพราะเดี๋ยวนี้มันตันอยู่ที่มันมีอุปสรรคมาขวาง จิตแท้ ๆ ต้องการจะก้าวหน้า ต้องการจะเจริญ ต้องการจะดีกว่า หรือดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ทีนี้อุปสรรคมาขวาง เอาอุปสรรคออกเสียได้มันก็ไปของมันเอง มันเหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เราทำอย่าให้มีอุปสรรคอันใดที่จะทำให้ต้นไม้ตาย ต้นไม้มันก็เจริญของมันเอง เราไปทำให้มันเจริญด้วยฝีมือเรานั้นไม่ได้ มองดูให้ดี ๆ อย่าอวดดีว่ากูทำให้ต้นไม้เจริญ ต้นไม้มันเจริญของมันเอง แต่เราต้องช่วยขจัดอุปสรรค เช่นไม่ได้ปลูก มันเป็นเม็ดอยู่ไม่ได้ปลูก มันก็เป็นอุปสรรคของการงอก ฉะนั้นเราก็ปลูก ขจัดอุปสรรคของการงอก มันก็งอก แล้วอุปสรรคอื่น ๆ ที่จะทำให้มันตายหรือไม่เจริญนั้น ขจัดออกไปเสีย มันก็เจริญงอกงามไปตามลำดับจนมีดอกมีผล

นี่คือคำพูดที่ยุติธรรมที่สุด เราอย่าโมโห อย่าเอาเปรียบ พูดเข้าข้างตัวให้มันมากไป หน้าที่ของวิมังสาคือขจัดอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงออกไปเสีย แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็เจริญงอกงามไปเอง เราก็รออยู่กว่าจะถึงผล สุดท้าย นี่คือหลักของโพชฌงค์ ๗ ประการ ที่เป็นองค์การตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเป็นพระอรหันต์ เพราะทำถูกต้องและเรารอให้มันเจริญไปเองจนถึงที่สุด

นั่นคือเรื่องโพชฌงค์ มีสติก่อน สติ โพชฌงค์นี่ เลือก ระลึก เลือกไอ้สิ่งที่ควรทำ ระลึกถึงทุกอย่างแล้วเอามาเลือกสิ่งที่ควรทำ คือ ธัมมวิจยะ และก็มีวิริยะความพากเพียร และก็มีปีติหล่อเลี้ยง ขอเราพอใจ เรารัก เรามีฉันทะในสิ่งนี้ หล่อเลี้ยงการกระทำไม่ให้ ไม่ให้ชะงัก แล้วมันก็มี ปัสสัทธิ คือ ปรับตัวกันเข้าลงรูปลงรอยเพื่อจะเจริญงอกงามไป แล้วก็ทุ่มเทกำลังจิตทั้งหมดคือสมาธิลงไป แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปของมันตามเรื่องของมัน คืออุเบกขา เพราะว่าทุกอย่างถูกต้องแล้วความเจริญเป็นไปเอง เฉย ควบคุม ควบคุมความถูกต้องทั้งหมด เฉยนิ่งอยู่ ไม่ใช่เฉยไม่ทำอะไรเสียเลย คำว่าเฉยนี้ควบคุมอยู่ เหมือนกับไอ้คนขับรถม้า สารถีขับรถม้าน่ะเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สารถีนั้นก็เพียงแต่ถือเชือกบังเหียนเฉยอยู่เท่านั้น ม้ากับรถก็ไปจนถึงจุดหมายปลายทางนั้น ชีวิตนี้ก็เหมือนกัน เหมือนกับรถที่เดินทาง จัดทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้เรียบร้อย ให้ดี แล้วก็คุมเฉยอยู่อย่างนั้น ทีนี้ วิมังสา ก็มีหน้าที่ ๆ จะจัดให้มันถูกต้อง อะไรไม่ถูกต้องแก้ไขให้ถูกต้อง อะไรเป็นอุปสรรคแก้ไขเสียให้หมดไป นี่เป็นหน้าที่ของ วิมังสา เมื่อทำอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่า สัจจะ เหมือนกัน วิมังสาน่ะคือตัวสัจจะอย่างยิ่ง เพราะมันเอาจริงในการสอดส่อง ในการแก้ไขอุปสรรค แล้วก็มีสัจจะที่สี่ครบบริบูรณ์ เป็นสัจจะที่แท้จริงสมบูรณ์ที่สุด ไม่ใช่แค่สัจจะแต่ปากเหมือนคนทั่วไปพูด สัจจะที่หนึ่งคือรักพอใจมีจริง สัจจะที่สองพยายามพากเพียรมันไปจริง ๆ สัจจะที่สามมอบชีวิตจิตใจกับมันจริง ๆ สัจจะที่สี่คอยแก้ไขข้อขัดข้องต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปจริง ๆ อิทธิบาททั้งสี่นี้รวมกันเข้าแล้ว มันก็เป็นสัจจะที่แท้จริง ในชั้นแรกเราจะมองเห็นว่าอิทธิบาทนี่มันเกิดในสัจจะ เกิดมาจากสัจจะ เพราะเราตั้งสัจจะลงไปมันถึงจะมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฉะนั้นอิทธิบาทมันเกิดมาจากสัจจะ ทีนี้พอเกิดมาจากสัจจะแล้วมันก็สร้างส่งเสริมสัจจะนั้น ทั้ง ๆ ที่มันเป็นลูกออกมาจากสัจจะ พอมันออกมาได้แล้วมันก็เลยกลายเป็นการส่งเสริมสัจจะนั้นให้เต็มรูป ให้บริบูรณ์ในที่สุด มันสร้างสัจจะ สนับสนุนสัจจะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้สัจจะมันยิ่งขึ้นไปก็หมายความว่า ไอ้อิทธิบาทสี่มันยิ่งขึ้นไป เป็นเงาตามตัว สัจจะแรงเท่าไรอิทธิบาททั้งสี่มันก็แรงเท่านั้น อิทธิบาททั้งสี่แรงเข้าไปเท่าไรมันก็สร้างสัจจะใหม่แรงขึ้นเท่านั้น

ในการทำการงานคุณมีเทคนิคอย่างนี้หรือเปล่าที่แล้วมา การงานที่ออฟฟิศก็ดี การงานที่บ้านก็ดี ถ้ายังไม่เคยมีอย่างนี้ก็รีบไปทำเสียคราวนี้ที่ผมว่า สึกออกไปนี้จะไปเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ เป็นผู้ต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบและมีคนคอยโห่อยู่รอบด้าน ถ้าเราทำพลาดเขาก็โห่อย่างเยาะเย้ย ถ้าเราทำไม่พลาดเขาก็โห่อย่างแสดงความยินดีด้วย นี่อยู่ในโลกขอให้มันเป็นอย่างนี้ นี่คือฆราวาสธรรม ข้อที่หนึ่งคือสัจจะ มันต้องอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นอยู่ในชีวิตในการงานถึงขนาดสมบูรณ์แบบ เป็นอิทธิบาทขึ้นมา แล้วไม่ต้องสงสัยความสำเร็จไม่ไปไหน ความสำเร็จหนี หนีไปไหนไม่ได้จะต้องอยู่ในกำมือของบุคคลนั้น ในการสร้างก็ดี ในการสละก็ดี อยากจะละ สละอะไร จะพ้นจากอะไรก็ทำได้ อยากจะมีอะไรขึ้นมาในที่ควรจะมีมันก็ทำได้ ก็คือผู้ประสบความสำเร็จ

เอ้า, ทีนี้เราดูกันต่อไปอีกนิดหนึ่งว่าเมื่อมี สัจจะ ถึงขนาดนี้แล้วอื่น ๆ ไม่ต้องสงสัย ทมะ ขันตี จาคะ ก็พลอยเป็นของเบาสบายไปด้วยเพราะสัจจะมันแรงมาก การบังคับใจบังคับตัวเองก็อยู่ในวิสัยที่บังคับได้โดยง่าย ไม่เหลือวิสัย ไม่เหลืออำนาจ เพราะสัจจะมันแรงมาก มันแรงทั้งความคิดและการกระทำและการแก้ไขอุปสรรคปัญหาด้วยอิทธิบาทสี่นั้น อิทธิบาทสี่มันก็มามีอยู่เองโดยอัตโนมัติในสิ่งที่เรียกว่า ทมะ คือการบังคับตัวเอง ถ้าอิทธิบาทที่มีสมบูรณ์แบบในสัจจะแล้ว มันก็มามีใน ทมะ ขันตี จาคะ ของมันเองเพราะมันไม่แยกกันได้ เรามีสัจจะแรงอย่างนั้น พอถึงไอ้ ทมะ บังคับตัวเองมันก็บังคับแรงอีกเหมือนกัน เขาก็ทนได้จริง ๆ จัง ๆ เหมือนกัน แล้วมันก็ระบายไอ้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะต้องระบายออกไปได้จริงเหมือนกัน นี่ก็คือความสำเร็จด้วยอำนาจของอิทธิบาทซึ่งจะต้องใช้ในฆราวาสธรรม เป็นคฤหัสถ์ครองเรือนมี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ไปตามแบบของคฤหัสถ์ แต่อย่าลืมนะว่าไอ้สี่ข้อนี้ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ นี่แม้พระเราต้องใช้เท่ากันกับฆราวาสนะ เป็นพระก็ต้องมี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ เหมือนกับฆราวาสมี ทว่าไปทำหน้าที่กันคนละแนว หรือคนละระดับ แล้วแต่กรณีที่มันจะมีอยู่อย่างไร

เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องฆราวาสก็พูดให้ชัดในเรื่องของฆราวาส ฆราวาสนี่จะต้องเป็นพรหมจารีที่ดี จนกว่าจะขึ้นถึงความเป็นคฤหัสถ์ แบ่งไว้เป็นอย่างนี้ ชีวิตนี้ ในขั้นต้นที่สุดเป็นพรหมจารี เป็นเด็กจนกระทั่งเป็นหนุ่มสาว จะต้องมีฆราวาสธรรม ที่จะรักษาความเป็นพรหมจารี ปฏิบัติความเป็นพรหมจารีให้ได้ผลถึงที่สุดของความเป็นพรหมจารี คือเป็นคนหนุ่มสาวที่บริสุทธิ์สะอาดฉลาดพร้อมที่จะเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่ดี และก้าวที่สองก็เป็นคฤหัสถ์ที่ดี ทำหน้าที่มนุษย์อย่างแท้จริง ตรงที่ความเป็นพ่อบ้านแม่เรือน มันก็ทำได้ดี อะไรเป็นหน้าที่ของพ่อบ้านแม่เรือนก็ใช้ไอ้นี้ระดมทุ่มเทเข้าไป คือ ฆราวาสธรรม ที่ประกอบอยู่กับ อิทธิบาทสี่  ไม่ว่า สัมปยุต อยู่ด้วย อิทธิบาทสี่ เสมอไปทุกข้อทุกกระทงว่าเป็นฆราวาสที่ดีในความหมายของคำว่าฆราวาสคือผู้ครองเรือน ทีนี้ชีวิตมันจะก้าวไปอีกสองขั้นไปเป็น วนปรัสถ์ หาความสงบทางจิตใจ แล้วไปเป็น สันยาสี คือเที่ยวแจกของส่องตะเกียงให้กับเพื่อนมนุษย์ ก็ต้องทำสิ หลักการอันนี้เหมือนกัน คือทำจริงเหมือนกัน แต่ว่าไอ้ความจริงนี้มันทำมาจนเสียจนเพียงพอแล้ว ทีนี้มันก็จริงง่าย จริงสบาย จริงสะดวก ไม่ค่อยมีอุปสรรคอะไรแล้ว การที่จะไปหาความสงบในทางจิตทางวิญญาณก็หาได้ง่าย ช่วยแจกของส่องตะเกียงก็ทำได้ง่าย นั่นเป็นขั้นปลายขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นการง่าย ถ้าเราทำไอ้สองขั้นแรกนี้ซึ่งเป็นบันไดขั้นต้นนี้ให้มันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีได้ จงเป็นพรหมจารีที่ดีในระหว่างที่ยังไม่แต่งงานแล้วก็เป็นคฤหัสถ์ที่ดีหลังจากการแต่งงานแล้ว อย่าให้มันเป็นเรื่องชิงสุกก่อนห่ามหรือว่าก้าวก่ายกันไม่มีหลักเกณฑ์ โดยอาศัยหลักธรรมะนี้ ฆราวาสธรรม ที่สัมปยุต อยู่ด้วยอิทธิบาท ทั้งสี่ ก้าวหน้าไปตามหลักเกณฑ์ของโพชฌงค์ ๗ ก็เรียกว่าเป็นเทคนิคที่สมบูรณ์ตามแบบของพระพุทธศาสนา

ขึ้นชื่อว่าธรรมะแล้วใช้ได้ทั้งฆราวาสและบรรพชิต ธรรมะชื่อเดียวกันใช้ได้ทั้งฆราวาสและบรรพชิต อย่าไปโง่ตามคนบางพวกเอาไปแยกกันเดินกันคนละทางนั้นมันไม่ถูกไม่จริง เป็นความโง่ที่คิดไปเอาเอง คิดไปเอง แม้ฆราวาสก็ต้องไปนิพพาน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ของฆราวาสก็อย่างเดียวกับของบรรพชิต บรรพชิตมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างไร ฆราวาสก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่นแหละ ถือสรณาคมน์เดียวกันและปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาก็ปฏิบัติด้วยหลักอย่างเดียวกันคือ อัฏฐังคิกมรรค นั่นเอง หากแต่มันคนละระดับหรือว่าคนละแง่ คนละมุมแต่มันเปลี่ยนไม่ได้ มันต้องเป็นตัวนั้น ศีล สมาธิ ปัญญาตัวนั้นน่ะ ทีนี้ธรรมะที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือเช่น ฆราวาสธรรม นี่ก็ใช้ได้แก่บรรพชิตเต็มที่ ฉะนั้น อิทธิบาทสำหรับไปนิพพานนำมาใช้สำหรับอยู่ในโลก เพื่อชนะโลก มีนิพพานในโลก โพชฌงค์ ๗ สำหรับตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นก็นำมาใช้เป็นเครื่องบ่มให้เชื้อแห่งความเป็นพุทธะที่มีอยู่ในร่างกายของเราให้เจริญงอกงามผลิดอกออกผล อย่าไปแยกให้ฆราวาสเดินไปทางทิศเหนือ บรรพชิตเดินไปทางทิศใต้ มันคนโง่พูด โลกุตตระต้องมีอยู่ในโลก อยู่เหนือโลก ชนะโลก อยู่ที่ในโลกนั่นเอง ความเย็นอยู่ที่ความร้อนนั่นเอง เอาความร้อนออกก็พบความเย็นนอนอยู่ที่นั่น เรื่องก็ไม่มาก

 สรุปความแล้วก็ว่าในที่นี้ก็อย่าลืมว่า เราต้องการจิตที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา เป็นฆราวาสก็มีจิตที่เหมาะสมแก่ความเป็นฆราวาส เป็นบรรพชิตก็มีจิตที่เหมาะสมแกความเป็นบรรพชิต แต่เรื่องมันเรื่องเดียวกันคือจะทำลายอุปสรรคอย่างเดียวกัน กิเลสและความทุกข์นี้จะต้องถูกทำลายอย่างเดียวกัน ตามฝีไม้ลายมือ ตามโอกาส ตามภาวะของชีวิตที่เป็นอยู่อย่างไร และนี่เราจะเดินทางไปนิพพานโดยผ่านชีวิตฆราวาส ขอให้เข้าใจอย่างนั้น ต้องการจิตที่เหมาะสมเพราะว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต ขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่าจิตให้ถูกต้องและเพียงพอ ปัญหาก็จะหมด เวลาของเราก็มี สิ้นสุดลงเท่านี้

เปิดโปงความชั่วของโน้ตนุ่นจี้คุณทวีและภรรยาคุณทวี

คุณแม่ได้เตรียมหลักฐานและพยานในการแจ้งความกลับดำเนินคดีหลายข้อหาดังต่อไปนี้ คุณทวีและภรรยา สร้างความน่ารำคาญกับเพื่อนบ้านเพราะในช่วงที่โน้ตแ...