วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

32. ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ (ไม่มีความสงบ) จะเอาความสงบต้องพ้นชั่วพ้นดี เหนือบาปเหนือบุญ

 32. ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ (ไม่มีความสงบ) จะเอาความสงบต้องพ้นชั่วพ้นดี เหนือบาปเหนือบุญ 

คำสอนของ พุทธทาสภิกขุ ในข้อนี้ชี้ให้เห็นถึงแก่นของ "ความว่าง" (สุญญตา) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

ยึดดีก็เป็นทุกข์: ท่านเปรียบว่า "ชั่ว" เหมือนไฟที่ร้อนรุ่ม ส่วน "ดี" เหมือนทองคำที่หนักและน่ากังวล หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ ระบุว่าหากเรายังยึดติดในบุญหรือความดีเพื่อหวังผล ความสงบที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะใจยังวุ่นวายกับการปรุงแต่ง

เหนือบุญเหนือบาป: คือการทำหน้าที่ด้วยจิตว่าง ไม่ให้กิเลส (ความโลภในบุญหรือความกลัวในบาป) เข้ามาครอบงำ ตามหลักการ ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ เพื่อเข้าถึงสภาวะที่พ้นจากขั้วตรงข้าม

ความสงบที่แท้จริง: เกิดขึ้นเมื่อจิตอยู่เหนือ "คู่ปรับ" (Dualism) ทั้งปวง ไม่ยินดียินร้ายจนเกินพอดี ซึ่งเป็นหัวใจของการพ้นทุกข์ในแบบ เซนหรือเถรวาท ที่ท่านพุทธทาสมักหยิบยกมาสอน

แนวทางการฝึกจิต พุทธทาส

แนวทางการฝึกจิตตามหลักของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เน้นความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยมีหัวใจสำคัญคือการเข้าถึง "จิตว่าง" ผ่านการปฏิบัติ อานาปานสติ ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้:

1. การฝึกอานาปานสติ (Mindfulness with Breathing)

ท่านพุทธทาสถือว่าอานาปานสติเป็นวิธีที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะทำได้ทุกที่และเป็นรากฐานของทั้งสมาธิและปัญญา: 

การเริ่มต้น: นั่งในท่าที่สบาย หลังตรง กำหนดสติรู้อยู่กับ ลมหายใจเข้า-ออก ตามธรรมชาติ ไม่ฝืนหรือบังคับลม

เป้าหมาย: เพื่อให้จิตตั้งมั่น (สมาธิ) และนุ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่การใช้งาน (กัมมณียะ)

ผลลัพธ์: ช่วยลดความเครียด เพิ่มความจำ และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น 

2. การทำให้จิตว่าง (Sunyata)

"จิตว่าง" ในนิยามของท่านพุทธทาส ไม่ได้หมายถึงการไม่คิดอะไรเลย แต่คือ การว่างจากตัวตน (ตัวกู-ของกู): 

การปฏิบัติ: เมื่อมีความคิดหรือความรู้สึกเกิดขึ้น ให้เพียงแค่ "รู้" แล้วปล่อยไป ไม่ยึดถือว่าเป็นเราหรือของเรา

หลักการ: "เกิดมาโง่แล้วเป็นทุกข์ อบรมจิตจนหายโง่แล้วไม่เป็นทุกข์" คือการเลิกยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ 

3. สมาธิแบบธรรมชาติ (The Nature Method)

ท่านเน้นว่าไม่จำเป็นต้องฝึกจนถึงขั้นเข้าฌานลึกที่ตัดการรับรู้จากโลกภายนอก เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจริญปัญญา: 

สมาธิที่พอเหมาะ: ควรเป็นสมาธิที่นำมาใช้พิจารณาความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ของสิ่งต่างๆ ได้ในชีวิตประจำวัน

ความสมดุล: สมาธิเปรียบเหมือน "น้ำหนัก" และปัญญาเปรียบเหมือน "ความคม" ต้องมีทั้งคู่จึงจะตัดกิเลสได้ 

วิธีฝึกสมาธิวิปัสสนา  พุทธทาส

การฝึกสมาธิวิปัสสนาตามแนวทางของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เน้นไปที่ระบบ "อานาปานสติภาวนา" หรือการมีสติอยู่กับลมหายใจ ซึ่งท่านถือว่าเป็นวิธีที่สมบูรณ์ที่สุดเพราะมีทั้ง สมถะ (สมาธิ) และ วิปัสสนา (ปัญญา) อยู่ในตัว พุทธทาสศึกษา

โดยแบ่งการฝึกออกเป็น 16 ขั้นตอน (สติปัฏฐาน 4) สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้ครับ:

1. หมวดกาย (ขั้นที่ 1-4): ทำให้กายสงบ

ขั้น 1-2: สังเกตลมหายใจเข้า-ออก ทั้ง "ยาว" และ "สั้น" ให้รู้ชัดถึงลักษณะของมัน Pantip

ขั้น 3: พิจารณาว่าลมหายใจมีผลต่อร่างกายอย่างไร (ลมหายใจคือ "กายระงับ")

ขั้น 4: ฝึกทำลมหายใจให้ละเอียดและสงบลงเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายที่สุด Facebook ท่านพุทธทาสภิกขุ

2. หมวดเวทนา (ขั้นที่ 5-8): ควบคุมความรู้สึก

ฝึกให้รู้เท่าทัน ความสุข (ปีติ) และ ความพอใจ (สุข) ที่เกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ ไม่ให้เราเผลอไปยึดติดหรือหลงไปกับมันจนเสียสมาธิ Access to Insight

3. หมวดจิต (ขั้นที่ 9-12): ฝึกจิตให้ควรแก่การงาน

เฝ้าสังเกตสภาวะจิตว่าตอนนี้เศร้าหมองหรือผ่องใส แล้วฝึก "ประคองจิต" ให้ตั้งมั่น หรือ "เปลื้องจิต" ให้ปล่อยวางจากสิ่งที่ค้างคาใจ Scribd

4. หมวดธรรม (ขั้นที่ 13-16): การเกิดปัญญา (วิปัสสนา)

ขั้น 13: พิจารณาความ ไม่เที่ยง (อนิจจัง) ของลมหายใจและทุกสรรพสิ่ง Thaijo

ขั้น 14-16: ฝึกเพื่อการ "จางคลาย" จากความยึดมั่น และสุดท้ายคือการ "สลัดคืน" (สลัดตัวตน) เพื่อเข้าถึงความว่างและความสงบที่แท้จริง หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ

เคล็ดลับจากท่านพุทธทาส: ไม่จำเป็นต้องฝึกครบ 16 ขั้นในคราวเดียว สำหรับมือใหม่ ท่านแนะนำให้เริ่มจากการ "ตามดูลมหายใจ" ไปก่อน และใช้หลักการ "ทำงานคือการปฏิบัติธรรม" คือมีสติรู้ตัวในทุกอิริยาบถ

ทีนี้ อยากจะทบทวนความเข้าใจ ด้วยตัวอย่างที่เกี่ยวกับอานาปาสติบ้าง โดยหลักที่กล่าวมาแล้ว ๘ อย่างนั้นแหละ ซึ่งกล่าวไว้เป็นหลักกว้างๆ ว่า จะใช้อะไรเป็นอารมณ์ก็ได้ ใช้กสิณก็ได้ ใช้อสุภะ ศพนอนอยู่ก็ได้ หรือใช้ลมหายใจก็ได้ เดี๋ยวนี้อยากจะแนะว่า การใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ ท่านแนะว่า อานาปานสตินี้มีประโยชน์ มีอานิสงส์ เพราะไม่หยาบ ประณีต ไม่น่ากลัว ไม่โกลาหลวุ่นวาย สะดวกที่ว่าเราจะไปนั่งทำที่ตรงไหนก็ได้ จึงเสนอแนะอานาปานสติ ถ้าจะใช้กสิณใช้สนุกนี้มันลำบาก ยุ่งยาก น่ากลัวไม่สะดวก จะไปตรงไหนก็ต้องเอากสิณไป หรือไปที่ป่าช้าจึงจะทำได้ อย่างนี้เป็นต้น ลมหายใจนั้นอยู่กับเราตลอดเวลา เราไปนั่งตรงไหนทำตรงไหนก็ได้ ท่านจึงแนะให้ใช้ลมหายใจ เกี่ยวกับลมหายใจนี่ เอาลมหายใจนั้นเองเป็นนิมิต รูปธรรมดาตามธรรมดานี่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทีนี้ เราจะต้องรู้จักลมหายใจนี้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ไม่ใช่สักแต่ว่าลมหายใจ ถ้าเราจะรู้จักลมหายใจดี เราก็ต้องมีการหายใจดู คือมีการหายใจในความรู้สึกที่ควบคุม หรือศึกษามันอยู่ สังเกตมันอยู่


ขั้นที่ ๑ ลมหายใจยาวเป็นอย่างไร ขั้นที่ ๒ ลมหายใจสั้นเป็นอย่างไร นี้ก็ยังต้องศึกษากันนาน คือให้รู้ว่าลมหายใจสั้นมีอิทธิพลแก่ร่างกายอย่างไร ลมหายใจยาวมีอิทธิพลแก่ร่างกายอย่างไร ขั้นที่ ๓ ด้วยเหตุที่ว่า ลมหายใจนั้นเป็นของที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ไปด้วยกันมาด้วยกันอะไรอย่างนี้ ฉะนั้น ในบาลีจึงเรียกลมหายใจนั่นแหละว่าเป็นกาย ฟังดูให้ดี เรียก ลมหายใจนั่นแหละว่าเป็นกายชนิดหนึ่ง เพราะมันเนื่องกันอยู่กับกายนี้ กายเนื้อกายหนังนี้ ถ้าลมหายใจละเอียด กายเนื้อกายหนังนี้มันก็ละเอียด คือสงบรำงับ ถ้าลมหายใจหยาบ ร่ายกายเนื้อหนังนี้มันก็หยาบ หรือว่าถ้าเมื่อร่างกายมันหยาบ เช่นว่าเหนื่อยเป็นต้น ลมหายใจก็หยาบ เมื่อร่างกายสบายดี ลมหายใจก็พลอยละเอียด นี้เป็นของเนื่องกันจนถึงกับไปด้วยกันมาด้วยกันจนถือว่าเป็นอันเดียวกัน ที่ว่าให้ศึกษาลมหายใจสั้นและยาว นี้ก็เพื่อให้รู้ข้อนี้ ให้รู้ว่ามันเนื่องกันอยู่กับร่างกายอย่างนี้ เมื่อลมหายใจมีลักษณะอย่างนี้ มีปกติภาวะตามธรรมชาติอย่างนี้ มีอิทธิพลต่อร่างกายเนื้อหนังอย่างนี้ นี้ก็หัดนั่งดูอย่างนี้กันไปก่อนในตอนต้นๆ ให้รู้จักลมหายใจยาว รู้จักลมหายใจสั้น รู้จักความที่ลมหายใจเป็นของปรุงแต่งร่างกาย ขั้นที่ ๔ ก็มาถึงบทที่ว่า จะฝึการควบคุมลมหายใจให้ละเอียด เพื่อว่าเราจะได้มีร่างกายอันละเอียด และเราจะควบคุมลมหายใจให้สงบ เพื่อว่าเราจะได้มีร่างกายอันสงบ ฉะนั้น เราจะควบคุมลมหายใจนี้อย่างไร ก็คือระเบียบปฏิบิติที่เรียกว่าอานาปานสิตนี้เอง ลมหายใจหยาบบังคับให้ละเอียดได้อย่างไร ลมหายใจยาวบังคับบังคับให้สั้นได้อย่างไร ฝึกฝนอยู่แต่อย่างนี้จนบังคับได้


เคล็ด ของการปฏิบัติก็คือว่า เมื่อกำหนดลมหายใจขั้นแรก ก็กำหนดลมหายใจเหมือนกับวิ่งตามลมหายใจ หายใจเข้าหรือหายใจออกก็ตาม จิตในนามว่าสตินี้ก็วิ่งตาม ลาหายใจออกมาสุดแค่ไหน หายใจเข้ามาสุดแค่ไหน หายใจออกมาสุดแค่ไหน หายใจเข้ามาสุดแค่ไหน ทำหน้าที่เหมือนวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา เราสมมติว่า มันหยุดแค่ไหนเมื่อหายใจเข้า มันหยุดแค่ไหนเมื่อหายใจออก เราสมมติ เอาที่ปลายจมูกก็ได้ ที่สะดือก็ได้ ระหว่างที่ความรู้สึกวิ่งไปวิ่งมาอยู่ ตามลมหายใจอยู่ อย่าให้มีเวลาว่าง อย่าให้ระยะขาดตอน ครั้งแรกต้องหัดถึงอย่างนี้ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็หมายความว่า เราชนะมานิดหนึ่งแล้ว ชนะขึ้นมาขั้นหนึ่งแล้ว คือบังคับจิตไว้ว่า จงวิ่งตามลมหายใจอย่างเดียว บทเรียนทำยากขึ้นไปอีก ก็คือไม่ต้องวิ่งตาม เฝ้าดูอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง คือที่จุดจะงอยจมูก อย่าหนีไปไหนแล้วกัน ให้เฝ้าดูอยู่แต่ตรงที่ช่องจมูก เมื่อลมหายใจผ่านที่ตรงนี้ ให้รู้สึกให้เต็มที่ก็แล้วกัน เมื่อมันเข้าเลยไปในท้องแล้วหยุดอยู่แล้วก็ช่างมัน ไม่ต้องไปยุ่ง หรือมันออกพ้นจากจมูกไปแล้ว ก็อย่าไปยุ่งไปสนใจกับมัน สนใจแต่เมื่อมันกระทบที่จมูก ตรงนี้จะเกิดระยะที่ว่าง คือว่างการควบคุม หรือควบคุมยากขึ้นมาบ้าง เพราะเราคอยกำหนดแต่ที่ตรงสุดของปลายจมูก แต่ทีนี้เนื่องจากเราเคยบังคับได้ดี ตั้งแต่ระยะวิ่งตามๆ นั่นแหละ บังคับได้ดี ทำได้ดี พอมาถึงตอนนี้ยังมีผลอยู่ คือ เราคอยบังคับแต่ตรงช่องจมูกก็ยังทำได้ ไม่หนีไปไหนเสีย ในขณะที่มันเลยช่องจมูกเข้าไปข้างใน หรือออกมาข้างนอก นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า เราบังคับจิตได้เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง


ทีนี้ เราก็มีจุดตรงที่มันกระทบ ตรงที่ช่องจมูกนั้นเป็นหลัก ตรงนั้นเรียกว่าอารมณ์ หรือนิมิต ในการบริกรรมที่สมบูรณ์แล้ว รู้สึกลมที่กระทบอยู่ที่ตรงนั้นอยู่เป็นประจำนี้ เรียกว่าบริกรรม ทีนี้ ก็เปลี่ยนจุดนั้นให้เป็นมโนภาพแทนที่จะกำหนดเป็นตัวลม ก็กำหนดให้มีความรู้สึกเหมือนกันว่า ดวง หรืออะไรก็ตามใจ มีอยู่ก้อนหนึ่งที่นั่น บางทีก็เป็นดวงขาว บางทีเป็นดวงแดง ไม่เหมือนกันทุกคน บางทีก็เป็นเหมือนดวงอาทิตย์มาอยู่ที่นั่น ดวงจันทร์อยู่ที่นั่น บางคนก็เหมือนกับใยแมงมุมกลางแสงแดดปรากฏอยู่ที่ตรงนั้น จะเป็นอะไรก็ช่างมันอย่าไปฝืนมัน สิ่งอะไรปรากฏขี้น ก็จงถือเอาสิ่งนั้นเป็นอุคคหนิมิต คือนิมิตในมโนภาพที่สร้างขึ้นมาสำเร็จแล้วที่ตรงจุดนั้น เราไม่สนใจกับลมหายใจตัวจริงอีกต่อไป มาสนใจกับมโนภาพที่สร้างขึ้นมาโดยตัวมันเอง ให้เป็นของนิ่งแน่วแน่อยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นดวงขาว ก็ให้ขาวอยู่อย่างนั้น เขียวก็ให้เขียวอยู่อย่างนั้น เป็นใยแมงมุมก็เป็นอยู่อย่างนั้น เป็นปุยฝ้ายก็เป็นอยู่อย่างนั้น อย่าเพ่อไปเปลี่ยนแปลงมัน คือจะต้องทำอย่างนั้นจนชำนาญได้เท่าไรก็ได้ นานเท่าไหรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ แล้วจึงค่อยเลื่อนบทเรียน


พอชำนาญแล้วน้อมจิตไปเพื่อจะบังคับให้มันเปลี่ยน เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง เปลี่ยนสี เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนเป็นทุกอย่างที่ต้องการให้เปลี่ยน นี้เรียกว่าเปลี่ยนอุคคหนิมิตให้กลายเป็นปฏิภาคนิมิต เมื่อทำได้อย่างนี้ก็พิสูจน์อยู่ในตัวแล้วว่า อ้าว เราบังคับจิตเพื่มขึ้นมาได้อีกนิดหนึ่ง บังคับได้ตามต้องการ แล้วแต่จะชอบ นิมิตที่ปรากฏนี้ บางทีบางสมัย บางฤดูกาล มันอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ แต่เรายอมรับเอา เพราะไม่ใช่ของจริงอะไร เป็นเพียงนิมิตสำหรับฝึกหัด เมื่อบังคับให้เปลี่ยนแปลงได้ เป็นปฏิภาคนิมิตคล่องแคล่วชำนาญแล้ว มันบอกอยู่ในตัวแล้วว่า บังคับจิตได้ถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น เราสามาถที่จะบังคับความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน เช่น วิตก วิจาร ปิดิ สุข เอกัคคตา ให้ค่อยๆ เกิดขึ้นมาให้ชัดเจนที่ละองค์ ๒ องค์ จนเต็มเปี่ยมครบทั้ง ๕ องค์ นี้ ก็มีการบรรลุปฐมฌานอย่างที่ว่ามาข้างต้น แล้วก็ทำให้ประณีตเข้า ให้เหลือน้อยองค์เข้า เป็นทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไปตามลำดับ แล้วฝึกให้ชำนาญ จนกว่าจะหยุดอยู่ในสภาวะอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง ได้นานเป็นสมาบัติ อย่างนี้ก็ได้ นี่ตัวอย่างเกี่ยวกับการฝึกอานาปานสิต โดยหลักที่แท้จริง ที่เป็นชั้นหัวใจก็มีเพียงเท่านี้ รายละเอียดปัญหาปลีกย่อยยังมีอีก แต่ไม่สำคัญอะไร ถ้าทำถูกหลักอย่างนี้แล้วก็ต้องเป็นไปตามกฏเกณฑ์ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ทั้งหมดนี้เรียกว่า วิธีเจริญสมาธิที่เป็นใจความสำคัญของเรื่อง


ทบทวน อีกที่หนึ่งว่า สมาธิประเภทที่ไม่ต้องการฌาน ไม่ต้องการอัปปนาสมาธินั้น มันสักแต่ว่าทำความรู้สึกคิดนึก เช่นเจริญเมตตานุสสติ พุทธานุสสติ นึกถึงความตาย นึกถึงอะไรก็ตามใจ เพื่อชักจูงเกลี้ยกล่อมจิตให้เป็นไปในทางดี หรือว่าจะใช้เป็นเครื่องระงับอารมณ์ร้ายให้เป็นอารมณ์ดี ระงับอารมณ์ร้อนให้กลายเป็นอารมณ์เย็น หรือเพื่ออธิษฐานจิตของตัว เพื่อให้แน่วแน่ไปแต่ในทางใดทางหนึ่งที่ต้องการ อย่างนี้ไม่ต้องการสมาธิต้องการฌานอะไรมากมาย แต่ถ้าทำได้ ก็เรียกว่าสมาธิประเภทหนึ่ง ส่วนสมาธิประเภทที่ต้องการฌาน ต้องการอัปปนา ก็ต้องทำอย่างที่ว่า นับตั้งแต่เอาอะไรมาเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติ แล้วเปลี่ยนอารมณ์ธรรมชาติเป็นอารมณ์ในมโนภาพ แล้วเปลี่ยนอารมณ์ในมโนภาพให้เปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ แล้วถือโอกาสหน่วงความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานขึ้นมาในขณะนั้น พอองค์ฌานครบถ้วนก็เป็นอัปปนา ได้บรรลุฌานใดฌานหนึ่ง เช่น ปฐมฌานเป็นต้น จนกระทั่งถึงฌานที่สูงขึ้นไป ด้วยการปลดอารมณืที่เป็นองค์ฌานนั้นทิ้งออกไป ๆ แล้วก็ชำนาญจนหยุดอยู่ในฌานไหน นานเท่าใดก็ได้ เรียกว่าสมาบัติ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดโปงความชั่วของโน้ตนุ่นจี้คุณทวีและภรรยาคุณทวี

คุณแม่ได้เตรียมหลักฐานและพยานในการแจ้งความกลับดำเนินคดีหลายข้อหาดังต่อไปนี้ คุณทวีและภรรยา สร้างความน่ารำคาญกับเพื่อนบ้านเพราะในช่วงที่โน้ตแ...